ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1-5/5 เลือกหัวข้อต่อไปนี้คนละ 1 หัวข้อ (1 หัวข้อเลือกได้ไม่เกิน 3 คน) แล้วศึกษารายละเอียดจากอินเตอร์ เอกสารตำราต่าง ๆ จากนั้นสรุปประเด็นสำคัญเขียนอธิบายลงใน Web Blog นี้พร้อมแหล่งอ้างอิงด้วย ส่งก่อนเรียนครั้งต่อไปนี้
1. ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
2. ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer
3. ระบบเครือข่ายแบบ Client Server
4. ประเภทของ Server
5. รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
6. รูปแบบของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
7. การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (Bus Topology)
8. การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Topology)
9. การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว (Star Topology)
10. ชนิดของสื่อกลางในการสื่อสารแบบมีสาย (Guided Media)
11. ชนิดของสื่อกลางในการสื่อสารแบบไม่มีสาย (Unguided Media)
12. การเชื่อมต่อ Internet Intranet และ Extranet
13. องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
14.รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
15. อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์
16. Protocal ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
17. หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกสื่อกลางในการนำข้อมูล (Media)
18. ชนิดของสัญญาณข้อมูล (Signal)
19. วิธีการสื่อสารข้อมูล (Data Transmisssion)
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

251 ความคิดเห็น:
1 – 200 จาก 251 ใหม่กว่า› ใหม่ที่สุด»ประเภทของ Server
เซิร์ฟเวอร์แบ่งเป็น4 ประเภทดังนี้
File Server
เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว ข้อมูลดังกล่าวสามารถ Shared ให้กับ Client ได้ โดยส่วนมากข้อมูลที่อยู่ใน File Server คือ โปรแกรมและข้อมูล (Personal Data File) แต่หน้าที่ที่ File Server จะต้องจัดการคือ มี NOS (Network Operating System) ที่ดูแลเกี่ยวกับการ "เข้าถึง" ไฟล์ ต้องมีกระบวน "Lock" ไว้ ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการแก้ไขไฟล์
Print Server
หนึ่งเหตุผลที่ต้องมี Print Server ก็คือ เพื่อแบ่งให้พรินเตอร์ราคาแพงบางรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ เช่น HP Laser 5000 พิมพ์ได้ 10 - 24 แผ่นต่อนาที พรินเตอร์ประเภทนี้ ความสามารถในการทำงานสูง
Database Server
Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) เช่น SQL , Informix เป็นต้น โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์
Application Server
Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server (รัน MS Exchange Server) Proxy Server (รัน Proxy Server) หรือ Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache' )
อ้างอิงhttp://www.tws.ac.th/thoenwit/Library/ruen%20computer/www.ruencom.com/itshop/tech/whatserver.htm
น.ส.น้ำทิพย์ เวฬุวณารักษ์
ชั้นม.5/3 เลขที่27
1.ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายแลนหนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกันก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้น
ตัวอย่างประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีดังต่อไปนี้
1. การใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน บนเครือข่ายมีสถานีที่เป็นเครื่องให้บริการ ซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูลข่าวสารหรือข้อมูลใช้งาน แล้วให้ผู้ใช้ซึ่งเป็นเครื่องขอใช้บริการเรียกใช้ข้อมูล
2. การแบ่งปันทรัพยากรในเครือข่าย นอกจากที่เราจะใช้ฐานข้อมูลร่วมกันได้แล้ว เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นการประหยัดทรัพยากร เราสามารถใช้อุปกรณ์ร่วมกันได้
3. การติดต่อสื่อสารระหว่างกันบนเครือข่าย เมื่อมีการเชื่อมโยงสถานีงานหรือเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนที่อยู่บนเครือข่าย
4. สำนักงานอัตโนมัติ แนวคิดของสำนักงานสมัยใหม่คือการลดปริมาณการใช้กระดาษ โดยการหันมาใช้ระบบการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ทันทีทันใด
แหล่งอ้างอิง
http://www.thaigoodview.com/roomnet/roomnet46/IT46_6/index.html-page5.htm
นางสาว ขนิษฐา นวลผ่อง ชั้นม.5/3 เลขที่12
4. ประเภทของ SERVER
ประเภทของเซิร์ฟเวอร์ โดยปกติจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ File Server , Print Server,Database Server , Application Server การแบ่งเป็นการตามลักษณะการใช้งาน คือ เก็บ-บริการไฟล์ บริการ/บริหาร งานพิมพ์ เก็บและบริการฐานข้อมูล และบริการ/บริหารซอฟต์แวร์ประยุกต์
File Server
เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ เพราะควบคุม-บริหารง่าย โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูลเป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล
Print Server
หนึ่งเหตุผลที่ต้องมี Print Server ก็คือ เพื่อแบ่งให้พรินเตอร์ราคาแพงบางรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ เช่น HP Laser 5000 พิมพ์ได้ 10 - 24 แผ่นต่อนาที พรินเตอร์ประเภทนี้ ความสามารถในการทำงานสูง ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการแบ่งปันพรินเตอร์ดังกล่าวให้กับผู้ใช้ทุกๆคน การจัดการเรื่อง File Spooling เป็นของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีชื่อว่า Print Server
Database Server
Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล
Application Server
Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server
แหล่งอ้างอิง
http://www.tws.ac.th/thoenwit/Library/ruen%20computer/www.ruencom.com/itshop/tech/whatserver.htm
.............
ปัญจนีย์ โอคะพันธ์
นักเรียนชั้น ม 5/3 เลขที่ 190810668521
ระบบเครือข่ายแบบดาว (Star Topology)
เป็นการเชื่อมต่อสถานีหรือจุดต่าง ๆ ออกจากคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง แต่ละสถานีจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อกับศูนย์กลาง ไม่มีการใช้สายสัญญาณร่วมกัน เมื่อสถานีใดเกิดความเสียหาย จะไม่มีผลกระทบกับสถานีอื่น ๆ ปัจจุบันนิยมใช้อุปกรณ์ Hub เป็นตัวเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง ฮับจะทำงานเหมือนกับอุปกรณ์เชื่อมต่อโทรศัพท์ภายในที่เรียกว่า ตู้พีบีเอ็กซ์ (Private Branch Exchange)
ข้อดีคือการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบกับเครื่องอื่นในระบบ
ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสาย สื่อสารสูงและถ้าฮับศูนย์กลางเสียระบบเครือข่ายจะหยุดชะงักทั้งหมดทันที
ที่มาhttp://www.dcs.cmru.ac.th/lesson7_2.php
http://www.student.chula.ac.th/~49370425/new_page_3.htm
**********************************
ชื่อ นายนาวิน ชัยไธสง ชั้น ม.5/3 เลขที่ 9
ระบบเครือข่าย Peer-to-Peer
ระบบเครือข่ายแบบ Peer-to-Peer จะมีความสามารถที่จะแบ่งปันทรัพยากรให้แก่กันและกันได้ เช่นการใช้เครื่องพิมพ์หรือแฟ้มข้อมูลร่วมกันในเครือข่าย ขณะเดียวกันเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบแต่ละเครื่องก็จะมีขีดความสามารถในการทำงานได้ด้วยตัวเอง (Stand Alone) คือจะต้องมีทรัพยากรภายในของตัวเอง เช่น ดิสก์สำหรับเก็บข้อมูล และมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลได้
ข้อดีของระบบ Peer-to-Peer คือ ความง่ายในการจัดตั้งระบบ มีราคาถูก และสะดวกต่อการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ใช้ในแต่ละระบบให้ รับผิดชอบในการดูแลพิจารณาการแบ่งปันทรัพยากรของตนเองให้กับสมาชิกผู้อื่นในกลุ่ม ดังนั้นระบบนี้จึงเหมาะสมสำหรับสำนักงานขนาดเล็ก ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ประมาณ 5-10 เครื่องที่วางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ข้อด้อยของระบบ Peer-to-Peer คือ เรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากไม่มีระบบการป้องกันในรูปแบบของ บัญชีผู้ใช้ และรหัสผ่าน ในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ที่ใช้ร่วมกันของระบบ
ระบบเครือข่าย Peer-to-Peer
ระบบเครือข่ายแบบ Peer-to-Peer จะมีความสามารถที่จะแบ่งปันทรัพยากรให้แก่กันและกันได้ เช่นการใช้เครื่องพิมพ์หรือแฟ้มข้อมูลร่วมกันในเครือข่าย ขณะเดียวกันเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบแต่ละเครื่องก็จะมีขีดความสามารถในการทำงานได้ด้วยตัวเอง (Stand Alone) คือจะต้องมีทรัพยากรภายในของตัวเอง เช่น ดิสก์สำหรับเก็บข้อมูล และมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลได้
ข้อดีของระบบ Peer-to-Peer คือ ความง่ายในการจัดตั้งระบบ มีราคาถูก และสะดวกต่อการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ใช้ในแต่ละระบบให้ รับผิดชอบในการดูแลพิจารณาการแบ่งปันทรัพยากรของตนเองให้กับสมาชิกผู้อื่นในกลุ่ม ดังนั้นระบบนี้จึงเหมาะสมสำหรับสำนักงานขนาดเล็ก ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ประมาณ 5-10 เครื่องที่วางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ข้อด้อยของระบบ Peer-to-Peer คือ เรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากไม่มีระบบการป้องกันในรูปแบบของ บัญชีผู้ใช้ และรหัสผ่าน ในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ที่ใช้ร่วมกันของระบบ
ที่มาของข้อมูลข้างต้น
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network8.htm
-----------------------------
โดยนายวีรวิชญ์ ธนนรัฐอนันต์ ชั้น ม.5/1 เลขที่ 4
องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
สำหรับการสื่อสารข้อมูลมีองค์ประกอบ 5 อย่าง คือ
1.ผู้ส่ง (Sender) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร (Message) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูลมีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล เช่น ผู้พูด โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น
2.ผู้รับ (Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสาร มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ เช่น ผู้ฟัง เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
3.สื่อกลาง (Medium) หรือตัวกลาง เป็นเส้นทางการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง สื่อส่งข้อมูลอาจเป็นสายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล สายใยแก้วนำแสง หรือคลื่นที่ส่งผ่านทางอากาศ เช่น เลเซอร์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุภาคพื้นดิน หรือคลื่นวิทยุผ่านดาวเทียม
4.ข้อมูลข่าวสาร (Message) คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร ซึ่งอาจถูกเรียกว่า สารสนเทศ (Information) โดยแบ่งเป็น 5รูปแบบ ดังนี้
- 4.1 ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่าง ๆ ซึ่งจะแทนด้วยรหัสต่าง ๆ เช่น รหัสแอสกี เป็นต้น
- 4.2 ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอสกีแต่จะถูกแปลงเป็นเลขฐานสองโดยตรง
- 4.3 รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาดของรูปภาพ
- 4.4 เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพเพราะข้อมูลเสียงจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป
- 4.5 วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการรวมกันของรูปภาพหลาย ๆ รูป
5.โปรโตคอล (Protocol) คือ วิธีการหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งสามารถเข้าใจกันหรือคุยกันรู้เรื่อง โดยทั้งสองฝั่งทั้งผู้รับและผู้ส่งได้ตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ในคอมพิวเตอร์โปรโตคอลอยู่ในส่วนของซอฟต์แวร์ที่มีหน้าที่ทำให้การดำเนินงาน ในการสื่อสารข้อมูลเป็นไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น X.25, SDLC, HDLC, และ TCP/IP เป็นต้น
อ้างอิงจาก
http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom2.htm
----------------------------
นส.สิริพร กลองชัย
ชั้นม.5/1 เลขที่ 37
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
1. ช่วยการทำงานแบบกลุ่มร่วมงาน(Workgroup) เพื่อทำให้การทำงานเสร็จสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว เช่น งานที่มีหลายแผก การใช้คอมพิวเตอร์แบบกลุ่มร่วมงานจะทำให้ทุก ๆแผนกประสานงานกันได้รวดเร็วและงานมีคุณภาพดี
2. การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน คือ ในระบบเครือข่ายเราสามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้งานร่วมกันได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะใช้อุปกรณ์นั้น ๆ ได้โดยตรง ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย การประเมินผลส่วนใหญ่จะทำที่สถานีงาน
3. การเก็บข้อมูลไว้ศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง หมายถึง การที่เรามีข้อมูลอยู่ 1 ชุดอาจจะเป็นโปรแกรม ข้อมูลนักเรียน ข้อมูลครู-อาจารย์ ข้อมูลพนักงาน เป็นต้น ถึงแม้จะเป็นข้อมูลส่วนกลางของแผนกอื่น ๆ ก็สามารถเก็บข้อมูลไว้ที่ส่วนกลาง(Server)ชุดเดียวได้ เราสามารถดึงข้อมูลจากส่วนกลางมาใช้ได้ไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลไว้หลาย ๆ ที่จะทำให้สิ้นเปลืองหน่วยความจำหน่วยเก็บข้อมูล
4. การรับ-ส่ง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) เป็นการส่งข้อความผ่านเครือข่ายโดยไม่ต้อง ใช้กระดาษ ข้อความที่ส่งไปจะส่งผ่านสายเคเบิลหรือสื่อ ส่งผ่านข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับ โดยมีความถุกต้อง สะดวก รวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย
5.การติดต่อสื่อสารกันบนเครือข่าย เมื่อมีการเชื่อมโยงสถานีงานหรือเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนที่อยู่บนเครือข่ายก็จะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้
อ้างอิง http://www.nkk.ac.th/poom/user.htm#share
นายโกศล เรียงไธสง ม.5/1 เลขที่ 2
รูปแบบของการส่งส่ญญาณข้อมูล
1.การส่งสัญญาณทางเดียว(One-Way transmission หรือ Simplex) คือในเวลาเดียวกันจะส่งได้เพียงทางเดียวถึงแม้จะมีสัญญาณช่องทางก็ตาม เรียกสัญญาณแบบนี้ว่า ซิมเพล็กซ์ โดยที่คนรับไม่สามารถโต้ตอบได้
2.การส่งสัญญาณกึ่งทางคู่ (Half-Duplex หรือ either-Way) หลังจากที่ผู้ส่งส่งสํญญาณไปแล้ว ผุรับก็สามารถตอบกลับสัญญาณได้ แต่จะต้องทำคนละเวลา เราจึงเรียกสัญญาณแบบนี้ว่า ฮาร์ฟดูเพล็กซ์
3.การส่งสัญญาณทางคู่ (Full-Duplex หรือ Both Way) เป็นการส่งสัญญาณพร้อมกันในเวลาเดียวกัน เช่นการคุยโทรศัพท์
http://elearning.northcm.ac.th/mis/content.asp?ContentID=32&LessonID=5
นางสาวโสภาพรรณ ศรีราช ม.5/1เลขที่ 40
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
1. สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. สามารถใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล ในการติดต่อผู้ที่อยู่ห่างไกลได้อย่าง รวดเร็วและถูกต้อง
3.สามารถสนทนาผ่านเครือข่าย หรือการแชต (Chat) ได้
4. สามารถประชุมระยะไกล (Videoconference) ได้
5.สามารถแชร์ไฟล์ต่าง ๆ เช่น รูปภาพ วีดิโอ เพลง เป็นต้น
6. สามารถแชร์ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เช่น ไมโครซอฟต์ออฟฟิศ โปรแกรมฐานข้อมูล เป็นต้น
7.สามารถใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน บนเครือข่ายมีสถานีที่เป็นเครื่องให้บริการ ซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูลข่าวสารหรือข้อมูลใช้งาน แล้วให้ผู้ใช้ซึ่งเป็นเครื่องขอใช้บริการเรียกใช้ข้อมูล
8.สามารถแบ่งปันทรัพยากรในเครือข่าย นอกจากที่เราจะใช้ฐานข้อมูลร่วมกันได้แล้ว เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นการประหยัดทรัพยากร เราสามารถใช้อุปกรณ์ร่วมกันได้
9.สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันบนเครือข่าย เมื่อมีการเชื่อมโยงสถานีงานหรือเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนที่อยู่บนเครือข่าย
10.ในสำนักงานต่างๆ แนวคิดของสำนักงานสมัยใหม่คือการลดปริมาณการใช้กระดาษ โดยการหันมาใช้ระบบการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ทันที
อ้างอิง http://www.mwk.ac.th/data/Eleaning/naris/LAN%2001.ppt
##################################
นายกิตติภัทร วงสวาห์ ชั้น ม.5/1 เลขที่ 1
ประเภทของ Server
ประเภทของ Server โดยปกติจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ File Server , Print Server , Database Server , Application Server การแบ่งออกเป็น 4 ประะเภทนั้น แบ่งตามลักษณะการใช้งาน
1.File Server
File Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเหมือนเป็นฮาร์ดดิสก์ศูนย์รวม โปรแกรมและข้อมูล โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล กล่าวง่ายๆ ก็คือ File Server ทำหน้าเหมือน Input/Output สำหรับไฟล์
2.Print Server
Print Server คือ เครื่องมือที่ให้บริการเกี่ยวกับการพิมพ์ โดยทุกเครื่องในเครือข่ายสามารถส่งงานของตนเองไปที่เครื่องพิมพ์ที่ทำหน้าที่เป็น Print Server
3.Database Server
Database Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อ (Run) ระบบฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) เช่น SQL , Informix เป็นต้น โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์
4.Application Server
Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server (รัน MS Exchange Server) Proxy Server (รัน Proxy Server) หรือ Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache' )
Client
ไคลเอ็นต์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้บริการจากเครื่องอื่นๆ โดยที่บริการนั้นจะเก็บอยู่บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์
http://www.tws.ac.th/thoenwit/Library/ruen%20computer/www.ruencom.com/itshop/tech/whatserver.htm
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=7a280b2022acdf95
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=anakinz&date=19-06-2008&group=8&gblog=1
นาย ปวีณ กสานติ์ศรี ม.5/1 เลขที่11
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY)
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY) คือ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องกับสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS หรือ TRUNK ที่ปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ หากคอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลเครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย จะส่งสัญญาณได้ก็ต่อเมื่อสัญญาณบนสาย BUS ว่างก่อน จึงจะส่งสัญญาณ ดังนั้น รูปแบบการส่งข้อมูลจะมีการส่งข้อมูลทีละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเครื่องปลายทางจะส่งสัญญาณข้อมูลกลับมา ในการเชื่อมต่อจะต้องมี T-Connector เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ และมี Terminator เป็นอุปกรณ์ปิดปลายสายสัญญาณ ของทั้งระบบ ซึ่ง Terminator จะทำหน้าที่ดูดซับสัญญาณไม่ให้มีการไหลกลับไปรบกวนระบบสัญญาณอื่นในสาย
ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ทำให้ใช้สายส่งข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการบำรุงรักษา
- มีโครงสร้างที่ง่ายและมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากใช้สายส่งข้อมูลเพียงเส้นเดียว
- การเพิ่มจุดใช้บริการใหม่เข้าไปในเครือข่ายทำได้ง่าย เนื่องจากจุดใหม่จะใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้
ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- การหาข้อผิดพลาดทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีศูนย์กลางในการควบคุมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้นการตรวจสอบข้อผิดพลาดจึงต้องทำจากหลายๆ จุดในเครือข่าย
- หากเกิดการเสียหายในสายส่งข้อมูล จะทำให้ทั้งเครือข่ายไม่สามารถทำงานได้
- เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลเมื่อมีการรับส่งข้อมูล
แหล่งอ้างอิง
http://satapon.blogspot.com/2008/07/point-to-point-topology-2-2-medium.html
http://www2.eduzones.com/banny/3477
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY)
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY) คือ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องกับสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS หรือ TRUNK ที่ปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ หากคอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลเครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย จะส่งสัญญาณได้ก็ต่อเมื่อสัญญาณบนสาย BUS ว่างก่อน จึงจะส่งสัญญาณ ดังนั้น รูปแบบการส่งข้อมูลจะมีการส่งข้อมูลทีละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเครื่องปลายทางจะส่งสัญญาณข้อมูลกลับมา ในการเชื่อมต่อจะต้องมี T-Connector เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ และมี Terminator เป็นอุปกรณ์ปิดปลายสายสัญญาณ ของทั้งระบบ ซึ่ง Terminator จะทำหน้าที่ดูดซับสัญญาณไม่ให้มีการไหลกลับไปรบกวนระบบสัญญาณอื่นในสาย
ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ทำให้ใช้สายส่งข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการบำรุงรักษา
- มีโครงสร้างที่ง่ายและมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากใช้สายส่งข้อมูลเพียงเส้นเดียว
- การเพิ่มจุดใช้บริการใหม่เข้าไปในเครือข่ายทำได้ง่าย เนื่องจากจุดใหม่จะใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้
ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- การหาข้อผิดพลาดทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีศูนย์กลางในการควบคุมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้นการตรวจสอบข้อผิดพลาดจึงต้องทำจากหลายๆ จุดในเครือข่าย
- หากเกิดการเสียหายในสายส่งข้อมูล จะทำให้ทั้งเครือข่ายไม่สามารถทำงานได้
- เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลเมื่อมีการรับส่งข้อมูล
แหล่งอ้างอิง
http://satapon.blogspot.com/2008/07/point-to-point-topology-2-2-medium.html
http://www2.eduzones.com/banny/3477
-----------------------------------
น.ส.ยลลดา สถิระนาคะภูมินทร์ ชั้น ม.5/1 เลขที่ 21
Protocal ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
Protocol คือ ระเบียบวิธีที่กำหนดขึ้นสำหรับสื่อสารข้อมูลให้สื่อสารข้อมูลไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้อง แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่ TCP/IP เป็นเครือข่ายที่สำคัญที่สุด นิยมใช้มากที่สุดในโลกด้วย
TPX/SPX นิยมมากเหมือนกันแต่รองจาก TCP/IP แบ่งได้ 2 ส่วน คือ IPX และ SPX
Net BIOS ไม่ใช้ Protocol แต่เป็นไลบรารี จะใช้ในลักษณะของคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการ
Apple Talk ใช้สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
แหล่งอ้างอิง
http://gotoknow.org/blog/ima492913/52628
น.ส.เกศกนก นราวงษ์ ชั้นม.5/1 เลขที่ 30
ระบบเครือข่ายแบบ Client/Server
เป็นระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง และมีการใช้งานกันอย่างกว้างขวางมากกว่าระบบเครือข่ายชนิดอื่นที่มีในปัจจุบัน ระบบ Client/Server สามารถสนับสนุนให้มีเครื่องลูกข่ายได้เป็นจำนวนมาก และสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายแพลตฟอร์ม ระบบนี้จะทำงานโดยมีเครื่อง Server ที่ให้บริการ เป็นศูนย์กลางอย่างน้อย 1 เครื่อง และมีการบริหารจัดการต่างๆ จากส่วนกลาง ซึ่งคล้ายกับระบบเครือข่ายแบบรวมศูนย์กลางแต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ เครื่องที่ทำหน้าที่ให้บริการในระบบ Client/Server นี้จะเป็นเครื่องที่มีราคาไม่แพงมาก อาจใช้เพียงเครื่อง ไมโครคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงในการควบคุมการให้บริการ นอกจากนี้เครื่องลูกข่ายยังจะต้องมีความสามารถในการประมวลผล และมีพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลท้องถิ่นเป็นของตนเองอีกด้วย ระบบเครือข่ายแบบ Cleint/Server เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สนับสนุนการทำงานแบบ Multiprocessor สามารถเพิ่มขยายขนาดของจำนวนผู้ใช้ได้ตามต้องการ
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network8.htm
นายสหัสรังสี สมผล เลขที่ 7 ชั้น ม.5/1
Client / Server
ระบบเครือข่ายแบบ Client / Server มีคอมพิวเตอร์หลักเรียกว่า File Server (ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมในการ เก็บข้อมูล ทำให้สะดวกในการบริหารข้อมูล)เรียกว่า Work Station อุปกรณ์ที่จำเป็นในการติดต่อระบบเครือข่าย คือ สายเคเบิล และการ์ดเครือข่าย (LAN Card) ทำหน้าที่ควบคุมการไหล ของข้อมูล นอกจากนี้ยังต้องมี HUB ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการกระจายสัญญาณไปตาม Work Station ต่าง ๆ
ซอร์ฟแวร์ที่เป็นที่นิยมในระบบเครือข่ายคือ Netware, Windows NT, Unix
http://www.se-ed.net/sanambin/h-network.html
นาย อนุพงศ์ เรียนไธสง ม.5/1 เลขที่8
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายแลนหนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มงาน(workgroup)
เมื่อเชื่อมโยงหลายๆกลุ่มงานก็จะกลายเป็นเครื่องข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวนจะได้เครือข่ายขนาดใหญ่
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีดังนี้
1.การใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน
การเรียกใช้ฐานข้อมูลร่วมกันทำให้การปรับปรุงข้อมูล การขอดูและการเรียกค้นกระทำได้ทันที
เช่น เมื่อฝ่ายขายขายสินค้า สินค้าก็มีการลดจำนวนสินค้าออกจากบัญชีสินค้า เมื่อฝ่ยผลิตขอดูข้อมูล ก็ทราบข้อมูลที่เป็นปัจจุบันได้ทันทีว่ามีสินค้าเหลือเท่าไหร่
2.การติดต่อสื่อสารระหว่างเครือข่าย
เมื่อเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์หรือสถานีเข้าด้วยกันผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่อยู่บนเครือข่ายจะสามารถใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ส่ง e-mail ถึงกัน และโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันได้
3.สำนักงานอัติโนมัติ
สามารถปริมาณการใช้กระดาษ โดยหันมาใช้ระบบการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ที่แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ทันที การทำงานแบบสำนักงานอัติโนมัติทำให้เกิดความรวดเร็วและคล่องตัว
4.การประยุกต์ใช้ระบบเครือข่ายในงานธุรกิจ
ถ้ามีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ จะต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5-10 เครื่อง มาใช้งาน แต่ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องพิมพ์ประมาณ 2-3 เครื่องก็พอต่อการใช้งานแล้ว เพราะว่าทุกเครื่องสามารถเข้าใช้เครื่องพิมพ์เครื่องใดก็ได้ ผ่านเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน
ที่มา: www.sci.nu.ac.th/information-it/index.
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งได้ 3 แบบคือ
1.การส่งสัญญาณทางเดียว เป็นการที่ผู้ส่งสัญญาณส่งได้ทางเดียว โดยที่ที่ผู้รับจะไม่สามารถโต้ตอบได้เช่น การส่งวิทยุกระจายเสียงและการแพร่ภาพโทรทัศน์เราเรียกการส่งสัญญาณทางเดียวว่า Simplex
2.การส่งสัญญาณกึ่งทางคู่ ผู้ส่งหรือผู้รับสามารถทำหน้าที่สลับกันได้แต่ไม่สามารถส่งสัญญาณพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน จึงเรียกการส่งสัญญาณแบบนี้ว่า Half-Duplex หรือ HD ได้แก่วิทยุสนามที่ตำรวชใช้
3.การส่งสัญญารทางคู่ เป็นการส่งสัญญาณที่ส่งข้อมูลได้พร้อมกันได้ทั้ง 2 ทางในเวลาเดียวกัน เช่น การใช้โทรศัพท์
อ้างอิง
http://elearning.northcm.ac.th/mis/content.asp?ContentID=32&LessonID=5
นางสาวสุพัตรา นมัศิลา ชั้นม.5/1 เลขที่ 42
องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูลมีองค์ประกอบ 5 อย่าง ดังนี้
1. ผู้ส่ง (Sender) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร (Message) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูลมีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล เช่น ผู้พูด โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น
2. ผู้รับ (Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสาร มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ เช่น ผู้ฟัง เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
3. สื่อกลาง (Medium) หรือตัวกลาง เป็นเส้นทางในการส่งข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง สื่อส่งข้อมูลอาจเป็นสายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล สายใยแก้วนำแสง หรือคลื่นที่ส่งผ่านทางอากาศ เช่น เลเซอร์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุภาคพื้นดิน หรือคลื่นวิทยุผ่านดาวเทียม
4. ข้อมูลข่าวสาร (Message) คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร เราเรียกว่า สารสนเทศ (Information) โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบ ดังนี้
4.1 ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่าง ๆ เป็นการแทนด้วยรหัสต่าง ๆ เช่น รหัสแอสกี เป็นต้น
4.2 ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอสกีแต่จะถูกแปลงเป็นเลขฐานสองโดยตรง
4.3 รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาดของรูปภาพ
4.4 เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพเพราะข้อมูลเสียงจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป
4.5 วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการรวมกันของรูปภาพหลาย ๆ รูป
5. โปรโตคอล (Protocol) คือ วิธีการหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งเข้าใจกันหรือคุยกันรู้เรื่อง โดยผู้รับและผู้ส่งได้ตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ในคอมพิวเตอร์โปรโตคอลมีหน้าที่ทำให้การดำเนินงานในการสื่อสารข้อมูลเป็นไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น X.25, SDLC, HDLC, และ TCP/IP เป็นต้น
แหล่งอ้างอิงhttp://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom2.htm
น.ส.ศุภรัตน์ เปรมไธสง เลขที่ 38 ม. 5/1
การสื่อสารแบบไร้สาย เป็นระบบที่มีบทบาทและความสำคัญยิ่ง เพราะสะดวกไม่เสียเวลา
ในการสื่อสารแบบไร้สายนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องถูกติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ ที่ทำการแปลงสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นสัญญาณดิจิตอล ให้เป็นสัญญาณในรูปแบบของความถี่วิทยุ การส่งข้อมูลนี้ผ่านไปตามสายสัญญาณ ซึ่งก็คืออากาศนั่นเอง แล้วสัญญาณส่งไปถึงอุปกรณ์พิเศษอีกชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮับ โดยอุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่เป็นตัวคอยรับข้อมูลที่ส่งมาจากต้นทาง และทำการส่งไปยังปลายทางที่ถูกต้อง ในปัจจุบันเริ่มมีระบบเครือข่ายที่เชื่อมข้อมูลด้วยสัญญาณอินฟาเรดแล้ว
ที่มา
http://www.ku.ac.th/magazine_online/satt.html
นางสาวนริศรา โฮมนา ชั้นม.5/1 เลขที่33
แบบวงแหวน (RING TOPOLOGY)
เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นรูปวงแหวนหรือแบบวนรอบโดยสถานีแรกเชื่อมต่อกับสถานีสุดท้าย การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายจะต้องผ่านทุกสถานี โดยมีตัวนำข่าวสารวิ่งไปบนสายสัญญาณของแต่ละสถานีต้องคอยตรวจสอบข้อมูลที่ส่งมาถ้าไม่ใช่ของตนเองต้องส่งผ่านไปยังสถานีอื่นต่อไป ตัวอย่างเช่น การเชื่อมต่อของ IBM Token Ring ที่ต้องมีตัวนำข่าวสาร หรือ Token นำข่าวสารวิ่งวนไปรอบสายสัญญาณหรือ Ring แต่ละสถานีจะคอยตรวจสอบ Token ว่าข่าวสารที่นำมาด้วยเป็นของตนหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะรับข่าวสารนั้นไว้ แล้วส่ง Token ให้สถานีอื่นใช้ต่อไปได้
ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบนี้คือใช้สายส่งสัญญาณน้อยกว่าแบบดาว เหมาะกับการเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณใยแก้วนำแสงเพราะส่งข้อมูลทางเดียวด้วยความเร็วสูงแต่มีข้อเสียคือถ้าสถานีใดเสีย ระบบก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้จนกว่าจะแก้ไขจุดเสียนั้น
http://www.hs1an.org/index.php?option=com_content&task=view&id=551&Itemid=31
นางสาวรำไพ สีสมาน ชั้น ม.5/2 เลขที่ 46
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (Bus Topology)
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทั้งหมดบนสายสื่อสารเพียงเส้นเดียว เช่น สายคู่บิตเกลียว สายโคแอ็กเซียว หรือสายใยแก้วนำแสง โดยสัญญานที่ถูกส่งออกมาจากอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์ตัวใดก็ตามจะเป็นลักษณะการกระจายข่าว ( Broadcast) คือ ส่งออกไปทั้งสองทิศทางไปยังทุกส่วนของระบบเครือข่ายนั้นโดยมีซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งกับอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นตัวควบคุมการสื่อสาร ซึ่งเป็นการทำงานที่ไม่มีอุปกรณ์ตัวใดทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบเลย ในกรณีนี่ถ้าอุปกรณ์ใดก็ตามหยุดการทำงานไปก็จะไม่มีผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ยังคงทำงานอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ขณะเวลาๆ หนึ่งระบบนี้จะมีอุปกรณ์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งสัญญาณออกมาได้ โดยอุปกรณ์ตัวอื่นที่ต้องการส่งสัญญาณจะต้องหยุดรอจนกว่าในระบบจะไม่มีผู้ใดส่งสัญญาณจึงจะสามารถเริ่มส่งสัญญาณของตนเองออกมาได้ ถ้ามีอุปกรณ์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปส่งสัญญาณออกมาพร้อมกันก็จะเกิดปัญหาสัญญาณชนกัน (Collision) ซึ่งจะทำให้สัญญาณของทุกฝ่ายเสียหายไม่สามารถนำไปใช้งานได้ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพตํ่าในกรณีที่มีอุปกาณ์เชื่อมต่ออยู่เป็นจำนวนมาก
http://www.hs1an.org/index.php?option=com_content&task=view&id=551&Itemid=31
นายสุริยา อรุณภาทิพย์ ชั้น ม.5/2 เลขที่ 9
ระบบเครือข่ายแบบ Client / Server
ระบบเครือข่ายแบบ Client / Server ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเป็นเครื่องหลัก ทำหน้าที่ให้บริการเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งจัดแบ่งปันแฟ้มข้อมูลแก่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ที่เป็นลูกข่าย คอมพิวเตอร์เครื่องหลักนี้ เรียกว่า File Server (ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมในการเก็บข้อมูล ทำให้สะดวกในการบริหารข้อมูล) File Server นี้จะต้องเปิดทิ้งไว้ ห้ามปิดในระหว่างการใช้งาน คอมพิวเตอร์ที่ถูกนำมาใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์มักเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง การดูแลความปลอดภัยเป็นไปในรูปแบบรวมศูนย์ (Centralized) ผู้ใช้งานที่จะเข้ามาสู่เครือข่ายเพื่อใช้งานเซิร์ฟเวอร์จะต้องได้รับอนุญาตเสียก่อน อุปกรณ์ที่จำเป็นในการติดต่อระบบเครือข่าย คือ สายเคเบิล และการ์ดเครือข่าย (LAN Card) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการไหล ของข้อมูล นอกจากนี้ยังต้องมี HUB ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการกระจายสัญญาณไปตาม Work Station ต่าง ๆ ซอฟต์แวร์ที่เป็นที่นิยมในระบบเครือข่ายคือ Netware, Windows NT, Unix
อ้างอิง
http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/com_network/sheet/ch1_2_47.htm
น.ส.สุกัญญา ตัวไธสง ชั้นม.5/2 เลขที่ 22
การเชื่อมต่อเครือค่ายแบบวงแหวน(RING POTOLOGY)
เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นรูปวงแหวนหรือแบบวนรอบโดยสถานีแรกเชื่อมต่อกับสถานีสุดท้าย การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายจะต้องผ่านทุกสถานีไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีตัวนำข่าวสารวิ่งไปบนสายสัญญาณของแต่ละสถานีต้องคอยตรวจสอบข้อมูลที่ส่งมาถ้าไม่ใช่ของตนเองต้องส่งผ่านไปยังสถานีอื่นต่อไป
ข้อดี ของการเชื่อมต่อแบบนี้คือใช้สายส่งสัญญาณน้อยกว่าแบบดาว เหมาะกับการเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณใยแก้วนำแสง เพราะส่งข้อมูลทางเดียวด้วยความเร็วสูงแต่มีข้อเสียคือถ้าสถานีใดเสีย ระบบก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้จนกว่าจะแก้ไขจุดเสียนั้น และยากในการตรวจสอบว่ามีปัญหาที่จุดใด และถ้าต้องการเพิ่มสถานีเข้าไปจะกระทำได้ยาก
ที่มา
http://www.emotions.th.gs/web-e/-microsoftword/10.html
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
นางสาวปราณี รัตนะ เลขที่44 ชั้น ม.5/2
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบวงแหวน
เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีลักษณะเป็นวงแหวน การรับส่งข้อมูลจะเป็นไปในทิศทางเดียว โดยใช้ Token ซึ่งเป็นตัวอนุญาตให้คอมพิวเตอร์ตัวใดมีสิทธิ์ส่งข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการชนกันของข้อมูล โดยถ้าคอมพิวเตอร์ตัวใดต้องการส่งข้อมูลก็จะไปจับ Token มาและใส่ข้อมูลไปกับ Token ซึ่งในขณะที่ Token ไม่ว่างคอมพิวเตอร์ตัวอื่น ก็ไม่สามารถส่งข้อมูลได้ จึงจำเป็นต้องรอให้ Token ว่าง ซึ่ง Token จะว่างก็ต่อเมื่อส่งข้อมูลได้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว
แบบวงแหวน ( RING TOPOLOGY)
เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นรูปวงแหวนหรือแบบวนรอบโดยสถานีแรกเชื่อมต่อกับสถานีสุดท้าย การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายจะต้องผ่านทุกสถานีไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีตัวนำข่าวสารวิ่งไปบนสายสัญญาณของแต่ละสถานีต้องคอยตรวจสอบข้อมูลที่ส่งมาถ้าไม่ใช่ของตนเองต้องส่งผ่านไปยังสถานีอื่นต่อไป
ข้อดี ของการเชื่อมต่อแบบวงแหวนนี้คือใช้สายส่งสัญญาณน้อยกว่าแบบดาว เหมาะกับการเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณใยแก้วนำแสง เพราะส่งข้อมูลทางเดียวด้วยความเร็วสูงแต่มีข้อเสียคือถ้าสถานีใดเสีย ระบบก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้จนกว่าจะแก้ไขจุดเสียนั้น และยากในการตรวจสอบว่ามีปัญหาที่จุดใด และถ้าต้องการเพิ่มสถานีเข้าไปจะกระทำได้ยากมาก
แหล่งอ้างอิง
http://www.emotions.th.gs/web-e/-microsoftword/10.html
นางสาวตรองฤทัย นุ่นไธสง เลขที่ 43 ม. 5/2
อินเทอร์เน็ต (Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์นานาชาติ ที่มีสายตรงเชื่อมต่อไปยังสถาบันหรือหน่วยงานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก
ให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก
อินทราเน็ต (Intranet) คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์กร ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ในการใช้งานอินทราเน็ตจะต้องใช้โปรโตคอล
IP เหมือนกับอินเทอร์เน็ต สามารถมีเว็บไซต์และใช้เว็บเบราว์เซอร์ได้เช่นกันรวมถึงอีเมล์
เอกซ์ทราเน็ต (Extranet) หรือ เครือข่ายภายนอกองค์กร คือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร หรือ อินทราเน็ต (Intranet) เข้ากับ
ระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอาจเป็นได้ทั้งการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือข่ายเสมือน (Virtual Network) ระหว่างระบบอินทราเน็ตหลายๆ เครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้
..............................
ที่มา
http://lib09.kku.ac.th/km/?p=2
น.ส.เบญจมาส เพ็ชรรักษา
ชั้น ม .5/1 เลขที่ 34
ชนิดของสื่อกลางในการสื่อสารแบบมีสาย (Guided Media)ที่นิยมใช้กันมากมี 3 ชนิด คือ
1.สายเกลียวคู่ (Twisted Pair Cable)
สายเกลียวคู่เป็นสายที่มีราคาถูกที่สุด ประกอบด้วยสายทองแดง 2 เส้น แต่ละเส้นมีฉนวนพันกันเป็นเกลียว สามารถลดการรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ แต่ไม่สามารถ ป้องกันการสูญเสียพลังงานจากการแผ่รังสีความร้อนในขณะที่มีสัญญาณส่งผ่านสาย สายเกลียวคู่ 1 คู่ จะแทนการสื่อสารได้ 1 ช่องทางสื่อสาร (Channel) ในการใช้งานจริง สายเกลียวคู่สามารถใช้ได้ทั้งการส่งสัญญาณข้อมูลแบบอนาล็อกและแบบดิจิตอล
2.สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)
สายเคเบิลแบบโคแอกเชียลหรือเรียกสั้น ๆ ว่า “สายโคแอก” จะเป็นสายสื่อสารที่มีคุณภาพดีกว่าและราคาแพงกว่าสายเกลียวคู่ ส่วนของสายส่งข้อมูลจะอยู่ตรงกลางเป็นลวดทองแดงมีชั้นของตัวเหนี่ยวนำหุ้มอยู่ 2 ชั้น ชั้นในเป็นเกลียวหรือชั้นแข็ง ชั้นนอกเป็นฟั่นเกลียว และคั่นระหว่างชั้นด้วยฉนวนหนา เปลือกชั้นนอกเป็นฉนวน มี 2 แบบคือ 75 โอห์มและ 50 โอห์ม ชั้นตัวเหนี่ยวนำทำหน้าที่ป้องกันสูญเสียพลังงานจากแผ่รังสี เปลือกฉนวนหนาทำให้สายโคแอกมีความคงทนสามารถฝังเดินสายใต้พื้นดินได้ และสายโคแอกยังช่วยป้องกัน “การสะท้อนกลับ” (Echo) ของเสียงและลดการรบกวนจากภายนอกได้ดี
3.สายไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic Cable)สายไฟเบอร์ออปติกคือการเปลี่ยนสัญญาณ (ข้อมูล)ไฟฟ้าให้เป็นคลื่นแสงก่อน จากนั้นจึงออกไปเป็นพัลส์ของแสงผ่านสายไฟเบอร์ออปติก
สายไฟเบอร์ออปติกทำจากแก้วหรือพลาสติกสามารถส่งลำแสงผ่านสายได้ทีละหลาย ๆ ลำแสง ลำแสงที่ส่งออกไปเป็นพัลส์นั้นจะสะท้อนกลับไปมาที่ผิวของสายชั้นในจนถึงปลายทาง
ที่มา
http://misspimpa.blogspot.com/2007_12_01_archive.html
น.ส.พิมสุดา เพ็งสระเกษ ชั้น ม.5/2 เลขที่ 28
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
การส่งสัญญาณข้อมูล จะเป็นการนำข้อมูลจากเครื่องผู้ส่ง โดยผ่านตัวกลางไปยังเครื่องผู้รับ ข้อมูลอาจจะอยู่ในรูปของสัญญาณเสียง สัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือแสง โดยที่ตัวกลางของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ
1. สามารถกำหนดเส้นทางสัญญาณได้
2. ไม่สามารถกำหนดเส้นทางสัญญาณได้ ได้แก่ ชั้นบรรยากาศสุญญากาศและน้ำ
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
มี 4 รูปแบบ ดังนี้
1. แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex) คือ ข้อมูลจะถูกส่งไปยังผู้รับในทางเดียว
2. แบบกึ่งทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ (Either-Way of Two Ways หรือHalf Duplex) เป็นการส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับกันส่ง แต่จะทำในเวลาเดียวกันไม่ได้
3. แบบทางคู่(Full-Kuplex) จะเป็นการส่งข้อมูลได้พร้อม ๆกันทั้งสองทาง
4. แบบสะท้อนสัญญาณหรือ เอ็กโคเพล็กซ์ เป็นการส่งสัญญาณที่รวมทั้ง 2 อย่างไว้รวมกัน
อ้างอิง
http://school.obec.go.th/chopaka/t1p2.htm
นางสาวสุนิสา เสนนอก
เลขที่ 26 ชั้น ม.5/2
ชนิดของสื่อกลางในการสื่อสารแบบไม่มีสาย
สื่อกลางในการสื่อสารแบบไม่มีสายเป็นสื่กลางแบบกระจายคลื่น ไม่มีลักษณะทางกายภาพ สามารถสงข้อมูลได้ทั้งทางอากาศ น้ำ หรือในสุญญากาศก็ได้สื่อกลางแบบไร้สายมีหลายชนิด เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ ดาวเทียม วิทยุเซลลูลาร์ แสงอินฟราเรด วิทยุแบบสเปรดสเปกตรัม
1.คลื่นวิทยุ (Broadcast Radio) คลื่นวิทยุมีการเชื่อมโยง และติดต่อได้ง่าย เพียงแค่ต่ออุปกรณ์รับ – ส่งวิทยุเข้ากับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ก็สามารถติดต่อสื่อสารข้อมูลได้ การส่งสัญญาณคลื่นวิทยุทำได้โดยการแพร่กระจายคลื่นไปทุกทิศทุกทาง
2.คลื่นไมโครเวฟ(Microwave) สัญญาณไมโครเวฟจะเดินทางเป็นเส้นตรง และเป็นการส่งข้อมูลแบบรับช่วงต่อ ๆ กันเป็นสถานี ความห่างของแต่ละสถานีจะห่างกัน ประมาณ 40-48 กิโลเมตร และอาจจะไกลถึง 88 กิโลเมตร ถ้าสถานีอยู่สูงห่างจากพื้นดินมาก ๆ การส่งสัญญาณก็สามารถส่งได้ไกล ในการวางตำแหน่งต้องคำนึงถึงทิศทางของเสาอากาศ รวมถึงสภาพดินฟ้า อากาศด้วย ปัจจุบันสื่อกลางไมโครเวฟเป็นที่นิยมใช้มากขึ้น
3.ดาวเทียม (Satellite) ดาวเทียมถือเป็นคลื่นไมโครเวฟชนิดหนึ่ง การทำงานจะประกอบด้วยสถานีภาคพื้นดินตั้งแต่ 2 สถานีขึ้นไป การทำงานจะทำการทบทวน และขยายสัญญาณข้อมูล รับ-ส่งสัญญาณข้อมูลไปยังดาวเทียม การส่งสัญญาณจากพื้นดิน ไปยังดาวเทียม เรียกว่า สัญญาณอัป-ลิงก์ (Uplink) แต่ถ้าส่งสัญญาณจากดาวเทียมมายัง พื้นดิน เเรียกว่า สัญญาณดาวน์-ลิงก์ (Downlink)
4. แสงอินฟราเรด (Infrared) ลำแสงอินฟราเรดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่แสงที่ตามองเห็น กับ คลื่นสัญญาณวิทยุ การสื่อสารข้อมูลโดยอินฟราเรดที่ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้รีโมทคอนโทรลกับเครื่องรับโทรทัศน์ การส่งสัญญาณอินฟราเรดสามารถส่งด้วยอัตราความเร็วสูงสุด ประมาณ 4 Mbps การใช้อุปกรณ์แสงอินฟราเรดต้องไม่มีสิ่งกีดขวางทางเดินของแสงและระยะการส่งได้ไม่ไกลนัก (ระยะการส่งสัญญาณได้ประมาณ 30-80 ฟุต)
5. วิทยุเซลลูลาร์ (Cellular Radio)การส่งสัญญาณวิทยุเซลลูลาร์นใช้สื่อประเภทคลื่นสัญญาณวิทยุ การรับส่งสัญญาณจะต้องอยู่ในพื้นที่หนึ่งที่เรียกว่า Cell มีลักษณะเป็นรูปรังผึ้ง การทำงานหรือการรับส่งสัญญาณในแต่ละเซลล์จะมีเสาอากาศเป็นของตัวเอง และใช้คลื่นสัญญาณที่มีพลังงานต่ำเพื่อป้องกันการรบกวน การใช้งานจะเป็นลักษณะการติดต่อระหว่างเสาอากาศของแต่ละเซลล์ กับเครื่องโทรศัพท์มือถือ
6. วิทยุแบบสเปรดสเปกตรัม (Spread Spectrum Radio) วิทยุแบบสเปรดสเปกตรัม ใช้วิธีการส่งสัญญาณออกไปหลายคลื่นความถี่พร้อม ๆ กัน สัญญาณที่ส่งออกไปในหลายความถี่พร้อมกันทำให้ดักฟังได้อยากขึ้น การรบกวนการสื่อสารก็ยากมากขึ้นด้วย ปัจจุบันมีการนำเทคนิคแบบนี้มาใช้สำหรับการสื่อสารไร้สายของระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ [LAN] ซึ่งการใช้วิทยุแบบสเปรดสเปกตรัมนี้มีเทคนิคการใช้อยู่ 2 แบบ ดังนี้
• Frequency Hopping Spread Spectrum : FHSS
• Direct Sequence Spread Spectrum : DSSS
ชนิดของสื่อกลางในการสื่อสารแบบไม่มีสาย
สื่อกลางในการสื่อสารแบบไม่มีสายเป็นสื่กลางแบบกระจายคลื่น ไม่มีลักษณะทางกายภาพ สามารถสงข้อมูลได้ทั้งทางอากาศ น้ำ หรือในสุญญากาศก็ได้สื่อกลางแบบไร้สายมีหลายชนิด เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ ดาวเทียม วิทยุเซลลูลาร์ แสงอินฟราเรด วิทยุแบบสเปรดสเปกตรัม
1.คลื่นวิทยุ (Broadcast Radio) คลื่นวิทยุมีการเชื่อมโยง และติดต่อได้ง่าย เพียงแค่ต่ออุปกรณ์รับ – ส่งวิทยุเข้ากับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ก็สามารถติดต่อสื่อสารข้อมูลได้ การส่งสัญญาณคลื่นวิทยุทำได้โดยการแพร่กระจายคลื่นไปทุกทิศทุกทาง
2.คลื่นไมโครเวฟ(Microwave) สัญญาณไมโครเวฟจะเดินทางเป็นเส้นตรง และเป็นการส่งข้อมูลแบบรับช่วงต่อ ๆ กันเป็นสถานี ความห่างของแต่ละสถานีจะห่างกัน ประมาณ 40-48 กิโลเมตร และอาจจะไกลถึง 88 กิโลเมตร ถ้าสถานีอยู่สูงห่างจากพื้นดินมาก ๆ การส่งสัญญาณก็สามารถส่งได้ไกล ในการวางตำแหน่งต้องคำนึงถึงทิศทางของเสาอากาศ รวมถึงสภาพดินฟ้า อากาศด้วย ปัจจุบันสื่อกลางไมโครเวฟเป็นที่นิยมใช้มากขึ้น
3.ดาวเทียม (Satellite) ดาวเทียมถือเป็นคลื่นไมโครเวฟชนิดหนึ่ง การทำงานจะประกอบด้วยสถานีภาคพื้นดินตั้งแต่ 2 สถานีขึ้นไป การทำงานจะทำการทบทวน และขยายสัญญาณข้อมูล รับ-ส่งสัญญาณข้อมูลไปยังดาวเทียม การส่งสัญญาณจากพื้นดิน ไปยังดาวเทียม เรียกว่า สัญญาณอัป-ลิงก์ (Uplink) แต่ถ้าส่งสัญญาณจากดาวเทียมมายัง พื้นดิน เเรียกว่า สัญญาณดาวน์-ลิงก์ (Downlink)
4. แสงอินฟราเรด (Infrared) ลำแสงอินฟราเรดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่แสงที่ตามองเห็น กับ คลื่นสัญญาณวิทยุ การสื่อสารข้อมูลโดยอินฟราเรดที่ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้รีโมทคอนโทรลกับเครื่องรับโทรทัศน์ การส่งสัญญาณอินฟราเรดสามารถส่งด้วยอัตราความเร็วสูงสุด ประมาณ 4 Mbps การใช้อุปกรณ์แสงอินฟราเรดต้องไม่มีสิ่งกีดขวางทางเดินของแสงและระยะการส่งได้ไม่ไกลนัก (ระยะการส่งสัญญาณได้ประมาณ 30-80 ฟุต)
5. วิทยุเซลลูลาร์ (Cellular Radio)การส่งสัญญาณวิทยุเซลลูลาร์นใช้สื่อประเภทคลื่นสัญญาณวิทยุ การรับส่งสัญญาณจะต้องอยู่ในพื้นที่หนึ่งที่เรียกว่า Cell มีลักษณะเป็นรูปรังผึ้ง การทำงานหรือการรับส่งสัญญาณในแต่ละเซลล์จะมีเสาอากาศเป็นของตัวเอง และใช้คลื่นสัญญาณที่มีพลังงานต่ำเพื่อป้องกันการรบกวน การใช้งานจะเป็นลักษณะการติดต่อระหว่างเสาอากาศของแต่ละเซลล์ กับเครื่องโทรศัพท์มือถือ
6. วิทยุแบบสเปรดสเปกตรัม (Spread Spectrum Radio) วิทยุแบบสเปรดสเปกตรัม ใช้วิธีการส่งสัญญาณออกไปหลายคลื่นความถี่พร้อม ๆ กัน สัญญาณที่ส่งออกไปในหลายความถี่พร้อมกันทำให้ดักฟังได้อยากขึ้น การรบกวนการสื่อสารก็ยากมากขึ้นด้วย ปัจจุบันมีการนำเทคนิคแบบนี้มาใช้สำหรับการสื่อสารไร้สายของระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ [LAN] ซึ่งการใช้วิทยุแบบสเปรดสเปกตรัมนี้มีเทคนิคการใช้อยู่ 2 แบบ ดังนี้
• Frequency Hopping Spread Spectrum : FHSS
• Direct Sequence Spread Spectrum : DSSS
อ้างอิง :http://www.onlinetrp.th.gs/web-o/issi2/2.htm
###################################
นางสาวจีรวรรณ ชอุ่มผล ชั้น ม.5/1 เลขที่ 32
ชนิดของสื่อกลางในการสือสารแบบมีสาย (Guide media)
1. สายคู่ตีเกลียว แบ่งเป็น 2 แบบคือ
- สายคู่ตีเกลียวไม่หุ้มฉนวน (UTP)
- สายคู่ตีเกลียวหุ้มฉนวน
2. สายโคแอกเชียล ลักษณะแกนกลางจะเป็นทองแดงแล้วหุ้มด้วยพลาสติกส่วนชั้นนอกหุ้มด้วยโลหะหรือฟอยล์ สายโคแอกเชียลมี 2 แบบ คือ แบบหนา แบบบาง
3.ใยแก้วนำแสง จะส่งสัญญาณแสงวิ่งผ่านท่อแก้วหรือท่อพลาสติกเล็กๆซึ่งท่อแก้วนี้จะถูกหุ้มด้วยพลาสติก เพื่อป้องกันความเสียหายและการสูญเสียของสัญญาณ มีข้อดีตรงที่ส่งสัญญาณได้ระยะทางไกลโดยไม่มีสัญญาณรบกวน
แหล่งที่มา
http://www.hs1an.org/index.php?option=com_content&task=view&id=551&Itemid=31 http://dusithost.dusit.ac.th/~librarian/myweb/book108_48/108_ch3_Comunication%20&%20Network.doc
-------------------------
ชื่อ นายชัยวัฒน์ กรมไธสง ม.5/3 เลขที่ 7
ชนิดของสื่อกลางในการสื่อสารแบบมีสาย (Guided Media)
สื่อนำข้อมูลแบบมีสาย (Wired Media) ที่นิยมใช้มี 3 ชนิด คือ
1. สายคู่บิดเกลียว (Twisted-Pair Cable) เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้า มีลักษณะคล้ายสายไฟทั่วไป มีจำนวนสายเป็นคู่ เช่น 2, 4 หรือ 6 เส้น แต่ละคู่จะพันบิดเกลียว การบิดเกลียวนี้จะช่วยลดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในการส่งข้อมูล ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ไกลกว่าปกติ
2. สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้า มีความถี่ในการส่งข้อมูลประมาณ 100 MHz ถึง 500 MHz สายโคแอกเชียลมีความเร็วในการส่งข้อมูลและราคาสูงกว่าสายบิดเกลียว
3. สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Cable) เป็นสายสัญญาณที่ทำจากใยแก้วหรือสารนำแสงหุ้มด้วยวัสดุป้องกันแสง มีความเร็วในการส่งสูงเท่ากับความเร็วแสง สามารถใช้ในการส่งข้อมูลที่มีความถี่สูงได้ สัญญาณที่ส่งผ่านสายใยแก้วนำแสง คือ แสง และสัญญาณรบกวนจากภายนอกซึ่งก็คือแสงจากภายนอก
ที่มา http://sukane.blogth.com/page3/&thisy=2007&thism=12&thisd=
นางสาวอาภัสรา มารศรี ม.5/1 เลขที่ 29
อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์
-เครือข่ายคอมพิวเตอร์คือการเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการโอนถ่ายข้อมูลและสามารถ สื่อสารระหว่างกันได้
-อินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่เป็นที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ มีการใช้หลาย รูปแบบ
- บิต คือ หน่วยทางไฟฟ้า มีค่าเท่ากับ 0 หรือ 1
-Router ใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่มีการเชื่อมต่อภายในแตกต่างกัน
-สวิตต์ ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าเป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน หรือต่างกัน
-Hub ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นระบบเดียวกัน
-ความแตกต่างระหว่าง Hub และ สวิตต์ Hub จะส่งข้อมูลที่เข้ามาไปยังทุกๆ พอร์ต สวิตต์ จะทำการเรียนรู้อุปกรณ์ที่ต่อกับพอร์ตต่างๆ ส่งข้อมูลไปยังปลายทางเท่านั้น
-Ethernet Card ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่าย
-ไฟสถานะEthernet Card ลิงค์ ถ้าสว่างแสดงว่า มีการเสียบสายแลนเข้ากับการ์ด สามารถใช้งานได้
10 ถ้าสว่างแสดงว่า อุปกรณ์เชื่อมต่อด้วยความเร็ว 10 เมกไบต์ต่อวินาที ACT ถ้ากระพริบแสดงว่ามีการส่งข้อมูลเข้า-ออกการ์ด ถ้ามีการส่งข้อมูลจำนวนมากจะเปลี่ยนจากกระพริบมาเป็นสว่างค้างตลอดเวลา
http://www.taying.th.gs/web-t/aying/page/1%E0%B8%9A%E0%B8%971.html
นายกำธร ใจไธสง ชั้น ม. 5/3 เลขที่ 6
ประเภทของ Server
เซิร์ฟเวอร์แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
1. File Server เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) ควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูล การ Restore ง่าย
2. Print Server
โดยส่วนใหญ่ในองค์กรน้อยองค์กรที่จะซื้อเซิร์ฟเวอร์มาเพื่อใช้สำหรับเป็น Print Server โดยเฉพาะ แต่จะใช้วิธีเอาเซิร์ฟเวอร์ที่ซื้อมาเพื่อเป็น File Server , Data Base server ทำเป็น Print Server ไปด้วย
3. Database Server
Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล
4. Application Server
Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์
แหล่งอ้างอิง
http://www.tws.ac.th/thoenwit/Library/ruen%20computer/www.ruencom.com/itshop/tech/whatserver.htm
น.ส.ไพจิตร รัตไธสง ชั้นม.5/2 เลขที่ 16
ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer
ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer เป็นระบบเครือข่ายที่ขนาดเล็ก เหมาะสำหรับหน่วยงาน ที่มีคอมพิวเตอร์จำนวนไม่มาก ระบบนี้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อกันบนเครือข่ายไม่มีเครื่องใด ทำหน้าที่บริหารจัดการเครือข่าย กล่าวได้ว่า คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง สามารถเข้าไปใช้ไฟล์ที่เก็บบนเครื่องไหนก็ได้รวมถึงเครื่องพิมพ์อาจถูกติดตั้งไว้ที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งก็ได้ ซอฟต์แวร์ที่ใช้คือ Windows for Workgroups, Windows 95,98,2000 การติดตั้งเพียงแต่เพิ่มอุปกรณ์ที่เรียกว่า Lan Card ในแต่ละเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีต่อสายแลนเข้าไปสู่อุปกรณ์ที่เป็นตัวกลาง ซึ่งเรียกว่า HUB
ข้อดีของการต่อแบบ Peer to Peer
• คอมพิวเตอร์หรือโฮสต์ (Host) แต่ละตัวบนเครือข่าย ต่างทำหน้าที่เป็นทั้งเซิร์ฟเวอร์และไคลเอนต์ (Client) ในตัว
• ไม่ต้องติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ต่างหากเป็นการเฉพาะ
• ไม่ต้องมีการวางแผนหรือบริหารจัดการที่ยุ่งยาก เมื่อเทียบกับเครือข่ายที่ใช้เซิร์ฟเวอร์เป็นคอมพิวเตอร์หลัก
• ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์แต่ละคนทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยกันเอง
• ผู้ใช้งานประจำเครื่องทำหน้าที่เป็นผู้ใช้งานและบริหารจัดการคอมพิวเตอร์กันเอง
• ทำงานได้ดีและมีความรวดเร็วหากเป็นเครือข่ายที่มีขนาดเล็ก โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายไม่เกิน 10 เครื่อง
• ประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการต่อ Network แบบอื่น ๆ
• สามารถแชร์ข้อมูล เครื่องพิมพ์ ของแต่ละเครื่องได้
• ง่ายในการติดตั้ง และสามารถขยายต่อไปในอนาคตได้ดี
ข้อด้อยของการต่อแบบ Peer to Peer
• มีข้อจำกัดที่จำนวนของผู้ใช้งาน
• เมื่อจำนวนของผู้ใช้งานมีเพิ่มขึ้นจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการขึ้น
• ปัญหาของการรักษาความปลอดภัยเกิดขึ้นเมื่อปริมาณของผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้น
• การขยายเครือข่ายทำได้อย่างจำกัด รวมทั้งไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของเครือข่ายได้ดี
http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/com_network/sheet/ch1_2_47.htm
น.ส. รุจิษยา สนไธสง เลขที่ 29 ม. 5/2
วิธีการสื่อสารข้อมูล (Data Transmission)
คือ ลักษณะของการสื่อสารข้อมูล มี 2 รูปแบบ คือ
1.การสื่อสารแบบอนุกรม(Serial Transmission) เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้ได้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ เนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้นจึงทำให้การส่งข้อมูลประเภทนี้ช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต
2.การสื่อสารแบบขนาน (Parallel data Transmission) เป็นการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิตขนานกันไปบนสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ วิธีนี้จะเป็นวิธีการส่งข้อมูลที่เร็วกว่าการส่งข้อมูลแบบอนุกรม
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
การส่ง-รับข้อมูลเพื่อโอนถ่ายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับจะสำเร็จได้ต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ คุณภาพของสัญญาณ ข้อมูลที่ส่ง -รับกัน และคุณลักษณะของสายสื่อสารสำหรับส่งผ่านข้อมูล
การส่งสัญญาณ ( Transmission Definition)
1. การส่งสัญญาณข้อมูล หมายถึงการส่งข้อมูลข่าวสารจากเครื่องผู้ส่งผ่านทางสื่อหรือตัวกลางไปยังเครื่องรับหรือผู้รับ
2.ข้อมูลหรือข่าวสารที่ถูกส่งออกไปจะอยู่ในรูปสัญญาณเสียง สัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือแสงก็ได้
3.ตัวกลางของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ จำพวกที่สามารถกำหนดเส้นทางสัญญาณได้ (Guide Media) และไม่สามารถกำหนดเส้นสัญญาณได้ (Unguided Media)
4.รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งได้ 4รูปแบบ
5.แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex) ข้อมูลจะถูกส่งไปในทางเดียวเท่านั้นและตลอดเวลา เช่น การกระจายเสียงผ่านทางวิทยุ
การแพร่ภาพทางโทรทัศน์ ฯลฯ
6.แบบกึ่งทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ (Either-Way of Two-Way หรือ Half Duplex) สามารถส่งข้อมูลสวนทางกันได้ แต่ต้องสลับกันส่ง จะส่งในเวลาเดียวกันหรือพร้อมกันไม่ได้ เช่น วิทยุสื่อสาร ฯลฯ
7.บางครั้งการสื่อสารแบบ Half Duplex อาจถูกเรียกว่าการสื่อสารแบบสายคู่ (Two-Wire Line)
8.แบบทางคุ่ (full-Duplex) สามารถส่งข้อมูลได้พร้อมๆกันทั้งสองทาง เช่น การพูดคุยโทรศัพท์ ฯลฯ
9.บางครั้งเรียกการสื่อสารแบบทางคู่ว่า Four-Wire Line
10.แบบสะท้อนสัญญาณหรือเอ๊กโคเพล็กซ์ (Echo Plex) เป็นการส่งสัญญาณที่รวม Half Duplex และ Full Duplex ไว้ด้วยกัน
แหล่งอ้างอิง
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/
datacom/datatransmission.htm#2
................................
นางสาวมนฤดี ชนะนา
ชั้น ม.5/3 เลขที่ 40
ระบบเครือข่ายแบบ Client Server
ระบบเครือข่ายแบบ Client Server จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์หลักที่เรียกว่า File Server ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมในการเก็บข้อมูลอย่างน้อย 1 เครื่อง ซึ่งจะทำให้สะดวกในการบริหารจัดการข้อมูล File Server นี้จะต้องไม่ปิดในขณะที่เราใช้งาน จะต้องเปิดทิ้งไว้ห้ามปิดโดยเด็ดขาด ระบบเครือข่ายแบบ Client Server นี้เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูงและมีการใช้งานอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ซึ่งระบบเครือข่ายแบบ Client Server นี้จะสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องลูกข่ายได้หลายเครื่อง และเป็นระบบเครือข่ายที่มีความยืดหยุ่นสูงพร้อมทั้งสนับสนุนการทำงานแบบ Multiprocessor ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนของผู้ใช้ได้ตามต้องการอีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังสามารถเพิ่มจำนวนเครื่อง Servers สำหรับให้บริการต่างๆ เพื่อช่วยกระจายภาระของระบบได้ ระบบเครือข่ายแบบ Client Server มีอุปกรณ์ที่จำเป็นในการติดต่อระบบเครือข่าย คือ สายเคเบิล และการ์ดเครือข่าย (LAN Card) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการไหล ของข้อมูล นอกจากนี้ยังต้องมี HUB ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการกระจายสัญญาณไปตาม Work Station ต่าง ๆ
ข้อดีระบบเครือข่ายแบบ Client Server คือ
-สามารถแชร์ข้อมูลเครื่องพิมพ์ของแต่ละเครื่องได้
-มีระบบ Security ที่ดีมาก
-รับส่งข่าวสารในลักษณะของ E-mail ได้ดี
-สามารถจัดสรร แบ่งปันการใช้ทรัพยากรได้จากจุดศูนย์กลาง
ข้อเสียของระบบเครือข่ายแบบ Client Server คือ
-มีความยุ่งยากในการติดตั้งมากกว่าระบบ Peer-to-Peer รวมทั้งต้องการบุคลากรเพื่อการบริหารจัดการระบบโดยเฉพาะอีกด้วย
http://www.dld.go.th/ict/article/network/netw08.html
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network8.htm
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เป็นระบบการเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไป เพื่อให้สามารถทำการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเลคทรอนิคส์ระหว่างกัน
อุปกรณ์สื่อสารข้อมูล
เป็นการเชื่อมระหว่างอุปกรณ์และสื่อกลางแบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งอาจมีความต้องการเฉพาะรูปแบบต่าง ๆ เช่น การรวมข้อมูลจากหลาย ๆ จุดเพื่อส่งผ่านไปยังสายเคเบิลโทรศัพท์เพียงสายเดียว หรืออาจต้องการขยายระยะทางการใช้งาน รวมทั้งอาจต้องเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายที่มีลักษณะแตกต่างเข้าด้วยกัน ความต้องการเหล่านี้ทำให้ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเฉพาะงาน
ชนิดของระบบเครือข่าย
*ระบบเครือข่าย LAN
ระบบเครือข่ายแบบ LAN หรือระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ จะเป็นระบบเครือข่ายส่วนตัว คือองค์กรที่ต้องการใช้งานเครือข่าย ทำการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่ายในระยะใกล้ ๆ จะช่วยให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรและธุรกิจต่าง ๆ เช่น
สามารถแบ่งเบาการประมวลผลไปยังเครื่องต่าง ๆ
- สามารถแบ่งกันใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องพิมพ์ ซีดีรอมไดร์ฟ เครื่อง คอมพิวเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพสูง
- สามารถแบ่งกันใช้งานซอฟต์แวร์และข้อมูลหรือสารสนเทศต่าง ๆ รวมทั้งทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลไว้เพียงที่เดียว
- สามารถวางแผนหรือทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ แม้จะไม่ได้อยู่ใกล้กันก็ตาม สามารถใช้ในการติดต่อกัน เช่น ส่งจดหมายทางอิเลคทรอนิคส์ หรือการส่งเสียงหรือภาพทางอิเลคทรอนิคส์
- ช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมขององค์กร
*ระบบเครือข่าย WAN
ระบบเครือข่ายแบบ WAN หรือระบบเครือข่ายระยะไกล จะเป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงเครือข่ายแบบท้องถิ่นตั้งแต่ 2 เครือข่ายขึ้นไปเข้าด้วยกันผ่านระยะทางที่ไกล โดยการเชื่อมโยงจะผ่านช่องทางการสื่อสารข้อมูลสาธารณะของบริษัทโทรศัพท์ หรือองค์การโทรศัพท์ของประเทศต่าง ๆ เช่น สายโทรศัพท์แบบอนาลอก สายแบบดิจิตอล ดาวเทียม ไมโครเวฟ
*การประยุกต์ใช้งานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญที่สุดในระบบงานต่าง ๆ เนื่องจากได้มีการประยุกต์ใช้ในส่วนต่าง ๆ ทั้งในทางธุรกิจ การศึกษา การบันเทิง ฯลฯ และในโลกยุคต่อไปการประยุกต์ใช้เหล่านี้จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังจะเห็นได้จากความเฟื่องฟูของระบบเครือข่าย INTERNET ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงโลกให้เป็นหนึ่งเดียว
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/network.htm
การส่งสัญญาณข้อมูล (Data Transmission)
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
แบบได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้
1.แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex ) ในการส่งสัญญาณข้อมูลจะถูกส่งไปในทางเดียวเท่านั้นและตลอดเวลาแต่อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่สามารถส่งสัญญาณกลับมาได้ ตัวอย่างเช่น การกระจายเสียงของสถานีวิทยุ หรือการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ เป็นต้น
2. แบบกึ่งทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ (Either-Way of Two Waysหรือ Half Duplex) เราเรียกการส่งสัญญาณแบบ Haft Duplex ว่า แบบสายคู่ เพราะจะต้องสลับกันส่งสัญญาณจะส่งสัญญาณพร้อมกันไม่ได้ เช่น วิทยุสื่อสารของตำรวจ
3.แบบทางคู่ (Full-Duplex) เป็นการส่งข้อมูลได้พร้อมกันทั้งสองทางในเวลาเดียวกันทำให้สะดวกในการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น การพูด ทางโทรศัพท์ บางครั้งเรียกการสื่อสารแบบทางคู่ว่า Four-Wire Line
4.แบบสะท้อนสัญญาณหรือ เอ๊กโคเพล็กซ์ (Echo-Plex) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคีย์บอร์ด และจอภาพของเครื่อง Terminal ของ Main Frame หรือ Host คอมพิวเตอร์ ในระหว่างการคีย์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดเพื่อให้ Host คอมพิวเตอร์รับข้อความหรือทำตามคำสั่งข้อความหรือคำสั่งจะปรากฏบนจอภาพคอมพิวเตอร์ของ เครื่อง Terminal ด้วยเช่นกัน เนื่องจากขณะที่สัญญาณตัวอักขระที่ถูกส่งจากคีย์บอร์ดไปยัง Host ซึ่ง เป็นแบบ Full-Duplex จะสะท้อนกลับมาปรากฏที่จอภาพเครื่อง Terminal ด้วย
อ้างอิง
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/datacom/datatransmission.htm#3
นางสาวทิพวรรณ ไชยไธสง ชั้น ม.5/2 เลขที่ 32
การเชื่อมต่อ Internet Intranet และ Extranet
การเชื่อมต่อ Internet
1.เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายนานานชาติที่มีสายตรงเชื่อมต่อไปยังสถานบันหรือหน่วยงานๆ
2.เพื่อความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก ผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ทางอีเมล
3.ผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ รวมทั้งคัดลอกแบบข้อความและโปรแกรมมาใช้ได้
การเชื่อมต่อ Intranet
1.เป็นการเชื่อมต่อระบบเครอข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์กรใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต
2.ในการใช้งานอินทราเน็ตจะต้องใช้โปรตอล IP เหมือนกันกับอินเทอร์เน็ต สมามารถมีเว็บไซต์และใช้เว็บเบราว์เซอร์ได้
3.ในการใช้งานอินทราเน็ตและอินเทอร์เน็ตสามารถใช้งานไปพร้อมๆกัน แต่การใช้งานจะแตกต่างกันในด้านความเร็วและในการโหลดไฟล์ใหญ่ จากเว็บไซต์ในอินทราเน็ตจะเร็วกว่าการโหลดของอินเทอร์เน็ต
การเชื่อมต่อ Extranet
1.เป็นการเชื่อมเครือข่ายภายนอกองค์กร คือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร หรือ อินทราเน็ต เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร
2.โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอาจเป็นไปได้ทั้งการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือข่ายเสมือน (Virtual Network)ระหว่างระบบอินทราเน็ตหลายๆเครือข่าย
3.ระบบเครือข่ายแบบเอกซ์ทราเน็ต โดยปกติแล้วอนุญาตให้ใช้งานเฉพาะสมาชิกขององค์กร หรือผู้ได้รับสิทธ์ในการใช้งานเท่านั้น
****************************
แหล่งอ้างอิง http;//lib09.kku.ac.th/km/?p=25
นาย ธีรศักดิ์ สิ่วไธสง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 เลขที่ 8
การเชื่อมต่อ Internet Intranet และ Extranet
การเชื่อมต่อ Internet
1.เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายนานานชาติที่มีสายตรงเชื่อมต่อไปยังสถานบันหรือหน่วยงานๆ
2.เพื่อความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก ผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ทางอีเมล
3.ผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ รวมทั้งคัดลอกแบบข้อความและโปรแกรมมาใช้ได้
การเชื่อมต่อ Intranet
1.เป็นการเชื่อมต่อระบบเครอข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์กรใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต
2.ในการใช้งานอินทราเน็ตจะต้องใช้โปรตอล IP เหมือนกันกับอินเทอร์เน็ต สมามารถมีเว็บไซต์และใช้เว็บเบราว์เซอร์ได้
3.ในการใช้งานอินทราเน็ตและอินเทอร์เน็ตสามารถใช้งานไปพร้อมๆกัน แต่การใช้งานจะแตกต่างกันในด้านความเร็วและในการโหลดไฟล์ใหญ่ จากเว็บไซต์ในอินทราเน็ตจะเร็วกว่าการโหลดของอินเทอร์เน็ต
การเชื่อมต่อ Extranet
1.เป็นการเชื่อมเครือข่ายภายนอกองค์กร คือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร หรือ อินทราเน็ต เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร
2.โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอาจเป็นไปได้ทั้งการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือข่ายเสมือน (Virtual Network)ระหว่างระบบอินทราเน็ตหลายๆเครือข่าย
3.ระบบเครือข่ายแบบเอกซ์ทราเน็ต โดยปกติแล้วอนุญาตให้ใช้งานเฉพาะสมาชิกขององค์กร หรือผู้ได้รับสิทธ์ในการใช้งานเท่านั้น
****************************
นาย ธีรศักดิ์ สิ่วไธสง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 เลขที่ 8
ประเภทของServer
ประเภทของServer มี4ประเภท ดังนี้
1. File Server เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ เป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) แบบว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว เพราะควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูลง่าย เซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูล เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล แต่หน้าที่ที่ File Server จะต้องจัดการคือ มี NOS (Network Operating System) ที่ดูแลเกี่ยวกับการ "เข้าถึง" ไฟล์ ต้องมีกระบวน "Lock" ไว้ ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการแก้ไขไฟล์
2. Print Server สำหรับผู้ที่ใช้งานพรินเตอร์ทุกคนจำเป็นต้องมี Print Server เพื่อให้พรินเตอร์มีกระบวนการจัดการแบ่งปันพรินเตอร์ให้กับผู้ใช้ทุกๆคน หน้าที่ในการแบ่งปัน ก็ประกอบด้วย การจัดคิว ใครสั่งพิมพ์ก่อน การจัดการเรื่อง File Spooling เป็นของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีชื่อว่า Print Server
3. Database Server Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System )โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์
4. Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache' )
http://www.tws.ac.th/thoenwit/Library/ruen%20computer/www.ruencom.com/itshop/tech/whatserver.htm
น.ส.วราพร ต้นพนม เลขที่ 37 ม.5/2
เครือข่ายแบบดาว (Star Network)
เครือข่ายแบบดาวจะมีลักษณะคล้ายกับดาวกระจาย มีอุปกรณ์ฮับ (HUB) เป็นศูนย์กลางการต่อเชื่อม โดยการนำสถานีต่าง ๆ มาต่อร่วมกันกับหน่วยสลับสายกลาง เพื่อเชื่อมโยงระหว่างสถานีต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อกัน
ข้อดีของระบบดาวคือ เมื่อสายใดหลุดหรือขาดการต่อเชื่อม จะไม่มีผลต่อระบบทั้งหมด เป็นที่นิยมมากที่สุด
http://www.skr.ac.th/sing/it41101/it41101_Unit01/Information%20Tecnology%20Process/it41101-Resource/it-4-promma/unit_2/net2_6.html
น.ส.สุปรีดา อินทะชัย เลขที่ 42 ม.5/2
การเชื่อมต่อเครื่อข่ายแบบบัส Bus Topology
1.เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆด้วยสายเคเบิ้ลยาวต่อเนื่องไปเรื่อยๆโดยจะมีคอนเน็กเตอร์เป็นตัวเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์
2.อุปกรณ์ต่อเข้ากับสายเคเบิ้ลในการส่งข้อมูลจะมีคอนพิวเตอร์เพียงสายเดียวเท่านั้น
3.สามารถส่งข้อมูลได้ในช่วงเวลาหนึ่งไ การจัดส่งข้อมูลวิธีนี้จะต้องกำหนดวิธีการที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกัน เพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน
4.วิธีการที่ใช้อาจแบ่งเวลาหรือให้แต่ละสถานีใช้ความถี่สัญญาณที่แตกต่างกัน
5.การเซตอัปเครื่องเครื่อข่ายแบบบัสนี้ทำได้ไม่ยากเพราะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์แต่ละชนิดถูกเชื่อมต่อด้วยสายเคเบิ้ลเพียงสายเดียวโดยส่วนใหญ่เครื่อข่ายแบบบัส มักจะใช้ในเครื่อข่ายขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ในองค์กรที่มีคอมพิวเตอร์ใช้ไม่มากนัก
แหล่งที่มา http;//www.skn.ac.th/a_cd/Syllabus/bus.html
********************************
นายชัชวาลย์ ทำไธสง ชั้น ม.5/3 เลขที่3
7.การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทั้งหมดบนสายสื่อสารเพียงเส้นเดียว เช่น สายโคแอ็กเซียว หรือสายใยแก้วนำแสง โดยสัญญานที่ถูกส่งออกมาจากอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์ตัวใดก็ตามจะเป็นลักษณะการกระจายข่าว คือ ส่งออกไปทั้งสองทิศทางไปยังทุกส่วนของระบบเครือข่ายนั้นโดยมีซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งกับอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นตัวควบคุมการสื่อสาร ซึ่งเป็นการทำงานที่ไม่มีอุปกรณ์ตัวใดทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบเลย ในกรณีนี่ถ้าอุปกรณ์ใดก็ตามหยุดการทำงานไปก็จะไม่มีผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ยังคงทำงานอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ขณะเวลาๆ หนึ่งระบบนี้จะมีอุปกรณ์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งสัญญาณออกมาได้ โดยอุปกรณ์ตัวอื่นที่ต้องการส่งสัญญาณจะต้องหยุดรอจนกว่าในระบบจะไม่มีผู้ใดส่งสัญญาณจึงจะสามารถเริ่มส่งสัญญาณของตนเองออกมาได้ ถ้ามีอุปกรณ์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปส่งสัญญาณออกมาพร้อมกันก็จะเกิดปัญหาสัญญาณชนกัน ซึ่งจะทำให้สัญญาณของทุกฝ่ายเสียหายไม่สามารถนำไปใช้งานได้ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพตํ่าในกรณีที่มีอุปกาณ์เชื่อมต่ออยู่เป็นจำนวนมาก
12. การเชื่อมต่อ Internet Intranet และ Extranet
อินเทอร์เน็ต (Internet)
เป็น เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีสายตรงเชื่อมต่อไปยังสถาบันหรือหน่วยงานต่างๆ เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ทางอีเมล์สามารถสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ รวมทั้งคัดลอกแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมมาใช้ได้และที่ขาดไม่ได้เลยคือ จะต้องมีเครือข่ายภายในรับช่วงต่ออีกทอดหนึ่ง
อินทราเน็ต (Intranet)
เป็น ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์
กร ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ในการใช้งานอินทราเน็ตจะต้องใช้โปรโตคอลIP เหมือนกับอินเทอร์เน็ต สามารถมีเว็บไซต์และใช้เว็บเบราว์เซอร์ได้กันรวมถึงอีเมล์ ในการใช้งานนั้นจะแตกต่างกันด้านความเร็ว ใการโหลดไฟล์ใหญ่ๆ จากเว็บไซต์ในอินทราเน็ตจะรวดเร็วกว่าการโหลดจากอินเทอร์เน็ตมาก
ในการเชื่อมต่ออินทราเน็ตเข้ากับอินเทอร์เน็ต มักมีการติดตั้งไฟล์วอลสำหรับควบคุมการผ่านเข้าออกของข้อมูล นอกเหนือจากนี้ ไฟล์วอลยังป้องกันไม่ให้บุคคล
ภายนอกจากอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกับเครื่อคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรนอกเหนือไปจากเซิร์ฟเวอร์
เอกซ์ทราเน็ต (Extranet)
เป็น เครือข่ายภายนอกองค์กร หมายถึง ระบบเครือ
ข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร หรือ อินทราเน็ต (Intranet)เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร มีการเชื่อมต่อเครือข่ายทั้งการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือข่ายเสมือน (Virtual Network) ระหว่างระบบอินทราเน็ตหลายๆ เครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ต ระบบเครือข่ายแบบเอกซ์ทราเน็ตนี้ ให้ใช้งานเฉพาะสมาชิกขององค์กร หรือผู้ที่ได้รับสิทธิในการใช้งานเท่านั้น
อ้างอิง
http://lib09.kku.ac.th/km/?p=25
นางสาวประคอง เติมตัวรัมย์ ชั้น ม.5/1 เลขที่ 35
องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
ระบบเครือข่าย
เครือข่ายหรือเน็ตเวิร์ก คือ กลุ่มของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารชนิดต่างๆที่นำมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ผู้ใช้ในเครือข่าย สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้อุปกรณ์ต่างๆร่วมกันในเครือข่ายได้
ขนาดของเครือข่าย
เครือข่ายมีตั้งแต่ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกันด้วยคอมพิวเตอร์เพียงสองสามเครื่อง เพื่อใช้งานในบ้านหรือในบริษัทเล็กๆไปจนถึงเครือข่ายระดับโลกที่ครอบคลุมไปเกือบทุกประเทศ
ล็อกออน
ก่อนที่ผู้ใช้จะใช้เครือข่ายได้นั้น ผู้ใช้จะต้องป้อนชื่อบัญชีผู้ใช้ พร้อมกับรหัสผ่านลงไป เพื่อให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบว่าผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิในการใช้เครือข่ายเสียก่อน ถ้าทุกอย่างถูกต้อง ผู้ใช้คนนั้นจึงจะสามารถเข้าใช้งานเครือข่ายได้ ขั้นตอนนี้เรียกว่า ล็อกออน หรือ ล็อกอิน
การสื่อสารข้อมูล
ความหมายของการสื่อสารข้อมูล เกิดจากคำสองคำ คือ การสื่อสาร หมายถึง การส่งเนื้อหาจากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง และคำว่าข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ถือหรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง
การสื่อสารข้อมูล หมายถึง การส่งเนื้อหาที่อยู่ในรูปตัวเลขฐานสองที่เกิดจากอุปกรณ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป
ระบบเครือข่ายท้องถิ่น (LAN)
ระบบเครือข่ายแบบ LAN หรือระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ คือ องค์กรที่ต้องการใช้งานเครือข่าย ทำการสร้าง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่ายในระยะใกล้ๆ
ชนิดการเชื่อมต่อของเครือข่าย LAN
การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเฉพาะบริเวณ(LAN) นั้น จุดประสงค์หลัก คือ การแบ่งใช้ทรัพยากรที่มีอยู่
วิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สามารถจำแนกได้เป็น 3 รูปแบบ คือ
เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer
เครือข่ายแบบ Server-based
เครือข่ายแบบ Client/Server
โทโพโลยี
โทโพโลยี หมายถึง รูปแบบการจัดวางคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การเดินสายสัญญาณรวมถึงการไหลเวียนข้อมูลเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะกล่าวถึงใน 2 ลักษณะ คือ โทโพโลยีทางตรรกยะ และ โทโพโลยีทางกายภาพ
โทโพโลยีทางกายภาพ หมายถึง การเชื่อมต่อฮาร์แวร์ทั้งในเครือข่ายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือสายเคเบิล
โทโพโลยีทางตรรกยะ จะแสดงถึงการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ต่างๆของเครือข่ายเป็นในลักษณะของแผนภาพ
สื่อส่งข้อมูล
เครื่องคอมพิวเตอร์และระบบโทรคมนาคมต่างๆใช้สัญญาณในการรับส่งข้อมูล สัญญาณเหล่านี้ถูกส่งจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์หนึ่ง ในรูปแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถจำแนกสื่อส่งข้อมูลได้ 2 ลักษณะ คือ
1.สื่อส่งข้อมูลแบบใช้สาย
2.สื่อส่งข้อมูลแบบไม่ใช้สาย
ระบบเครือข่ายแบบ WAN
ระบบเครือข่ายแบบ WAN หรือระบบเครือข่ายบริเวณกว้าง จะเป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงเครือข่ายแบบท้องถิ่นตั้งแต่ 2 เครือข่ายขึ้นไปเข้าด้วยกันผ่านระยะทางที่ไกลมาก ดดยเชื่อมโยงจะผ่านช่องทางการสื่อสารข้อมูลสาธารณะของบริษัทโทรศัพท์หรือองค์การโทรศัพท์ของประเทศต่างๆ
ประเภทของเครือข่าย WAN
เครือข่าย WAN สามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ คือ
1.เครือข่ายส่วนตัว เป็นการจัดตั้งระบบเครือข่ายซึ่งมีการใช้งานเฉพาะองค์กร
การจัดตั้งระบบเครือข่ายส่วนตัวมีจุดเด่นในเรื่องการรักษาความลับของข้อมูล สามารถควบคุมดูแลเครือข่ายและขยายเครือข่ายไปยังจุดที่ต้องการ ส่วนข้อเสีย คือ ในกรณีที่ไม่ได้มีการส่งข้อมูลต่อเนื่องตลอดเวลา จะเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก
2.เครือข่ายสาธารณะ หรือบางครั้งเรียกว่า เครือข่ายข้อมูลเพิ่ม เป็นเครือข่าย WAN ที่จะมีองค์กรหนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ในการเดินระบบเครือข่าย และให้เช่าช่องทางการสื่อสารให้กับบริษัทต่างๆที่ต้องการสร้างระบบเครือข่าย
อ้างอิง http://www3.ipst.ac.th/research/assats/web/mahidol/computer(10)/network/net network1.htm
นางสาวจิรนาฏ บุญถึง ชั้น ม.5/3 เลขที่ 13
13.องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
ระบบเครือข่าย
เครือข่ายหรือเน็ตเวิร์ก คือ กลุ่มของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารชนิดต่างๆที่นำมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ผู้ใช้ในเครือข่าย สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้อุปกรณ์ต่างๆร่วมกันในเครือข่ายได้
ขนาดของเครือข่าย
เครือข่ายมีตั้งแต่ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกันด้วยคอมพิวเตอร์เพียงสองสามเครื่อง เพื่อใช้งานในบ้านหรือในบริษัทเล็กๆไปจนถึงเครือข่ายระดับโลกที่ครอบคลุมไปเกือบทุกประเทศ
ล็อกออน
ก่อนที่ผู้ใช้จะใช้เครือข่ายได้นั้น ผู้ใช้จะต้องป้อนชื่อบัญชีผู้ใช้ พร้อมกับรหัสผ่านลงไป เพื่อให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบว่าผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิในการใช้เครือข่ายเสียก่อน ถ้าทุกอย่างถูกต้อง ผู้ใช้คนนั้นจึงจะสามารถเข้าใช้งานเครือข่ายได้ ขั้นตอนนี้เรียกว่า ล็อกออน หรือ ล็อกอิน
การสื่อสารข้อมูล
ความหมายของการสื่อสารข้อมูล เกิดจากคำสองคำ คือ การสื่อสาร หมายถึง การส่งเนื้อหาจากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง และคำว่าข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ถือหรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง
การสื่อสารข้อมูล หมายถึง การส่งเนื้อหาที่อยู่ในรูปตัวเลขฐานสองที่เกิดจากอุปกรณ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป
ระบบเครือข่ายท้องถิ่น (LAN)
ระบบเครือข่ายแบบ LAN หรือระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ คือ องค์กรที่ต้องการใช้งานเครือข่าย ทำการสร้าง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่ายในระยะใกล้ๆ
ชนิดการเชื่อมต่อของเครือข่าย LAN
การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเฉพาะบริเวณ(LAN) นั้น จุดประสงค์หลัก คือ การแบ่งใช้ทรัพยากรที่มีอยู่
วิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สามารถจำแนกได้เป็น 3 รูปแบบ คือ
เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer
เครือข่ายแบบ Server-based
เครือข่ายแบบ Client/Server
โทโพโลยี
โทโพโลยี หมายถึง รูปแบบการจัดวางคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การเดินสายสัญญาณรวมถึงการไหลเวียนข้อมูลเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะกล่าวถึงใน 2 ลักษณะ คือ โทโพโลยีทางตรรกยะ และ โทโพโลยีทางกายภาพ
โทโพโลยีทางกายภาพ หมายถึง การเชื่อมต่อฮาร์แวร์ทั้งในเครือข่ายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือสายเคเบิล
โทโพโลยีทางตรรกยะ จะแสดงถึงการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ต่างๆของเครือข่ายเป็นในลักษณะของแผนภาพ
สื่อส่งข้อมูล
เครื่องคอมพิวเตอร์และระบบโทรคมนาคมต่างๆใช้สัญญาณในการรับส่งข้อมูล สัญญาณเหล่านี้ถูกส่งจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์หนึ่ง ในรูปแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถจำแนกสื่อส่งข้อมูลได้ 2 ลักษณะ คือ
1.สื่อส่งข้อมูลแบบใช้สาย
2.สื่อส่งข้อมูลแบบไม่ใช้สาย
ระบบเครือข่ายแบบ WAN
ระบบเครือข่ายแบบ WAN หรือระบบเครือข่ายบริเวณกว้าง จะเป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงเครือข่ายแบบท้องถิ่นตั้งแต่ 2 เครือข่ายขึ้นไปเข้าด้วยกันผ่านระยะทางที่ไกลมาก ดดยเชื่อมโยงจะผ่านช่องทางการสื่อสารข้อมูลสาธารณะของบริษัทโทรศัพท์หรือองค์การโทรศัพท์ของประเทศต่างๆ
ประเภทของเครือข่าย WAN
เครือข่าย WAN สามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ คือ
1.เครือข่ายส่วนตัว เป็นการจัดตั้งระบบเครือข่ายซึ่งมีการใช้งานเฉพาะองค์กร
การจัดตั้งระบบเครือข่ายส่วนตัวมีจุดเด่นในเรื่องการรักษาความลับของข้อมูล สามารถควบคุมดูแลเครือข่ายและขยายเครือข่ายไปยังจุดที่ต้องการ ส่วนข้อเสีย คือ ในกรณีที่ไม่ได้มีการส่งข้อมูลต่อเนื่องตลอดเวลา จะเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก
2.เครือข่ายสาธารณะ หรือบางครั้งเรียกว่า เครือข่ายข้อมูลเพิ่ม เป็นเครือข่าย WAN ที่จะมีองค์กรหนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ในการเดินระบบเครือข่าย และให้เช่าช่องทางการสื่อสารให้กับบริษัทต่างๆที่ต้องการสร้างระบบเครือข่าย
อ้างอิง http://www3.ipst.ac.th/research/assats/web/mahidol/computer(10)/network/net network1.htm
นางสาวจิรนาฏ บุญถึง ชั้น ม.5/3 เลขที่ 13
ประเภทของ Server
เซิร์ฟเวอร์แบ่งเป็น 4 ประเภทจะแบ่งตามลักษณะการใช้งาน คือ เก็บ-บริการไฟล์
บริการ-บริหาร งานพิมพ์ เก็บและบริการฐานข้อมูล และบริการ/บริหารซอฟต์แวร์ประยุกต์
เซิร์ฟเวอร์แบ่งเป็น 4 ประเภท ดั้งนี้
1.File Server
มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์และเป็นไฟล์เก็บข้อมูลที่คนส่วนมากใช้เก็บข้อมูล
ประโยชน์หลักคือใช้งานง่ายและสะดวกในการเก็บข้อมูลปกติเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูล
เหล่านี้ เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล
2.Print Server
เป็นพรินเตอร์ที่ออกแบบมาใช้ในงานประเภทมากๆและมีประสิทธิภาพในการใช้งานสูง ดังนั้นจัดจำเป็นต้องมีกระบวนการจัดคิวงานให้กับพรินเตอร์เพื่อสะดวกในการใช้งาน และได้ประโยชน์สูงสุด
3.Database Server
เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูลตัวจัดการฐานข้อมูลเป็นการแบ่งปัน การประมวลผลโดยผ่านทางไคลเอ็นต์
4.Application Server
เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วยโดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็น ทำให้การใช้งานสะดวกขึ้นและใช้งานได้ง่ายขึ้น
ชื่อนางสาว ปนัฐดา บุญไธสง
ชั้น ม. 5/3 เลขที่ 29
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีดังนี้
1.การใช้โปรแกรมและข้อมูลร่วมกัน (Sharing of program and data) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรม และข้อมูลร่วมกันได้ โดยจัดเก็บโปรแกรมไว้แหล่งเก็บข้อมูล ที่เป็นศูนย์กลาง เช่น ที่ฮาร์ดดิสก์ของเครื่อง File Server
2.การใช้โปรแกรมและข้อมูลร่วมกันได้ สามารถติดต่อสื่อสารระยะไกลได้ (Telecommunication) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เป็นเครือข่าย ทั้งประเภทเครือข่าย LAN, MAN และ WAN ทำให้คอมพิวเตอร์ สามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล ระยะไกลได ้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ทางด้านการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
3.การใช้โปรแกรมติดต่อสื่อสารระยะไกล สามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านธุรกิจได้ (ฺBusiness Applicability) องค์กรธุรกิจ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น เครือข่ายของธุรกิจธนาคาร ธุรกิจการบิน สามารถดำเนินธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองความพึงพอใจ ให้แก่ลูกค้า
4.การประยุกต์ใช้ระบบเครือข่ายในงานธุรกิจ
4.1.ความประหยัด
นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างเช่นในสำนักงานหนึ่งมีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ จะเห็นว่าต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5 - 10 เครื่อง มาใช้งาน แต่ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก้อ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องพิมพ์ประมาณ 2-3 เครื่องก็พอต่อการใช้งานแล้ว เพราะว่าทุกเครื่องสามารถเข้าใช้เครื่องพิมพ์เครื่องใดก็ได้ ผ่านเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน
4.2.ความเชื่อถือได้ของระบบงาน เมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ทำให้ระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที
ที่มา : http://edunews.eduzones.com/banny/3478
http://www.sci.nu.ac.th/information-it/index.php?topic=7271.0
นางสาวดวงเดือน พรมดีมา ชั้นม.5/3 เลขที่ 15
7. เครือข่ายแบบบัส (bus topology)
เครือข่ายแบบบัส เป็นรูปแบบที่มีผู้นิยมใช้มากแบบหนึ่ง เพราะมีโครงสร้างไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องใช้อุปกรณ์สลับสาย การเชื่อมต่อมีลักษณะเป็นแบบหลายจุด สถานีทุกสถานีรวมทั้งอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับสายสื่อสารหลักเพียงสายเดียว เรียกว่า แบ็กโบน (backbone) การจัดส่งข้อมูลลงบนบัสจึงสามารถทำให้การส่งข้อมูลลงบนบัส จึงสามารถทำให้การส่งข้อมูลไปถึงทุกสถานีได้ผ่านสายแบ็กโบนนี้ การจัดส่งวิธีนี้ต้องกำหนดวิธีการที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกันเพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน หรือให้แต่ละสถานีใช้ความถี่สัญญาณที่แตกต่างกัน
ข้อดีข้อเสียของโทโปโลยีแบบบัส
ข้อดี
1. ใช้สายส่งข้อมูลน้อยและมีรูปแบบที่ง่ายในการติดตั้ง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษา
2. สามารถเพิ่มอุปกรณ์ชิ้นใหม่เข้าไปในเครือข่ายได้ง่าย
ข้อเสีย
1. ในกรณีที่เกิดการเสียหายของสายส่งข้อมูลหลัก จะทำให้ทั้งระบบทำงานไม่ได้
2. การตรวจสอบข้อผิดพลาดทำได้ยาก ต้องทำจากหลาย ๆจุด
7. เครือข่ายแบบบัส (bus topology)
เครือข่ายแบบบัส เป็นรูปแบบที่มีผู้นิยมใช้มากแบบหนึ่ง เพราะมีโครงสร้างไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องใช้อุปกรณ์สลับสาย การเชื่อมต่อมีลักษณะเป็นแบบหลายจุด สถานีทุกสถานีรวมทั้งอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับสายสื่อสารหลักเพียงสายเดียว เรียกว่า แบ็กโบน (backbone) การจัดส่งข้อมูลลงบนบัสจึงสามารถทำให้การส่งข้อมูลลงบนบัส จึงสามารถทำให้การส่งข้อมูลไปถึงทุกสถานีได้ผ่านสายแบ็กโบนนี้ การจัดส่งวิธีนี้ต้องกำหนดวิธีการที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกันเพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน หรือให้แต่ละสถานีใช้ความถี่สัญญาณที่แตกต่างกัน
ข้อดีข้อเสียของโทโปโลยีแบบบัส
ข้อดี
1. ใช้สายส่งข้อมูลน้อยและมีรูปแบบที่ง่ายในการติดตั้ง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษา
2. สามารถเพิ่มอุปกรณ์ชิ้นใหม่เข้าไปในเครือข่ายได้ง่าย
ข้อเสีย
1. ในกรณีที่เกิดการเสียหายของสายส่งข้อมูลหลัก จะทำให้ทั้งระบบทำงานไม่ได้
2. การตรวจสอบข้อผิดพลาดทำได้ยาก ต้องทำจากหลาย ๆจุด
7. เครือข่ายแบบบัส (bus topology)
เครือข่ายแบบบัส เป็นรูปแบบที่มีผู้นิยมใช้มากแบบหนึ่ง เพราะมีโครงสร้างไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องใช้อุปกรณ์สลับสาย การเชื่อมต่อมีลักษณะเป็นแบบหลายจุด สถานีทุกสถานีรวมทั้งอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับสายสื่อสารหลักเพียงสายเดียว เรียกว่า แบ็กโบน (backbone) การจัดส่งข้อมูลลงบนบัสจึงสามารถทำให้การส่งข้อมูลลงบนบัส จึงสามารถทำให้การส่งข้อมูลไปถึงทุกสถานีได้ผ่านสายแบ็กโบนนี้ การจัดส่งวิธีนี้ต้องกำหนดวิธีการที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกันเพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน หรือให้แต่ละสถานีใช้ความถี่สัญญาณที่แตกต่างกัน
ข้อดีข้อเสียของโทโปโลยีแบบบัส
ข้อดี
1. ใช้สายส่งข้อมูลน้อยและมีรูปแบบที่ง่ายในการติดตั้ง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษา
2. สามารถเพิ่มอุปกรณ์ชิ้นใหม่เข้าไปในเครือข่ายได้ง่าย
ข้อเสีย
1. ในกรณีที่เกิดการเสียหายของสายส่งข้อมูลหลัก จะทำให้ทั้งระบบทำงานไม่ได้
2. การตรวจสอบข้อผิดพลาดทำได้ยาก ต้องทำจากหลาย ๆจุด
อ้างอิง
http://203.154.140.2/ict1/5/page_5.htm
นางสาวดวงกมล แสนเจ๊ก
ชั้น ม 5/3 เลขที่ 14
แหล่งที่มา : http://www.tws.ac.th/thoenwit/Library/ruen%20computer/www.ruencom.com/itshop/tech/whatserver.htm
ชื่อนางสาว ปนัฐดา บุญไธสง
ชั้นม. 5/3 เลขที่ 29
ชนิดของสัญญาณข้อมูล(Signal)
1.สัญญาณอนาลอก(Analog Signal)
เป็นสัญญาณต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์
แต่ละคลื่นมีความถี่และความเข้มของสัญญาณต่างกัน
เมื่อนำสัญญาณข้อมูลผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการ
ตัวอย่าง เช่น การส่งข้อมูลผ่านโทรศัพท์
2.สัญญาณดิจิตอล(Digital Signal)
เป็นสัญญาณไม่ต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่เปลี่ยนแปลงเป็นค่าของเลขลงตัว การสื่อสารด้วยสัญญาณ Digital ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเลขฐานสอง
จะถูกแทนด้วยสัญญาณ Digital การแทนข้อมูล Digital ด้วยสัญญาณ Digital
1.MODEM(Modulation Demodulation)
เป็นอุปกรณ์ที่แปลงสัญญาณ Digital จากคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณ Analog และแปลงสัญญาณ Analog ให้เป็นสัญญาณ Digital เพื่อให้คอมพิวเตอร์นำไปประมวลผล
MODEM ยังจำแนกได้อีกดังนี้
1.1โมเด็มภายนอก(External Modem)
เป็นอุปกรณ์ที่แยกออกจากคอมพิวเตอร์ และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทาง Serialport ด้วยสายเคเบิ้ล มีข้อดี คือ เคลื่อนย้ายได้ง่าย
1.2โมเด็มภายใน(Internal Modem)
เป็นการ์ดที่ใช้เสียบกับแผงวงจรหลักคอมพิวเตอร์
มีข้อดี คือ ประหยัดพื้นที่ใช้งาน และราคาถูกกว่าโมเด็มภายนอก
1.3โมเด็มไร้สาย(Wireless Modem)
มีลักษณะคล้ายโมเด็มภายนอก โดยโมเด็มภายนอก
จะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทาง Serialport โดยใช้สายโทรศัพท์ แต่โมเด็มไร้สายจะเชื่อมต่อโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อ
แหล่งอ้างอิง
http://www.geocities.com/netcmcat/bt3.htm#02
http://eestud.en.kku.ac.th/~u4016114/communication_computer.htm
http://sine50324715princess.exteen.com/20081206/entry
นางสาวพิมล พาชัย ชั้น ม.5/1 เลขที่20
วิธีการสื่อสารข้อมุล(DATA TRANSMISSION)
ลักษณะของการสื่อสารข้อมุลมี2รูปแบบคือ การสื่อสารแบบอนุกรม(serial data transmission)และการสื่อสารแบบขนาน(parallel data transmission)การสื่อสารและรูปบบมีรายละเอียดดังนี้
1.การสื่อสารแบบอนุกรม(serial data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ1บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมุลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้สื่อนพข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ ละเน่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมุลให้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมุลครั้งละหลายบิต
2.การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน(parallel data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิตขนานกันไปบนสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ วิธีนี้จะเป็นวิธีการส่งข้อมุลที่เร็วกว่าการส่งข้อมุลแบบอนุกรม
รูปแบบการสื่อสารข้อมูลแบ่งได้เป็น2ประเภทคือ
1.การส่งข้อมูลแบบไม่ประสานจังวะ(asynchronous transmission)
2.การส่งข้อมุลแบบประสานจังหวะ(synchronous transmission)
แหล่งอ้างอิง
http://61.19.33.60/web40201/unit4.htm
น.ส. อลิษา ปราชิตัง ชั้นม.5/3 เลขที่18
8. การเชื่อมต่อแบบวงแหวน
การเชื่อมต่อแบบวงแหวนมีวิธีการเชื่อมต่อคือจากจุดหนึ่งโยงไปยังจุดต่อไป จุดสุดท้ายของสถานีงานบนเครือข่ายจะเชื่อมโยงกลับมายังจุดแรกสุดด้วย ซึ่งจะทำให้การเชื่อมโยงสายสัญญาณวนเป็นวงกลม สัญญาณข้อมูลที่ถูกส่งออกจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งจะถูกส่งผ่านไปยังเครื่องถัดไปพร้อมกับหมายเลขเครือข่ายต้นทางและปลายทาง ซึ่งเครื่องที่ได้รับจะตรวจสอบว่าปลายทางที่ต้องการตรงกับหมายเลขของตนเองหรือไม่หากตรงจะรับชุดข้อมูลนั้นไว้ แต่หากไม่ตรงจะส่งชุดข้อมูลต่อไปยังเครื่องถัดไป หากชุดข้อมูลนั้นถูกส่งต่อจนกลับมาถึงเครื่องต้นทางแสดงว่าไม่มีสถานีปลายทางที่ต้องการส่งข้อมูลไปหาอยู่ในเครือข่าย
ข้อดี
1. การส่งข้อมูลสามารถส่งไปยังผู้รับหลาย ๆ โหนดพร้อมกันได้ โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลง ในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล รีพีตเตอร์ของแต่ละโหนดจะตรวจสอบเองว่ามีข้อมูลส่งมาให้ที่โหนดตนเองหรือไม่
2. การส่งข้อมูลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณข้อมูล
ข้อเสีย
1. ถ้ามีโหนดใดโหนดหนึ่งเกิดเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังโหนดต่อไปได้ และจะทำให้เครือข่ายทั้ง เครือข่ายขาดการติดต่อสื่อสาร
2. เมื่อโหนดหนึ่งต้องการส่งข้อมูล โหนดอื่น ๆ ต้องมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้เสียเวลา
อ้างอิง
http://www.geocities.com/anongrat2004/ring.htm
นางสาวกรรณิการ์ เกษไธสง
ชั้น ม5/3 เลขที่ 22
วิธีการสื่อสารข้อมูล (DATA TRANSMISSION)
ลักษณะของการสื่อสารข้อมูล มี 2 รูปแบบคือ การสื่อสารแบบอนุกรม (serial data transmission)และการสื่อสารแบบขนาน (parallel data transmission) การสื่อสารแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดดังนี้
1. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูล
ที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต
2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (parallel data transmission
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิตขนานกันไปบนสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ วิธีนี้จะเป็นวิธี การส่งข้อมูลที่เร็วกว่าการส่งข้อมูลแบบอนุกรม
รูปแบบการสื่อสารข้อมูล แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.การส่งข้อมูลแบบไม่ประสานจังหวะ (asynchronous transmission)
เป็นวิธีการส่งข้อมูลไปบนสื่อนำข้อมูล โดยข้อมูลที่ส่งไปนั้นไม่มีจังหวะการส่งข้อมูล แต่จะส่งเป็นชุด ๆ มีช่องว่าง (gap) อยู่ระหว่างข้อมูล แต่ละชุดเพื่อใช้แบ่งข้อมูลออกเป็นชุด ๆ เมื่อเริ่มต้นส่งข้อมูลแต่ละชุดจะมีสีญญาณบอกจุดเริ่มต้นของข้อมูลขนาด 1 บิต (start bit) และมีสัญญาณบอกจุดสิ้นสุดของข้อมูลขนาด 1 บิต (stop bit) ตัวอย่างเช่น ถ้าขนาดข้อมูลแต่ละชุดมีขนาด 8 บิต ลักษณะของการส่งข้อมูลจะมี
ลำดับดังนี้คือ สัญญาณบอกจุดเริ่มต้นขนาด 1 บิต ข้อมูล 8 บิต และสัญญาณบอกจุดสิ้นสุด 1 บิต ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบไม่ประสานจังหวะ เช่น การส่งข้อมูลของแป้นพิมพ์ และโมเด็ม เป็นต้น
2.การส่งข้อมูลแบบประสานจังหวะ (synchronous transmission)
เป็นการส่งข้อมูลไปบนสื่อนำข้อมูลที่มีลักษณะเป็นกลุ่มของข้อมูลที่ต่อเนื่องกันอย่างเป็นจังหวะโดยใช้สัญญาณนาฬิกาเป็นตัวบอกจังหวะ เหล่านั้น การส่งข้อมูลวิธีนี้จะไม่มีช่องว่าง (gap) ระหว่างข้อมูล
แต่ละชุด และไม่มีสัญญาณบอกจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด การส่งข้อมูลแบบประสานจังหวะ นิยม ใช้กับการส่งข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีการส่งข้อมูลปริมาณมาก ๆ ด้วยความเร็วสูง
แหล่งอ้างอิง
http://61.19.33.60/web40201/unit4.htm
น.ส.อลิษา ปราชิตัง ชั้นม5/3 เลขที่ 18
7.การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทั้งหมดบนสายสื่อสารเพียงเส้นเดียว เช่น สายคู่บิตเกลียว สายโคแอ็กเซียว หรือสายใยแก้วนำแสง โดยสัญญานที่ถูกส่งออกมาจากอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์ตัวใดก็ตามจะเป็นลักษณะการกระจายข่าว ( Broadcast) คือ ส่งออกไปทั้งสองทิศทางไปยังทุกส่วนของระบบเครือข่ายนั้นโดยมีซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งกับอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นตัวควบคุมการสื่อสาร ซึ่งเป็นการทำงานที่ไม่มีอุปกรณ์ตัวใดทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบเลย ในกรณีนี่ถ้าอุปกรณ์ใดก็ตามหยุดการทำงานไปก็จะไม่มีผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ยังคงทำงานอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ขณะเวลาๆ หนึ่งระบบนี้จะมีอุปกรณ์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งสัญญาณออกมาได้ โดยอุปกรณ์ตัวอื่นที่ต้องการส่งสัญญาณจะต้องหยุดรอจนกว่าในระบบจะไม่มีผู้ใดส่งสัญญาณจึงจะสามารถเริ่มส่งสัญญาณของตนเองออกมาได้ ถ้ามีอุปกรณ์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปส่งสัญญาณออกมาพร้อมกันก็จะเกิดปัญหาสัญญาณชนกัน (Collision) ซึ่งจะทำให้สัญญาณของทุกฝ่ายเสียหายไม่สามารถนำไปใช้งานได้ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพตํ่าในกรณีที่มีอุปกาณ์เชื่อมต่ออยู่เป็นจำนวนมาก
อ้างอิง
http://www.hs1an.org/index.php?option=com_content&task=view&id=551&Itemid=23
นางสาวบุบษา นวลบุตสี
ชั้น ม 5/3 เลขที่ 34
ชนิดของสัญญาณข้อมูล(Signal)
สัญญาณจะอ้างถึงรูปแบบหรือต้นแบบที่ส่งข้อมูลออกไป ตัวอย่าง เช่น รูปแบบของแสงและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แบ่งเป็น
1.สัญญาณอนาล็อก(Analog Signal)
มีลักษณะดังนี้
สัญญาณมีความต่อเนื่องกันเป็นคลื่นไซน์
แต่ละคลื่นมีความถี่และความเข้มของสัญญาณต่างกัน
มีหน่วยวัดความถี่เป็นเฮิรตซ์ (hertz)
เฮิรตซ์(Hertz)มีสมบัติดังนี้
1.ความถี่ของคลื่น(Frequency)
คือ จำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นใน 1วินาที ความถี่ที่เพิ่มขึ้นจะถูกแทนด้วย 1
2.ช่วงกว้างของคลื่น(Ampitude)
คือ ความดังของสัญญาณเสียง โดยให้เสียงที่ดังเพิ่มขึ้นถูกแทนด้วย 1
2.สัญญาณดิจิตอล(Digital Signal)
มีลักษณะดังนี้
สัญญาณมีความไม่ต่อเนื่องกันและรูปแบบ
ของสัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงไม่ปะติดปะต่อกัน
จะสื่อสารข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลถูกแทนด้วยเลขฐานสอง (0,1) Bitrate คือ อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิตอล วิธีวัดจะนับจำนวนบิตข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที
เช่น 14000 bps (bit per second)
การแทนข้อมูลด้วยดิจิตอลมีหลายรูปแบบ
MODEM เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ 2 หน้าที่
1.แปลงสัญญาณดิจิตอลจากคอมพิวเตอร์เป็นสัญญาณอนาลอก ขั้นตอนนี้เรียกว่า Modulation
2.แปลงสัญญาณอนาลอกเป็นสัญญาณดิจิตอล
ขั้นตอนนี้เรียกว่า Demodulation
แหล่งอ้างอิง
http://bc.siam.edu/sriprai/chap12.2.htm
http://www.isinthai.com/wichep/
computer.pcru.ac.th/emoodledata/39/ch1/_Oe_1.doc
นางสาวพิมล พาชัย ชั้นม.5/1 เลขที่ 20
Protocol ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
โปรโตคอล คือระเบียบวิธีที่กำหนดขึ้นสำหรับสื่อสารข้อมูล ให้สามารถสื่อสารข้อมูลไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้อง สำหรับโปรโตคอลที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกคือ TCP/IP
1.โปรโตคอล TCP/IP
เป็นเครือข่ายโปรโตคอลที่สำคัญมากที่สุด เนื่องจากเป็นโปรโตคอลที่ใช้ในระบบเครือข่าย Internet รวมทั้ง Intranet ซึ่งประกอบด้วย 2 โปรโตคอลคือ TCP และ IP
2.โปรโตคอล IPX/SPX
พัฒนาโดยบริษัท Novell ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการเครือข่าย Netware ที่นิยมมากตัวหนึ่งของโลก โปรโตคอล IPX/SPX แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ IPX และ SPX
3.โปรโตคอล NetBIOS
ความจริงแล้ว NetBIOS ไม่ใช่โปรโตคอล แต่ที่จริงเป็น ไลบรารีของกลุ่มคำสั่งระบบเครือข่าย หรือ APIการใช้งาน NetBIOS จะใช้ในลักษณะของกลุ่มคอมพิวเตอร์ในระบบปฏิบัติการ Windows หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า workgroup
4.โปรโตคอล AppleTalk
พัฒนาโดยบริษัท Apple Computer เป็นโปรโตคอลที่ใช้สำหรับสื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ Macintosh โดยเฉพาะ นอกจากนี้ Apple ยังได้มีการพัฒนาโปรโตคอลเพิ่ม เพื่อใช้เชื่อมกับระบบเครือข่ายแบบ Ethernet และ Token Ring โดยตั้งชื่อว่า Ether Talk และ Token Talk
น.ส.อัมพร สังกะโทก ม.5/1 เลขที่ 46
Protocol ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
โปรโตคอล คือระเบียบวิธีที่กำหนดขึ้นสำหรับสื่อสารข้อมูล ให้สามารถสื่อสารข้อมูลไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้อง สำหรับโปรโตคอลที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกคือ TCP/IP
1.โปรโตคอล TCP/IP
เป็นเครือข่ายโปรโตคอลที่สำคัญมากที่สุด เนื่องจากเป็นโปรโตคอลที่ใช้ในระบบเครือข่าย Internet รวมทั้ง Intranet ซึ่งประกอบด้วย 2 โปรโตคอลคือ TCP และ IP
2.โปรโตคอล IPX/SPX
พัฒนาโดยบริษัท Novell ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการเครือข่าย Netware ที่นิยมมากตัวหนึ่งของโลก โปรโตคอล IPX/SPX แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ IPX และ SPX
3.โปรโตคอล NetBIOS
ความจริงแล้ว NetBIOS ไม่ใช่โปรโตคอล แต่ที่จริงเป็น ไลบรารีของกลุ่มคำสั่งระบบเครือข่าย หรือ APIการใช้งาน NetBIOS จะใช้ในลักษณะของกลุ่มคอมพิวเตอร์ในระบบปฏิบัติการ Windows หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า workgroup
4.โปรโตคอล AppleTalk
พัฒนาโดยบริษัท Apple Computer เป็นโปรโตคอลที่ใช้สำหรับสื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ Macintosh โดยเฉพาะ นอกจากนี้ Apple ยังได้มีการพัฒนาโปรโตคอลเพิ่ม เพื่อใช้เชื่อมกับระบบเครือข่ายแบบ Ethernet และ Token Ring โดยตั้งชื่อว่า Ether Talk และ Token Talk
อ้างอิง : http://www.it-guides.com/lesson/network7.html
น.ส.อัมพร สังกะโทก ม.5/1 เลขที่ 46
19. วิธีการสื่อสารข้อมูล(Data Transmission)
มีลักษณะการสื่อสารข้อมูล 2 แบบคือ
1.การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)จะมีลักษณะส่งสัญญาณครั้งละ 1 บิต ไปตามจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ และการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมครั้งละ 1 บิต จึงทำให้การส่งข้อมูลช้ากว่าการส่งสัญญาณครั้งละหลายบิตเพราะเหตุนี้จึงทำให้ช่องสัญญาณมีราคาถูก
2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (parallel data transmission)จะมีลักษณะส่งสัญญาณครั้งละหลายบิต ขนานไปบนสื่อนำข้อมูลที่มีหลายสัญญาณช่องและสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบอนุกรมโดยจะมีอุปกรณ์ 2 ตัวขนานกันซึ่งจะส่งสัญญาณไปพร้อมกันครั้งละ 8 บิต
แหล่งอ้างอิง
http://61.19.33.60/web40201/unit4.htm
นางสาวฤดีมาส ชำนิกล้า เลขที่ 39 ชั้น ม.5/2
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เป็นระบบการเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไป เพื่อให้สามารถทำการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเลคทรอนิคส์ระหว่างกัน
อุปกรณ์สื่อสารข้อมูล
เป็นการเชื่อมระหว่างอุปกรณ์และสื่อกลางแบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งอาจมีความต้องการเฉพาะรูปแบบต่าง ๆ เช่น การรวมข้อมูลจากหลาย ๆ จุดเพื่อส่งผ่านไปยังสายเคเบิลโทรศัพท์เพียงสายเดียว หรืออาจต้องการขยายระยะทางการใช้งาน รวมทั้งอาจต้องเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายที่มีลักษณะแตกต่างเข้าด้วยกัน ความต้องการเหล่านี้ทำให้ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเฉพาะงาน
ชนิดของระบบเครือข่าย
*ระบบเครือข่าย LAN
ระบบเครือข่ายแบบ LAN หรือระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ จะเป็นระบบเครือข่ายส่วนตัว คือองค์กรที่ต้องการใช้งานเครือข่าย ทำการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่ายในระยะใกล้ ๆ จะช่วยให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรและธุรกิจต่าง ๆ เช่น
สามารถแบ่งเบาการประมวลผลไปยังเครื่องต่าง ๆ
- สามารถแบ่งกันใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องพิมพ์ ซีดีรอมไดร์ฟ เครื่อง คอมพิวเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพสูง
- สามารถแบ่งกันใช้งานซอฟต์แวร์และข้อมูลหรือสารสนเทศต่าง ๆ รวมทั้งทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลไว้เพียงที่เดียว
- สามารถวางแผนหรือทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ แม้จะไม่ได้อยู่ใกล้กันก็ตาม สามารถใช้ในการติดต่อกัน เช่น ส่งจดหมายทางอิเลคทรอนิคส์ หรือการส่งเสียงหรือภาพทางอิเลคทรอนิคส์
- ช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมขององค์กร
*ระบบเครือข่าย WAN
ระบบเครือข่ายแบบ WAN หรือระบบเครือข่ายระยะไกล จะเป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงเครือข่ายแบบท้องถิ่นตั้งแต่ 2 เครือข่ายขึ้นไปเข้าด้วยกันผ่านระยะทางที่ไกล โดยการเชื่อมโยงจะผ่านช่องทางการสื่อสารข้อมูลสาธารณะของบริษัทโทรศัพท์ หรือองค์การโทรศัพท์ของประเทศต่าง ๆ เช่น สายโทรศัพท์แบบอนาลอก สายแบบดิจิตอล ดาวเทียม ไมโครเวฟ
*การประยุกต์ใช้งานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญที่สุดในระบบงานต่าง ๆ เนื่องจากได้มีการประยุกต์ใช้ในส่วนต่าง ๆ ทั้งในทางธุรกิจ การศึกษา การบันเทิง ฯลฯ และในโลกยุคต่อไปการประยุกต์ใช้เหล่านี้จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังจะเห็นได้จากความเฟื่องฟูของระบบเครือข่าย INTERNET ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงโลกให้เป็นหนึ่งเดียว
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/network.htm
รูปแบบของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
รูปแบบของระบบเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ด้วยกันคือ
1. ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระยะใกล้ (Local Area Network หรือ LAN ) เป็นระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น มีขนาดเล็ก ครอบคุมพื้นที่จำกัด เชื่อมโยงกันในรัศมีใกล้ ๆ ในเขตพื้นที่เดียวกัน ไม่ต้องเชื่อมการติดต่อกับองค์การโทรศัพท์ มีประโยชน์สามารถทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องที่เชื่อมต่อกัน สามารถส่งข้อมูลแลกเปลี่ยนกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้
2. ระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์กระยะกลาง (Metropolitan Area Network หรือ MAN)เป็นระบบเครือข่ายระดับเมือง ใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นการติดต่อกันในเมือง เช่น เครื่องเวิร์กสเตชั่นอยู่ที่สุขุมวิท มีการติดต่อสื่อสารกับเครื่องเวิร์กสเตชั่นที่บางรัก
3. ระบบเครือข่ายระยะไกล (Wide Area Network หรือ WAN)เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ ที่อยู่ห่างไกลกันเข้าด้วยกัน เป็นการติดต่อสื่อสารกัน ในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลกก็ได้ ในการเชื่อมการติดต่อกันนั้น
จะต้องใช้มีเดีย(Media) ในการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย
อ้างอิง
1)http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=my-loves&date=17-09-2007&group=3&gblog=1
2)www.elecnet.chandra.ac.th/learn/courses/ELTC2401/lecture/lecture2.doc -
น.ส.นิศานาถ จ่าไธสง ชั้นม.5/2 เลขที่ 20
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เป็นระบบการเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไป เพื่อให้สามารถทำการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเลคทรอนิคส์ระหว่างกัน
อุปกรณ์สื่อสารข้อมูล
เป็นการเชื่อมระหว่างอุปกรณ์และสื่อกลางแบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งอาจมีความต้องการเฉพาะรูปแบบต่าง ๆ เช่น การรวมข้อมูลจากหลาย ๆ จุดเพื่อส่งผ่านไปยังสายเคเบิลโทรศัพท์เพียงสายเดียว หรืออาจต้องการขยายระยะทางการใช้งาน รวมทั้งอาจต้องเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายที่มีลักษณะแตกต่างเข้าด้วยกัน ความต้องการเหล่านี้ทำให้ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเฉพาะงาน
ชนิดของระบบเครือข่าย
*ระบบเครือข่าย LAN
ระบบเครือข่ายแบบ LAN หรือระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ จะเป็นระบบเครือข่ายส่วนตัว คือองค์กรที่ต้องการใช้งานเครือข่าย ทำการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่ายในระยะใกล้ ๆ จะช่วยให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรและธุรกิจต่าง ๆ เช่น
สามารถแบ่งเบาการประมวลผลไปยังเครื่องต่าง ๆ
- สามารถแบ่งกันใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องพิมพ์ ซีดีรอมไดร์ฟ เครื่อง คอมพิวเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพสูง
- สามารถแบ่งกันใช้งานซอฟต์แวร์และข้อมูลหรือสารสนเทศต่าง ๆ รวมทั้งทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลไว้เพียงที่เดียว
- สามารถวางแผนหรือทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ แม้จะไม่ได้อยู่ใกล้กันก็ตาม สามารถใช้ในการติดต่อกัน เช่น ส่งจดหมายทางอิเลคทรอนิคส์ หรือการส่งเสียงหรือภาพทางอิเลคทรอนิคส์
- ช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมขององค์กร
*ระบบเครือข่าย WAN
ระบบเครือข่ายแบบ WAN หรือระบบเครือข่ายระยะไกล จะเป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงเครือข่ายแบบท้องถิ่นตั้งแต่ 2 เครือข่ายขึ้นไปเข้าด้วยกันผ่านระยะทางที่ไกล โดยการเชื่อมโยงจะผ่านช่องทางการสื่อสารข้อมูลสาธารณะของบริษัทโทรศัพท์ หรือองค์การโทรศัพท์ของประเทศต่าง ๆ เช่น สายโทรศัพท์แบบอนาลอก สายแบบดิจิตอล ดาวเทียม ไมโครเวฟ
*การประยุกต์ใช้งานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญที่สุดในระบบงานต่าง ๆ เนื่องจากได้มีการประยุกต์ใช้ในส่วนต่าง ๆ ทั้งในทางธุรกิจ การศึกษา การบันเทิง ฯลฯ และในโลกยุคต่อไปการประยุกต์ใช้เหล่านี้จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังจะเห็นได้จากความเฟื่องฟูของระบบเครือข่าย INTERNET ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงโลกให้เป็นหนึ่งเดียว
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/network.htm
น.ส. ณัฐสุดา วงศ์คช ม.5/1 เลขที่ 44
วิธีการสื่อสารข้อมูล (DATA TRANSMISSION)
ลักษณะของการสื่อสารข้อมูล มี 2 รูปแบบคือ การสื่อสารแบบอนุกรม (serial data transmission)
และการสื่อสารแบบขนาน (parallel data transmission) การสื่อสารแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดดังนี้
1. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับ
สื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูล
ที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น
การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต
2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (parallel data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิตขนานกันไปบนสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ วิธีนี้จะเป็นวิธี
การส่งข้อมูลที่เร็วกว่าการส่งข้อมูลแบบอนุกรม จากรูปที่ 6.10 เป็นการแสดงการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์
2 ตัว ที่มีการส่งข้อมูลแบบขนาน โดยส่งข้อมูลครั้งละ 8 บิตพร้อมกัน
รูปแบบการสื่อสารข้อมูล แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.การส่งข้อมูลแบบไม่ประสานจังหวะ (asynchronous transmission)
เป็นวิธีการส่งข้อมูลไปบนสื่อนำข้อมูล โดยข้อมูลที่ส่งไปนั้นไม่มีจังหวะการส่งข้อมูล แต่จะส่งเป็น
ชุด ๆ มีช่องว่าง (gap) อยู่ระหว่างข้อมูล แต่ละชุดเพื่อใช้แบ่งข้อมูลออกเป็นชุด ๆ เมื่อเริ่มต้นส่งข้อมูลแต่ละ
ชุดจะมีสีญญาณบอกจุดเริ่มต้นของข้อมูลขนาด 1 บิต (start bit) และมีสัญญาณบอกจุดสิ้นสุดของข้อมูล
ขนาด 1 บิต (stop bit) ตัวอย่างเช่น ถ้าขนาดข้อมูลแต่ละชุดมีขนาด 8 บิต ลักษณะของการส่งข้อมูลจะมี
ลำดับดังนี้คือ สัญญาณบอกจุดเริ่มต้นขนาด 1 บิต ข้อมูล 8 บิต และสัญญาณบอกจุดสิ้นสุด 1 บิต ตัว
อย่างการส่งข้อมูลแบบไม่ประสานจังหวะ เช่น การส่งข้อมูลของแป้นพิมพ์ และโมเด็ม เป็นต้น
2.การส่งข้อมูลแบบประสานจังหวะ (synchronous transmission)
เป็นการส่งข้อมูลไปบนสื่อนำข้อมูลที่มีลักษณะเป็นกลุ่มของข้อมูลที่ต่อเนื่องกันอย่างเป็นจังหวะ
โดยใช้สัญญาณนาฬิกาเป็นตัวบอกจังหวะ เหล่านั้น การส่งข้อมูลวิธีนี้จะไม่มีช่องว่าง (gap) ระหว่างข้อมูล
แต่ละชุด และไม่มีสัญญาณบอกจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด การส่งข้อมูลแบบประสานจังหวะ นิยม ใช้กับ
การส่งข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีการส่งข้อมูลปริมาณมาก ๆ ด้วยความเร็วสูง
นางสาว อัจฉรา บูรพันธ์ ชั้น ม. 5/3 เลขที่ 28
อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์
- การ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย (Network Interface Card :NIC) คือ แผงวงจรที่ใช้ในการเชื่อมต่อสายสัญญาณของเครือข่าย อยู่ในเครื่องแม่ข่าย และเครื่องลูกข่าย ทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ส่งไปตามสายสัญญาณ ทำให้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้
- โมเด็ม ( Modem : Modulator Demodulator) คือ อุปกรณ์แปลงสัญญาณดิจิตอล จากคอมพิวเตอร์ด้านผู้ส่ง ส่งไปตามสายสัญญาณแบบอนาลอกและโมเด็มในคอมพิวเตอร์ด้านผู้รับ ก็จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณอนาลอกให้เป็นดิจิตอลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการประมวลผล ซึงปกติแล้วจะใช้โมเด็มกับระบบเครือข่ายระยะไกล โดยการใช้สายโทรศัพท์เป็นสื่อกลาง เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
- ฮับ ( Hub) คือ อุปกรณ์เชื่อมต่อที่เป็นจุดรวม และแยกสายสัญญาณ เพื่อให้เกิดความสะดวก ในการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว ซึ่งปกติแล้วจะใช้เป็นจุดรวมการเชื่อมต่อสายสัญญาณระหว่าง File Server กับ Workstation ต่าง ๆ
ที่มา
http://blog.eduzones.com/banny/3474
โดย น.ส. ธนัชชา คลังไธสง ม.5/1 เลขที่ 43
ชนิดของสัญญาณข้อมูล สามารถจำแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ
1)สัญญาณอนาล็อก (analog signal)
เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (sine wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถีและความเข้มของสัญญาณที่แตกต่างกัน เมื่อนำสัญญาณ ข้อมูลเหล่านี้มาผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณ ก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการได้ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลที่มีสัญญาณแบบอนาล็อกคือ การส่งข้อมูลผ่านระบบโทรศัพท์เฮิรตซ์ คือ หน่วยวัดความถี่ของสัญญาณข้อมูลแบบอนาล็อก วิธีวัดความถี่จะนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายใน 1 วินาที เช่น สัญญาณข้อมูลที่มีความถี่ 60 Hz หมายถึงใน 1 วินาที สัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณ 60 รอบ (ขึ้นและลงนับเป็น 1 รอบ)
2) สัญญาณดิจิตอล (digital signal)
สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง รูปแบบของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปะติดปะต่ออย่างสัญญาณอนาล็อก ในการสื่อสาร ด้วยสัญญาณดิจิตอล ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเลขฐานสอง (0 และ 1) จะถูกแทนด้วยสัญญาณดิจิตอล การแทนข้อมูลดิจิตอลด้วยสัญญาณดิจิตอล มีหลายแบบ แบบที่แสดงไว้ในรูปที่ เป็นวิธีที่แทนบิตข้อมูล 0 ด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นกลาง และบิตข้อมูล 1 ด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นบวก
http://61.19.33.60/web40201/unit2.htm
นายพีระพงษ์ สุดทารัมย์ เลขที่ 10 ชั้น ม.5/3
วิธีการสื่อสารข้อมูล(DATA TRANSMISSION)
แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)เป็นการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1บิต ไปยังสื่อที่มีเพียงช่องสัญญาณเดียว จะมีราคาค่อนข้างถูกกว่าแบบหลายช่องสัญญาณ แต่ในการส่งข้อมูลจะล้าช้า
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)เป็นการส้งข้อมูลครั้งละหลายบิต ไปยังสื่อข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และสามารถส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
อ้างอิง :
http://www.work8803.th.gs/web-w/ork8803/page.htm
http://lovelyptu.blogspot.com/2008/02/blog-post_05.html
นางสาวจารุวรรณ โลไธสง ม.5/1 เลขที่ 14
ระบบเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY)
เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS หรือ TRUNK ที่ปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ในเครือข่ายการรับส่งสัญญาณบนสายสัญญาณต้องตรวจสอบสายสัญญาณ BUS ให้ว่างก่อน จึงจะสามารถส่งสัญญาณไปบนสาย BUS ได้
การเชื่อมต่อแบบบัสมีข้อดีคือ ใช้สายสัญญาณน้อย และเชื่อมต่อได้ง่าย ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งสายสัญญาณ การติดตั้งและการบำรุงรักษา สามารถเพิ่มโหมดได้ง่าย เพราะมีโครงสร้างแบบง่าย มีความเชื่อถือได้ เพราะใช้สายสัญญาณหลักเพียงเส้นเดียว แต่ก็มีข้อเสียคือ เมื่อเกิดข้อผิดพลาด จะหาจุดตรวจสอบได้ยาก เพราะไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลาง และในกรณีที่สายสัญญาณบัสเกิดชำรุดเสียหาย ระบบก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้
ที่มา : http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g106/page5.html
น.ส. ปริศนา นาลาด เลขที่ 19 ม.5/1
วิธีการสื่อสารข้อมูล(Data Transmisssion)
การสื่อสารข้อมูลโดยผ่านสายสื่อสารทำได้ 2 วิธี
1.การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม คือ ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับตัวกลาง
ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียวค่าใช้จ่ายในการสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ
2.การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน คือข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์ตัวรับตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆเนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สายและอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็จะเห็นได้แก่เครื่องพิมพ์
น.ส. ปาริชาติ ศักรบุตร ม.5/2 เลขที่ 13
ที่มา http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson6/lesson6.2.html
อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์
คือ การเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการโอนถ่ายข้อมูลและสามารถสื่อสารระหว่างกันได้
อินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลในด้านต่างๆ และมีการให้บริการในหลายรูปแบบ เช่น ไปรษณีย์อิเล็คโทรนิค การสนทนาทางเครือข่าย, เว็บ, การโอนถ่ายแฟ้มข้อมูล, การเล่นเกมส์ออนไลน์, การเข้าชมเว็บไซต์
คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่าย
บิต หน่วยทางไฟฟ้า มีค่าเท่ากับ 0 หรือ 1
แบนด์วิทช์ คือ ความเร็วในการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย มีหน่วยเป็น บิตต่อวินาที
Router ใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่มีการเชื่อมต่อภายในแตกต่างกัน หรือเชื่อมระหว่าง LAN และ WAN
Switch ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าเป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน หรือต่างกันก็ได้ แต่ละพอร์ตไม่มีการใช้งานร่วมกัน
Hub ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน แต่ละพอร์ตใช้งานร่วมกัน
ความแตกต่างระหว่าง Hub และ Switch
Hub จะส่งข้อมูลที่เข้ามาไปยังทุกๆ พอร์ตของ Hub ยกเว้นพอร์ตที่ข้อมูลดังกล่าวเข้ามายัง Hub ในขณะที่ Switch จะทำการเรียนรู้อุปกรณ์ที่ต่อกับพอร์ตต่างๆ ทำให้ Switch ส่งข้อมูลไปยังพอร์ตที่มีเครื่องปลายทางอยู่เท่านั้น ไม่ส่งไปทุกๆ พอร์ตเหมือนกับ Hub ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้อมูลภายในระบบเครือข่ายไม่มากเกินความจำเป็น
Hub เป็นเพียงตัวขยายสัญญาณข้อมูลเท่านั้น ในขณะที่ Switch จะมีการทำงานที่ซับซ้อนกว่า, มีการเรียนรู้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ, การตัดสินใจส่งข้อมูลออกไปพอร์ตใด
Ethernet Card ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายผ่านทาง Switch หรือ Hub
ไฟสถานะของEthernet Card
LINK ถ้าสว่างแสดงว่า มีการเสียบสายแลนเข้ากับการ์ด และสามารถใช้งานได้ถ้าสว่างแสดงว่า อุปกรณ์นี้เชื่อมต่อด้วยความเร็ว 10 MB/s เช่นเดียวกับไฟถ้าสว่างแสดงว่าเชื่อมด้วยความเร็ว 100 MB/s
ACT (Activity) ถ้ากระพริบแสดงว่ามีการส่งข้อมูลเข้า-ออกการ์ด (เนื่องมาจากกิจกรรมการใช้เครือข่ายต่างๆ เช่น การใช้อินเตอร์เน็ต, การแชร์ไฟล์ ถ้ามีการส่งข้อมูลจำนวนมากจะเปลี่ยนจากกระพริบมาเป็นสว่างค้างตลอดเวลา
Modem
Internal Modem
External Modem
ใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายผ่านทางสายโทรศัพท์
Access Point ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์กับระบบเครือข่ายแบบไร้สาย (wireless)
USB ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายแบบไร้สาย
สาย UTP ใช้ในการเชื่อมระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์และ Ethernet Switch หรือ Hub ความเร็วในการเชื่อมต่อขึ้นอยู่กับการเข้าหัวสาย
สาย UTP และหัว RJ-45
สาย UTP ที่ใช้ใน Ethernet Lan จะเข้าหัวแบบ RJ-45
ภายในสาย UTP จะมีสายทองแดงย่อยอีก 8 เส้น โดยถูกจัดกลุ่มเป็นคู่ๆ ทั้งหมด 4 คู่
การเข้าหัว RJ-45 มีได้ 2 แบบ คือ
แบบ A (Standard 568A) มีการเรียงสายจากซ้ายไปขวา ดังนี้
ขาว/เขียว, เขียว ,ขาว/ส้ม, น้ำเงิน, ขาว/น้ำเงิน, ส้ม ,ขาว/น้ำตาล, น้ำตาล
แบบ B (Standard 568B) เป็นแบบที่นิยมใช้กันมาก มีการเรียงสายจากซ้ายไปขวา ดังนี้
ขาว/ส้ม, ส้ม,ขาวเขียว,น้ำเงิน ,ขาว/น้ำเงิน,เขียว ,ขาว/น้ำตาล,น้ำตาล
สาย UTP มี 2 แบบ ตามการเข้าหัว RJ-45 ดังนี้
สายตรง เป็นสายที่ใช้ทั่วไป และพบมาก โดยใช้ในการเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับอุปกรณ์เครือข่ายจำพวก Hub และ Switch โดยการเข้าหัวทั้ง 2 ปลายจะเป็นแบบเดียวกัน A หรือ B
สายครอส ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องโดยตรง ไม่ผ่านอุปกรณ์ประเภท Hub และ Switch นอกจากนี้ยังใช้เชื่อมระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และ Router ถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์อีกรูปแบบหนึ่ง โดยการเข้าหัวที่ปลายทั้ง 2 จะไม่เหมือนกัน คือ ปลายข้างหนึ่งเข้าหัวแบบ A อีกปลายจะเข้าหัวแบบ B
วิธีการเข้าหัวสาย UTP
1. ปลอกที่หุ้มสายออกประมาณ 2-3 ซม.
2. เรียงสายทั้ง 4 คู่ให้ถูกต้องตามรูปแบบที่ต้องการ A หรือ B แล้วตัดให้สายทุกเส้นยาวเท่ากัน โดยให้ยาวออกจากที่หุ้มสายประมาณ 1.7 ซม.
3. สอดสายที่จัดเรียงเรียบร้อยแล้ว เข้าไปยังหัว RJ-45 โดยใส่เข้าไปให้สุด และแน่นแล้วจึงใช้ที่เข้าหัวสายหนีบ เพื่อดันให้เข้าที่
สาย STP
คล้ายกับสาย UTP แต่มีชนวน และตัวนำหุ้ม จึงป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดี นิยมใช้แทนสาย UTP ในที่ๆ มีสัญญาณรบกวนมาก เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ
มีราคาแพงกว่าสาย UTP
สาย Fiber Optic
ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เครือข่าย
Bandwidth 10/100/1000 Mbps
ระยะทางในการเชื่อมต่อ500m – 2Km แล้วแต่ชนิดของสาย
รูปแบบการส่งข้อมูลภายในเครือข่าย
Duplex หมายความถึง ความสามารถรับและส่งข้อมูลด้วยอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ
Half Duplex จะรับและส่งข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถทำพร้อมกันได้ กล่าวคือ ถ้าฝ่ายหนึ่งส่งข้อมูล อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นฝ่ายรับ ไม่สามารถส่งได้จนกว่าอีกฝ่ายจะเลิกส่งข้อมูล และเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรับ เหมือนการใช้วิทยุสื่อสาร ได้แก่ Ethernet ประเภท 10BaseT
Full Duplex สามารถรับและส่งข้อมูลไปพร้อมๆ กันได้ เหมือนกันการพูดคุยผ่านโทรศัพท์ ได้แก่ Fast Ethernet หรือ Gigabit Ethernet
ที่มา: http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20070730043420AAXil14
น.ส. ณัฐสุดา วงศ์คช ชั้นม.5/1 เลขที่ 44
เครือข่ายแบบบัส (bus topology)
เครือข่ายแบบบัส เป็นรูปแบบที่มีผู้นิยมใช้มากแบบหนึ่ง เพราะมีโครงสร้างไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องใช้อุปกรณ์สลับสาย การเชื่อมต่อมีลักษณะเป็นแบบหลายจุด สถานีทุกสถานีรวมทั้งอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับสายสื่อสารหลักเพียงสายเดียว เรียกว่า แบ็กโบน (backbone) การจัดส่งข้อมูลลงบนบัสจึงสามารถทำให้การส่งข้อมูลลงบนบัส จึงสามารถทำให้การส่งข้อมูลไปถึงทุกสถานีได้ผ่านสายแบ็กโบนนี้ การจัดส่งวิธีนี้ต้องกำหนดวิธีการที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกันเพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน หรือให้แต่ละสถานีใช้ความถี่สัญญาณที่แตกต่างกัน
ข้อดีข้อเสียของโทโปโลยีแบบบัส
ข้อดี
1.ใช้สายส่งข้อมูลน้อยและมีรูปแบบที่ง่ายในการติดตั้ง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษา
2.สามารถเพิ่มอุปกรณ์ชิ้นใหม่เข้าไปในเครือข่ายได้ง่าย
ข้อเสีย
1.ในกรณีที่เกิดการเสียหายของสายส่งข้อมูลหลัก จะทำให้ทั้งระบบทำงานไม่ได้
2.การตรวจสอบข้อผิดพลาดทำได้ยาก ต้องทำจากหลาย ๆจุด
อ้างอิง
http://203.154.140.2/ict1/5/page_5.htm
นางสาวกาญจนา ตัวไธสง
ชั้น ม 5/3 เลขที่ 26
เรื่องที่ 18 ชนิดของสัญญาณข้อมูล
ชนิดของสัญญาณข้อมูลสามารถจำแนกได้ 2 ชนิดคือ
1.สัญญาณอนาล็อก (analog signal )
เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง ลักษณะเป็นคลื่นไซน์แต่ละคลื่นจะมีความถี่และสัญญาณแตกต่างกัน
2.สัญญาณดิจิตอล ( digital signal )
เป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง รูปแบบของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนสัญญาณอนาล็อก ในการสื่อสารด้วยสัญญาณดิจิตอลข้อมูลในคอมพิวเตอร์จะเป็นเลขฐานสอง (0และ1)โดยจะถูกแทนด้วยสัญญาณดิจิตอล
อ้างอิง http://61.19.33.60/web40201/unit2.htm
-----------------------------------
นางสาว แพรวพรรณ ไวไธสง ชั้น ม.5/3 เลขที่ 24
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว
เป็นการเชื่อมต่อที่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ตัวกลางก่อน ซึ่งคอมพิวเตอร์ตัวกลางนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ โดยคอมพิวเตอร์ตัวกลางจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานในระบบทั้งหมด ซึ่งถ้าคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางเกิดเสียหาย ก็จะทำให้ทั้งระบบไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้
http://www.hs1an.org/index.php?option=com_content&task=view&id=551&Itemid=31
-----------------------------------
นางสาว ศศิธร เลไธสง เลขที่ 31 ชั้นม.5/2
ระบบเครือข่ายแบบดาว (Star Topology)
เป็นเครือข่ายที่ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเรียกว่า โฮสต์ หรือ เซิฟเวอร์
ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ระบบนี้เหมาะแก่การประมวลผล
ที่ศูนย์กลางและอีกส่วนหนึ่งประมวลผลที่เครื่องผู้ใช้ (Client or Work Station) ระบบนี้มีจุดอ่อน
อยู่ที่เครื่อง โฮสต์ คือ การสื่อสารทั้งหมดจะต้องถูกส่งผ่านเครื่อง โฮสต์ แล้วระบบจะหยุดทำงานทันที
ถ้าศูนย์กลางควบคุมเสียหาย
ข้อดีและข้อเสียของระบบเครือข่ายแบบดาว
ข้อดี
1. ง่ายต่อการติดตั้งและการดูแลรักษา
2. หากมีระบบใดระบบหนึ่งเกิดความเสียหายก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย ไม่มีผลกระทบต่อระบบอื่น
3. การบริการก็ง่ายเพราะมีศูนย์กลางในการควบคุม
ข้อเสีย
1. หากศูนย์กลางในการควบคุมเสียหายระบบจะทำงานไม่ได้
2. สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซื้อสายส่งจำนวนมาก
แหล่งอ้างอิง
http://learners.in.th/file/resa_hotmail/view/49627
http://www.skn.ac.th/a_cd/syllabus/star.html
น.ส.ศศิประภา ตีบไธสง ม.5/1 เลขที่ 25
ระบบเครือข่ายแบบ Client / Server
คือ การใช้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเป็นเครื่องหลัก ให้บริการเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารและ จัดแบ่งปันแฟ้มข้อมูลแก่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ที่เป็นลูกข่าย คอมพิวเตอร์เครื่องหลักเรียกว่า File Server (เป็นศูนย์รวมในการเก็บข้อมูล เพื่อสะดวกในการบริหารข้อมูล) ส่วนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไปเรียกว่า Work Station อุปกรณ์ที่จำเป็นในการติดต่อระบบเครือข่าย ได้แก่ สายเคเบิล และการ์ดเครือข่าย (LAN Card) ทำหน้าที่ควบคุมการไหล ของข้อมูล และมี HUB เป็นอุปกรณ์ในการกระจายสัญญาณไปตาม Work Station ต่าง ๆซอฟต์แวร์ที่เป็นที่นิยมในระบบเครือข่ายคือ Netware, Windows NT, Unix ข้อดีคือ มีประสิทธิภาพในการแบ่งปันการใช้งานทรัพยากรแก่ไคลเอนต์ได้ดี ,การรักษาความปลอดภัยสามารถทำได้ดีกว่า, ง่ายต่อการบริหารจัดการหากเครือข่ายถูกขยายขนาด , ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องซอฟต์แวร์และ สะดวกรวดเร็ว ข้อด้อยคือ ผู้ใช้ต้องมีความรู้พอสมควรและต้องมีผู้ดูแลและจัดการเซิร์ฟเวอร์เป็นการเฉพาะ
ที่มา
http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/com_network/sheet/ch1_2_47.htm
น.ส.อริสา ลำไธสง เลขที่24 ชั้นม.5/2
17. หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกสื่อกลางในการนำข้อมูล (Media)
หลักเกณฑ์ที่ต้องคำถึงถึงในการเลือกสื่อกลางที่เหมาะสมกับการสื่อสารข้อมูล สรุปได้ดังนี้
1. อัตราเร็วในการส่งผ่านข้อมูล ( Transmission rate ) พิจารณาจากปริมาณของข้อมูลที่ส่งผ่านว่ามากน้อยเพียงใด ข้อมูลนั้นมีความเร่งด่วนหรือสำคัญขนาดไหน
2. ระยะทาง (Distance) จะต้องทราบว่าระยะทางระหว่างอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อนั้น อยู่ห่างกันแค่ไหน เช่น ภายในห้องเดียวกัน จังหวัดใกล้เคียง หรืออยู่ห่างกันคนละประเทศ เป็นต้น
3. ค่าใช้จ่าย ( Cost ) จะมีค่าใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด และต้องจ่ายในส่วนใดบ้าง เช่น ต้องมีค่าติดตั้ง ค่าดูแลรักษาระบบ หรือ มีค่าบริการรายเดือน เป็นต้น
4. ความสะดวกในการติดตั้ง (Easy of install) โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมของสถานที่ว่าควรใช้สื่อกลางแบบใด เช่น พื้นที่ที่ไม่สะดวกในการเดินสาย ก็อาจใช้ระบบคลื่นไมโครเวฟ หรือดาวเทียมแทน เป็นต้น
5. ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม (Resistance to environmental conditions ) โดยเลือกสื่อกลางให้เหมาะสมกับภูมิประเทศ และสิ่งแวดล้อม
อ้างอิงhttp://www.pbj.ac.th/IT11/C5.htm
ศศิธร ร่องไธสง ชั้นม.5/1เลขที่24
ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer
เป็นระบบเครือข่ายขนาดเล็ก เหมาะสำหรับหน่วยงาน ที่มีคอมพิวเตอร์จำนวนไม่มาก คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อกันบนเครือข่ายไม่มีเครื่องใดทำหน้าที่บริหารจัดการเครือข่าย ก็คือ คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง สามารถเข้าไปใช้ไฟล์ที่เก็บบนเครื่องไหนก็ได้เเละเครื่องพิมพ์อาจถูกติดตั้งไว้ที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง ซอฟต์แวร์ที่ใช้คือ Windows for Workgroups, Windows 95,98,2000 สำหรับการติดตั้งเพียงเพิ่ม Lan Card ในแต่ละเครื่อง เเล้วต่อสายแลน เข้าไปสู่ HUB ระบบเครือข่ายเเบบนี้ก็มีข้อดีข้อด้อยหลายอย่างเเต่ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะส่วนที่สำคัญ ข้อดีก็คือ ไม่ต้องมีการวางแผนหรือบริหารจัดการที่ยุ่งยาก เมื่อเทียบกับเครือข่ายที่ใช้เซิร์ฟเวอร์เป็นคอมพิวเตอร์หลัก ส่งผลให้ทำงานได้ดี ประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการต่อ Network แบบอื่น ๆ เเละที่สำคัญง่ายในการติดตั้ง และสามารถขยายต่อไปในอนาคตได้ดี ข้อด้อยที่สำคัญก็คือ เมื่อจำนวนของผู้ใช้งานมีเพิ่มขึ้นจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการขึ้นเเละส่งผลให้การขยายเครือข่ายทำได้อย่างจำกัด รวมทั้งไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของเครือข่ายได้
เเหล่งอ้างอิง
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network8.htm
นายนิคม บุญหลาย เลขที่ 5 ม.5/1
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
การส่ง-รับข้อมูลเพื่อโอนถ่ายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันรัฃะหว่างผู้รับและผู้ส่ง จะสำเร็จได้ต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ
1) คุณภาพของสัญญาณข้อมูลที่ส่ง-รับกัน
2) คุณลักษณะของสายสื่อสาร สำหรับส่งผ่านข้อมูล
รูปแบบการส่งสัญญาณข้อมูล (Transmission Definition)
สามารถจัดรูปแบบได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้
1) แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex ) ข้อมูลจะส่งได้ทางเดียวเท่านั้น และตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การกระจายเสียงของ สถานี วิทยุ หรือ การแพร่ภาพทางโทรทัศน์ เป็นต้น
2) แบบกึ่งทางกึ่งทางคู่หรือครึ่งเพล็ก(Either-Way of Two Ways หรือ Half Duplex)การส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับกันส่ง จะทำในเวลาเดียวกันไม่ได้ การเป็นผู้ส่งสัญญาณคือต้องผลัดกันพูด บางครั้งเราเรียกสื่อสารแบบ Hafl Duplex ว่า แบบสายคู่(Two-Wire Line)
3) แบบทางคู่(Full-Duplex)คือการส่งข้อมูลได้พร้อม ๆ กัน ทั้งสองทาง เช่น การคุยโทรศัพท์
4) แบบสะท้อนสัญญาณหรือ เอ๊กโคเพล๊กซ์ (Echo-Plex) คือคอมพิวเตอร์รับข้อมูลหรือทำตามคำสั่งข้อความหรือคำสั่งจะปรากฎบนจอภาพคอมพิวเตอร์ของ เครื่อง Terminal ด้วยเช่นกัน เนื่องจากขณะสัญญาณตัวอักขระที่ถูกส่งจากคีย์บอร์ดไปยัง Host ซึ่ง เป็นแบบ Full-Duplex จะสะท้อนกลับมาปรากฎที่จอภาพเครื่อง Terminal ด้วย
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/datacom/datatransmission.htm#2
…………………………………………………………………
น.ส วรรณภา เวียงไธสง
ชั้น ม. 5/3 เลขที่ 42
การเชื่อมต่อ Internet Intranet และ Extranet
อินเทอร์เน็ต (Internet) คือเครือค่ายคอมพิวเตอร์นานาชาติที่มีสายตรงเชื่อมต่อไปยังสถาบันและหน่วยงานต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลกผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ทางอีเมล์สามารถสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศรวมทั้งคัดลอกแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมมาใช้ได้อย่างไรก็ตามมีผู้เปรียบอินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนทางหลวงระหว่างประเทศกล่าวคือจะต้องมีเครือข่ายภายในรับช่วงต่ออีกทอดหนึ่ง
(เช่น เครือข่ายภายในมหาวิทยาลัย องค์กร หรือเครือข่ายของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต)
อินทราเน็ต (Intranet) คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์กรใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตจะต้องใช้โปรโตคอลIP เหมือนกับอินเทอร์เน็ต สามารถมีเว็บไซต์และใช้เว็บเบราว์เซอร์ได้เช่นกันรวมถึงอีเมล์ถ้าเราเชื่อมต่ออินทราเน็ตของเรากับอินเทอร์เน็ต เราก็สามารถใช้ได้ทั้งอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ตไปพร้อมๆกันใน
แต่ละการใช้งานจะแตกต่างกันด้านความเร็วในการโหลดไฟล์ใหญ่อินทราเน็ตจะเร็วกว่าอินเทอร์เน็ต
เอกซ์ทราเน็ต(Extranet)หรือเครือข่ายภายนอกองค์กรคือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร หรือ อินทราเน็ตเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กรเช่น ระบบคอมพิวเตอร์ของสาขาๆของผู้จัดจำหน่ายหรือของลูกค้าเป็นต้น
http://lib09.kku.ac.th/km/?p=25
นางสาววรันญา เกรียมไธสง
เลขที่31 ม.5/3
อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์
*การ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย (Network Interface Card :NIC) คือ แผงวงจรที่ ใช้ในการเชื่อมต่อสายสัญญาณ ที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องแม่ และเป็นเครื่องลูก มีหน้าที่แปลงสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ส่งไปตามสายสัญญาณ ทำให้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้
*โมเด็ม ( Modem : Modulator Demodulator) คือ อุปกรณ์ที่แปลงสัญญาณดิจิตอล ของคอมพิวเตอร์ที่เป็นผู้ส่ง เพื่อส่งไปตามสายสัญญาณข้อมูลแบบอนาลอก เมื่อถึงคอมพิวเตอร์ผู้รับ โมเด็มจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณอนาลอก ให้เป็นดิจิตอลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการประมวลผล
*ฮับ ( Hub) คือ อุปกรณ์เชื่อมต่อที่ใช้เป็นจุดรวมและแยกสายสัญญาณ เพื่อให้เกิดความสะดวก ในการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว
ที่มา:http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g106/page5.html
นายวรเชษฐ์ พฤกชาติ
ม.5/2 เลขที่ 11
โทโปโลยีแบบวงแหวน (Ring topology)
การเชื่อมต่อแบบวงแหวนมีวิธีการเชื่อมต่อคือจากจุดหนึ่งโยงไปยังจุดต่อไป จุดสุดท้ายจะเชื่อมโยงกลับมายังจุดแรกสุด ซึ่งจะทำให้การเชื่อมโยงวนเป็นวงกลม สัญญาณข้อมูลที่ถูกส่งออกจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งจะส่งผ่านไปยังเครื่องถัดไปพร้อมกับหมายเลขเครือข่ายต้นทางและปลายทาง ซึ่งเครื่องที่ได้รับจะตรวจสอบว่าปลายทางที่ต้องการตรงกับหมายเลขของตนหรือไม่ ถ้าตรงจะรับชุดข้อมูลนั้นไว้ แต่ถ้าไม่ตรงจะส่งชุดข้อมูลต่อไปยังเครื่องถัดไป ถ้าชุดข้อมูลนั้นถูกส่งกลับมาถึงเครื่องต้นทางแสดงว่าไม่มีสถานีปลายทางที่ต้องการส่งข้อมูลไปหาอยู่ในเครือข่าย
ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบวงแหวนคือไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง และการส่งสัญญาณจะไม่มีการชนกันของสัญญาณ
ที่มา
http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g106/page5.html
นางสาววลัญญาภรณ์ จันทร์เพ็ญมงคล
ม.5/1 เลขที่ 22
เรื่องที่9การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว(Star Topology)
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว(STAR TOPOLOGY)
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาวประกอบด้วยคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องมาเชื่อมต่อในลักษณะแบบดาว คือ มีคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ เป็นการเชื่อมต่อสถานีหรือจุดต่าง ๆ ออกจาก คอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง หรือคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่เรียกว่า File Server แต่ละสถานีจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อกับศูนย์กลาง ไม่มีการใช้สายสัญญาณร่วมกัน เมื่อสถานีใดเกิดความเสียหาย จะไม่มีผลกระทบกับสถานีอื่น ๆ ปัจจุบันนิยมใช้อุปกรณ์ (Hub) จะมีลักษณะคล้ายกับดาวกระจาย เป็นศูนย์กลางการต่อเชื่อม โดยการนำสถานีต่าง ๆ มาต่อร่วมกันกับหน่วยสลับสายกลาง เพื่อเชื่อมโยงระหว่างสถานีต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อกัน ข้อดีของระบบนี้คือ เมื่อสายใดหลุดหรือขาดการต่อเชื่อม จะไม่มีผลต่อระบบทั้งหมด เป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันนี้
อ้างอิง http://www.student.chula.ac.th/49370425/new_page_3.htm.
-----------------------------------
ชื่อนางสาวสังวาลย์ กังขอนนอก
ชั้มม.5/3 เลขที่25
เรื่องที่ 18 ชนิดของสัญญาณข้อมูล(signal)
ชนิดของสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้ 2 ประเภท
1.สัญญาณอนาล็อก (analog signal)
1.1 สัญญาณอนาล็อกเป็นสัญญาณต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์
1.2 เมื่อข้อมูลผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณอุปกรณ์ก็จะแปลสัญญาณให้เป็นสัญญาณที่ถูกต้อง
2.สัญญาณดิจิตอล (digital signal)
2.1 สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณต่อเนื่อง
2.2 รูปแบบของสัญญาณดิจิตอลจะไม่ปะติดปะต่อกัน
1.3 ในการสื่อสารด้วยสัญญาณดิจิตอล ข้อมูลในคอมพิวเตอร์จะถูกแทนที่ด้วยสัญญาณดิจิตอล
แหล่งที่มา:http//61.19.33.60/web40201/unit2.htm.
---------------------------------
ชื่อ นางสาว นันทิยา เดชโคบุตร ชั้น ม.5/3
เลขที่ 16
เรื่องที่ 9 การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว(star topology)
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาวเป็นการเชื่อมต่อสถานีหรือจุดต่างๆออกจากคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง หรือคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่เรียกว่าfile serve แต่ละสถานีจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อศูนย์กลาง ไม่มีการใช้สายสัยญาณร่วมกัน เมื่อสถานีใดเกิดความเสียหาย จะไม่มีผลต่อกระทบต่อสถานีอื่นๆปัจจุบันนิยมใช้อุปกรณ์ hub เป็นตัวเชื่อมต่อจากคอมพิวเตอร์แม่ข่าย หรือคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง
ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบดาวก็คือง่ายต่อการให้บริการเพราะมีศูนย์กลางอยู่ที่คอมพิวเตอร์แม่ข่ายอยู่เครื่องเดียว
อ้างอิงhttp://www.student.chula.ac.th/49370425/new_3.htm
เรื่องที่ 9 การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว(star topology)
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาวเป็นการเชื่อมต่อสถานีหรือจุดต่างๆออกจากคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง หรือคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่เรียกว่าfile serve แต่ละสถานีจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อศูนย์กลาง ไม่มีการใช้สายสัยญาณร่วมกัน เมื่อสถานีใดเกิดความเสียหาย จะไม่มีผลต่อกระทบต่อสถานีอื่นๆปัจจุบันนิยมใช้อุปกรณ์ hub เป็นตัวเชื่อมต่อจากคอมพิวเตอร์แม่ข่าย หรือคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง
ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบดาวก็คือง่ายต่อการให้บริการเพราะมีศูนย์กลางอยู่ที่คอมพิวเตอร์แม่ข่ายอยู่เครื่องเดียว
ชื่อนางสาวนุชนารถ ผาดไธสง เลขที่ 39 ม.5/3
อ้างอิงhttp://www.student.chula.ac.th/49370425/new_3.htm
ระบบเครือข่ายแบบ Client/server
ระบบเครือข่ายแบบ Client/server มีการใช้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเป็นหลัก ทำหน้าที่ให้บริการเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งจักแบ่งปันข้อมูลแก่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ คอมพิวเตอร์เครื่องหลักนี้เรียกว่า File server File server นี้จะต้องเปิดทิ้งไว้ห้ามปิดในระหว่างใช้งาน สำหรับอุปกรณ์ที่จำเป็นในการติดต่อระบบเครือข่าย LAN card ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของข้อมูล
ข้อดีของการต่อแบบ Client/sever
ให้ประสิทธิภาพในการแบ่งปันการใช้ทรัพยากรแก่ไคลเอนต์ได้ดีกว่า คอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์มักเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถติดตั้งแอพพลิเคชั่นไว้ที่เซิร์ฟเวอร์เพียงชุดเดียว ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องซอฟต์แวร์ สามรถทำสำเนาข้อมูลที่ศูนย์กลาง ทำให้สะดวกรวดเร็ว
ข้อด้อยของการต่อแบบ Client/server
ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ 1 ตัว สูงกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป ต้องมีผู้ดูแลและจัดการเซิร์ฟเวอร์เป็นการเฉพาะ
แหล่งอ้างอิง
http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/com_network/sheet/ch1_2_47.htm
น.ส.ปรียาภรณ์ วังหมวดมนต์ ชั้น ม.5/2 เลขที่ 18
ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายแลนหนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงาน รวมกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มงาน แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆกลุ่ม จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายใหญ่ขึ้น
1.การใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน ซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูล ข่าวสาร หรือ ข้อมูลใช้งาน แล้วให้ผู้ใช้ซึ่งเป็นเครื่องขอใช้ข้อมูล การเรียกข้อมูล การเรียกใช้ฐานข้อมูลร่วมกันได้แล้ว เพื่อเกิดปรับปรุงข้อมูล การขอดู และการเรียกค้นกระทำได้ทันที
2.การแบ่งปันทรัพยากรในเครือข่าย นอกจากที่เราจะใช้ฐานข้อมูลร่วมกันแล้ว เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นการประหยัดทรัพยากร
3.การติดต่อสื่อสารระหว่างกันบนเครือข่าย เมื่อมีการเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนที่อยู่บนเครือข่าย จะสามารถใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน สามารถโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันได้
4.สำนักงานอัตโนมัติ ใช้ระบบการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างกันได้ทันที ปัจจุบันสำนักงานส่วนใหญ่ใช้ซอฟต์แวร์ประมวลคำพิมพ์งานเอกสาร เกิดความคล่องตัว และรวดเร็ว
แหล่งอ้างอิง
http://www.information11.th.gs/web-i/nformation11/page28.htm
ชื่อ นางสาวบุษยา วังหมวดมนต์ ชั้น ม. 5/3 เลขที่ 11
องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
การติดต่อสื่อสารเป็นสิ่งที่เกดขึ้นควบคู่มากับมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน โดยมนุษย์ใช้ภาษาเป็นสื่อในการส่งข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันโดยมีอากาศเป็นตัวกลาง ในภาษาที่มนุษย์ใช้ภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันนั้น หรือคำพูด แทนหรือหมายถึงสิ่งใด มนุษย์ได้คิดค้นวิธีการและ เครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร หรือการใช้ม้าเร็วในการส่งสาส์น จนกระทั่งพัฒนามาเป็นการใช้โทรเลข วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ และอินตเน็ต
ความหมายของการสื่อสารข้อมูล เกดจากคำสองคำคือ การสื่อสาร (Communication) ซึ่งหมายถึง การส่งเนื้อหาจากฝ่ายหนึ่ง ไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง และคำว่าข้อมูล (Data) หมายถึงข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ถือหรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง สำหรับใช้เป็นหลักอนุมานหาความจริงหรือการคำนวณ หมายถึงข้อมูลที่ เกิดขึ้นจากเครื่องคอมพิวเตอร์ในรูปตัวเลข 0 หรือ 1 ต่อเนื่องกันไปซึ้งเป็นค่าที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจ นั้น คือการสื่อสารข้อมูล หมายถึง การส่งเนื้อหาที่อยู่ในรูปตัวเลขฐานสองที่เกิดจากอุปกรณ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป
แหล่งที่มา
http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/references.htm
ชื่อ นางสาวอาภรณ์ ตองติดรัมย์ ชั้น ม.5/3 เลขที่ 45
ประเภทของ Server
เซิร์ฟเวอร์ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ File Server, print server, Data bose server, Application sever
1.File Server ทำหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยจัดเก็บไฟล์จำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์ รวมศุนย์ เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลที่เดียว
2. print server ที่ต้องมี print server คือ แบ่งให้พริ้นเตอร์แพงบางรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ ประกอบด้วยการจัดคิวโดยส่วนใหญ่ มีน้อยองค์กร ที่จะซื้อมาใช้
3. Data bose server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้ เพื่อรับแบบที่เป็นแบบเป็นฐานข้อมูลDBMs เช่น SQL ฯลฯ โดยภายในเซิร์ปเวอร์นี้มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอนต์
4. Application sever คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รับโปรแกรมประยุกต์ได้โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอนต์ เช่น Mail Server, Proxy Server หรือ Web Server
แหล่งอ้างอิง
http://www.tws.ac.th/thoenwit/Library/ruen%20computer/www.ruencom.com/itshop/tech/whatserver.htm
นายธีรพงศ์ กุงไธสง ชั้น ม.5/3 เลขที่ 1
รูปแบบของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
แบ่งตามลักษณะการทำงาน ได้เป็น 3 ประเภทคือ
1.ระบบเครือข่ายแบบรวมศูนย์กลาง (Centralized Networks)
เป็นระบบที่มีเครื่องหลักเพียงเครื่องเดียวที่ใช้ในการประมวลผล ซึ่งจะตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางและมีการเชื่อมต่อไปยังเครื่องที่อยู่รอบๆ โดยการเดินสายเคเบิลเชื่อมต่อกันโดยตรง เพื่อให้เครื่องที่อยู่รอบๆสามารถเข้าใช้งาน โดยส่งคำสั่งต่างๆ มาประมวลผลที่เครื่องกลาง ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง ปัจจุบันระบบเครือข่ายแบบนี้จะมีราคาสูง จึงนิยมใช้งานลดลง
2.ระบบเครือข่าย Peer-to-Peer
แต่ละสถานีงานบนระบบเครือข่ายแบบนี้จะมีความเท่าเทียมกันสามารถที่จะแบ่งปันทรัพยากรให้แก่กันและกันได้ เช่นการใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกันในเครือข่าย ในขณะเดียวกันเครื่องแต่ละสถานีงานก็จะมีขีดความสามารถในการทำงานได้ด้วยตัวเอง (Stand Alone)คือต้องมีทรัพยากรภายในของตัวเอง เช่น มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลได้ ระบบนี้เหมาะสมสำหรับสำนักงานขนาดเล็ก ที่มีสถานีงานประมาณ 5-10 เครื่องที่วางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพราะง่ายในการจัดตั้ง และมีราคาถูก
3.ระบบเครือข่ายแบบ Client/Server
เป็นระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง และมีการใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ระบบนี้สามารถสนับสนุนให้มีเครื่องลูกข่ายได้เป็นจำนวนมาก ระบบนี้จะทำงานโดยมีเครื่อง Server ที่ให้บริการ เป็นศูนย์กลางอย่างน้อย 1 เครื่อง แตกต่างจากระบบเครือข่ายแบบรวมศูนย์กลางคือ เครื่องที่ทำหน้าที่ให้บริการในระบบนี้จะเป็นเครื่องที่มีราคาไม่แพงมาก อาจใช้เพียงเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงในการควบคุมการให้บริการทรัพยากรต่างๆ นอกจากนี้เครื่องลูกข่ายต้องมีความสามารถในการประมวลผล และมีพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลท้องถิ่นเป็นของตนเองด้วย
ที่มา http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network8
น.ส.ชิรนันท์ ชุมไธสง ม.5/1 เลขที่17
การเชื่อมInternet IntranetและExtranet
อินเทอร์เน็ต (Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีสาย
ตรงเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก
ให้แก่ผู้ใช้งาน ผู้ใช้สามารถสื่อสารถึงกันได้ทางอีเมล์และ
สามารถค้นหาข้อมูล สารสนเทศและคัดลอกแฟ้มข้อมูลหรือโปรแกรมมาใช้ได้
อินทราเน็ต (Intranet) คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์
กร ในการใช้งานอินทราเน็ตจะต้องใช้โปรโตคอล
IP เหมือนกับอินเทอร์เน็ต สามารถมีเว็บไซต์และใช้เว็บเบราว์เซอร์ได้
ถ้าเชื่อมต่ออินทราเน็ตกับอินเทอร์เน็ต ก็สามารถใช้ได้ทั้งอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต ไปพร้อมๆกันได้แต่ในการใช้งานนั้นจะแตกต่างกันด้านความเร็ว ในการโหลดไฟล์ใหญ่ๆ
จากเว็บไซต์ในอินทราเน็ตจะเร็วกว่าการโหลดจากอินเทอร์เน็ตมาก
เอกซ์ทราเน็ต (Extranet) หรือ เครือข่ายภายนอกองค์กรคือระบบเครือ
ข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร เช่น
ของผู้จัดจำหน่าย หรือ ของลูกค้า โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอาจ
เป็นได้ทั้งการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือ
ข่ายเสมือนระหว่างระบบอินทราเน็ตหลายๆ เครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ต
แหล่งอ้างอิง http://lib0.kku.ac.th/km/p=25
นางสาว มณีวรรณ ศิลปชัย ม.5/1 เลขที่ 36
การเชื่อมInternet IntranetและExtranet
อินเทอร์เน็ต (Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีสายตรงเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน ผู้ใช้สามารถสื่อสารถึงกันได้ทางอีเมล์และสามารถค้นหาข้อมูล สารสนเทศและคัดลอกแฟ้มข้อมูลหรือโปรแกรมมาใช้ได้
อินทราเน็ต (Intranet) คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์กร ในการใช้งานอินทราเน็ตจะต้องใช้โปรโตคอลIP เหมือนกับอินเทอร์เน็ต สามารถมีเว็บไซต์และใช้เว็บเบราว์เซอร์ได้ถ้าเชื่อมต่ออินทราเน็ตกับอินเทอร์เน็ต ก็สามารถใช้ได้ทั้งอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต ไปพร้อมๆกันได้แต่ในการใช้งานนั้นจะแตกต่างกันด้านความเร็ว ในการโหลดไฟล์ใหญ่ๆจากเว็บไซต์ในอินทราเน็ตจะเร็วกว่าการโหลดจากอินเทอร์เน็ตมาก
เอกซ์ทราเน็ต (Extranet) หรือ เครือข่ายภายนอกองค์กรคือระบบเครือ
ข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร เช่นของผู้จัดจำหน่าย หรือ ของลูกค้า โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอาจ
เป็นได้ทั้งการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือ
ข่ายเสมือนระหว่างระบบอินทราเน็ตหลายๆ เครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ต
แหล่งอ้างอิง http://lib09.kku.ac.th/km/?p=25
นางสาว มณีวรรณ ศิลปชัย ม.5/1 เลขที่ 36
ชนิดของสื่อกลางในการสื่อสารข้อมูล
*สายเกลียวคู่ ( Twisted Pair Cable )
สายเกลียวคู่มีราคาถูก ประกอบด้วยทองแดง 2 เส้น แต่ละเส้นมีฉนวนหุ้มพันกันเป็นเกลียว สามารถรบกวนจากสนามแม่เหล็กได้ แต่ ไม่สามารถป้องกันการสูญเสียพลังงานจากการแผ่รังสีความร้อนได้ในขณะที่มีสัญญาณส่งผ่านสาย สายเกลียวคู่ 1 คู่ จะแทนการสื่อสาร ได้ 1 ช่องทาง สายเกลียวคู่สามารถใช้ได้ทั้งการส่งสัญญาณข้อมูลแบบอนาลอก และ แบบดิจิตอล
*สายโคแอกเชียล ( Coaxial Cable)
สายโคแอกเชียลหรือเรียกสั้นๆ ว่า " สายโคแอก " เป็นสายสื่อสารที่มีคุณภาพดีและราคาแพง การส่งข้อมูลจะอยู่ตรงกลางเป็นลวดทองแดงมีชั้นของตัวเหนี่ยวนำหุ้มอยู่ 2 ชั้น ชั้นในเป็นฟั่นเกลียวหรือชั้นแข็ง ชั้นนอกเป็นฟั่นเกลียว และคั่นระหว่าง ชั้นด้วยฉนวนหนา เปลือกชั้นนอกสุดเป็นฉนวน ชั้นตัวเหนี่ยวนำป้องกันการสูญเสียพลังงานการแผ่รังสี เปลือกฉนวนหนา ทำให้สายโคแอกมีความคงทนสามารถฝังเดินสายใต้พื้นดินได้ นอก จากนั้นสายโคแอกยังช่วยป้องกัน " การสะท้อนกลับ " ( Echo ) ของเสียงได้อีกแและลดการรบกวนจากภายนอกได้ดีเช่นกัน สายโคแอกสามารถส่งสัญญาณข้อมูลได้ทั้งช่องทางแบบเบสแบนด์และแบบบรอดแบนด์
*สายไฟเบอร์ออปติก ( Fiber Optic Cable )
สายไฟเบอร์ออปติกทำจากแก้วหรือ พลาสติกสามารถส่งลำแสงผ่านสายได้ทีละหลายๆ ลำแสงด้วยมุมที่ต่างกัน ลำแสงที่ส่งออกไปเป็นพัลส์นั้น จะสะท้อนกลับไปมาที่ผิวของสายชั้นในจึงถึงปลายทาง
จากสัญญาณข้อมูลซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณอนาลอกหรือ ดิจิตอล จะผ่านอุปกรณ์ทีทำหน้าที่มอดูเลตสัญญาณเสียก่อน จากนั้นจะส่งสัญญาณ มอดูเลตผ่านตัวไดโอดซึ่งมี 2 ชนิดคือ LED ไดโอด ( Light Emitting Diode ) และ เลเซอร์ ไดโอด หรือ ILD ไดโอด ( Injection Laser Diode) ไดโอดจะมีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณมอดูเลตให้เป็นลำแสงเลเซอร์ซึ่งเป็นคลื่นแสงในย่านทีมองเห็นได้
ทีมาhttp://cptd.chandra.ac.th/selfstud/datacom/typeofdatacom.htm#5
ชื่อ นายณัฐพงศ์ แสวงชัย ม.5/2 เลขที่ 1
ชนิดของสัญญาณข้อมูล
ชนิดของสัญญาณข้อมูล แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
1. สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง ที่มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (Sine Wave) โดยหน่วยวัดสัญญาณแบบนี้คือ เฮิรตซ์ (Hertz)
2.สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) เป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง รูปแบบของสัญญาณ ไม่ปะติดปะต่อกัน โดยหน่วยวัดสัญญาณแบบนี้คือ โมเด็ม (Modem) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิตอลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก
แหล่งอ้างอิง http://school.obec.go.th/wattiandad/text/internet.htm
น.ส เมวิกา สูบไธสง ชั้น ม.5/2 เลขที่ 35
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบวงแหวน
เป็นลักษณะการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบหนึ่ง สามารถเรียกอีกชื่อว่าTokenRingเป็นการเชื่อมต่อเป็นลักษณะวงกลม โดยสถานีแรกเชื่อมต่อกับสถานีสุดท้าย การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายจะต้องผ่านทุกสถานี โดยมีตัวนำข่าวสารวิ่งไปบนสายสัญญาณของแต่ละสถานี ต้องคอยตรวจสอบข้อมูลที่ส่งมา ถ้าไม่ใช่ของตนเอง ต้องส่งผ่านไปยังสถานีอื่นต่อไป ตัวอย่าง การเชื่อมต่อของIBM Token Ring ที่ต้องมีตัวนำข่าวสาร หรือ Token นำข่าวสารวิ่งวนไปรอบสายสัญญาณหรือ Ring แต่ละสถานีจะคอยตรวจสอบ Token ว่าข่าวสารที่นำมาด้วยเป็นของตนหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะรับข่าวสารนั้นไว้ แล้วส่ง Token ให้สถานีอื่นใช้ต่อไปได้
การทำงานจะมีการส่งผ่าน(Token)
จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งในเครือข่าย
ปัญหาของการต่อแบบนี้คือถ้าจุดใดมีปัญหาจะทำให้ทั้งระบบมีปัญหาตามไปด้วย
ข้อดี ใช้สายส่งสัญญาณน้อยกว่าแบบดาวเหมาะกับการเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณใยแก้วนำแสง
เพราะส่งข้อมูลทางเดียวด้วยความเร็วสูง
ข้อเสีย
ระบบจะไม่สามารถทำงานต่อไปได้จนกว่าจะแก้ไขจุดเสียนั้นและยากในการตรวจสอบว่ามีปัญหาที่จุดใด
และถ้าต้องการเพิ่มสถานีเข้าไปจะกระทำได้ยาก
อ้างอิง:้้ีhttp//blog.eduzones.com/banny/3477
นายปิยะวัฒน์ ออดไธสง ชั้นม.5/3 เลขที่ 2
รูปแบบของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
สมัยก่อนที่จะมีระบบคอมพิวเตอร์นั้น การแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆไม่ค่อยจะมีความสะดวกมากเท่าไหร และเสี่ยงที่ข้อมูลจะหายในเวลาข้นย้าย จึงเป็นเหตุทำให้ต้องมีระบบเครือข่ายขึ้นมาใช้ในปัจจุบัน
ประเภทเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบ่งได้ 3 ประเภทดังนี้
1.ระบบคอมพิวเตอร์ระยะใกล้ (Local Area Network หรือ LAN )หรือที่เรียกว่า เครือข่ายแลน เป็นระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่นที่ครอบคลุมจำกัดพื้นที่ เชื่อมต่อบริเวณใกล้ๆหรือพื้นที่เดียวกัน
2.ระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์สระยะกลาง(Metropolitan Area Network หรือ MAN) หรือที่เรียกว่า เครือข่ายแมนเป็นระบบเครือข่ายระดับเมือง ใช้เครือข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย
3.ระบบเครือข่ายระยะไกล(Wide Area Network หรือ WAN) หรือที่เรียกว่า ครือข่ายแวน เป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่อยู่ไกลเข้าด้วยกัน ใช้ในการติดกันในระดับประเทศ หรือทวีปทั่วโลก บางทีระบบเครือข่ายที่กว้างที่สุด ก็คือ ระบบอินเตอร์เน็ตที่เรารู้จักนั้นเอง
อ้างอิง
http://www.radompon.com/computerproject/Web2006/Network/
http://www.mcc.ac.th/ICT_Trainning_Net_work.doc
18 ชนิดของสัญญาณข้อมูล (Signal)
แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
1. สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง ที่มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (Sine Wave) คลื่นจะมีความถี่ และความเข้มของสัญญาณที่ต่างกัน โดยมีหน่วยวัดสัญญาณเป็น เฮิรตซ์ (Hertz)
2. สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) เป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง โดยรูปแบบของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ปะติดปะต่อกัน โดยมีอัตราการส่งข้อมูลมีหน่วยเป็น bps หรือ Bit Per Secondโมเด็ม (Modem) เป็นอุปกรณ์ ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณอนาล็อก และทำหน้าที่แปลงสัญญาณอนาล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตอลเพื่อคอมพิวเตอร์จะได้นำไปประมวลผล โมเด็มสามารถจำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ โมเด็มแบบภายนอก (external modem) โมเด็มภายใน (internal modem) และโมเด็มไร้สาย (wireless modem)
แหล่งอ้างอิง http://school.obec.go.th/wattiandad/text/internet.htm
นางสาวพูนทรัพย์ กำไธสง ชั้น ม. 5/2 เลขที่ 34
รูปแบบระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) หมายถึงการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยการอาศัยช่องทางการสื่อสารข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเป้นการใช้ร่วมกัน
ประเภทของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
แบ่งไดเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN) เป็นเครือข่ายระยะใกล้ ใช้กันอยู่ในบริเวณที่จำกัดพื้นที่ หรืออยู่ในองค์กรเดียวกัน อาคารที่ใกล้กัน มหาวิทยาลัย ระบบเครือข่ายท้องถิ่นนั้นสามารถส่งข้อมูลและแลกเปลี่ยนกันได้สะดวก ประหยัดทุนในการส่งย้ายข้อมูล
2. เครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network หรือ MAN) เป็นเครือข่ายขนาดกลาง ใช้ติดต่อกันภายในเมือง หรือจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน เป็นการใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย
3. เครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network หรือ WAN) เป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่
ที่เกิดจากการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายต่างๆที่อยู่ไกลเข้าด้วยกันและ ติดตั้งบริเวณกว้าง โดยมีสื่อกลางหลายชนิดคือ เช่น ระบบคลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ หรือดาวเทียม
อ้างอิง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nong-mod&month=12-2007&date=05&group=7&gblog=1
http://www.radompon.com/computerproject/Web2006/Network
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบวงแหวน การเชื่อมต่อแบบนี้เป็นรูปแบบที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่ายนี้ จะถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลมและข้อมูลก็จะไหลเวียนไปในทิศทางเดียวกันในแต่ละเครื่องนี้ก็จะมี รีพิตเตอร์ ( Repeater) ประจำอยู่เครื่องล่ะ 1 ตัว เพื่อจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นในการติดต่อสื่อสารเข้ามาที่ส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และก็ทำการตรวจสอบว่าส่วนหัวของแพ็กเกจที่มาถึงนั้นเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไป
ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบวงแหวน การส่งข้อมูลนั้นจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จะไม่มีการชนการของข้อมูลและคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องก็สามารถส่งข้อมูลได้เท่าเทียมกันด้วย
ข้อเสียของการเชื่อมต่อแบบวงแหวน ถ้าหากว่ามีเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาก การส่งผ่านข้อมูลนั้นก็จะไม่สามารถทำได้เลย
http://www.kingsolder.com/computer/network/network2.asp
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
สามารถจัดรูปแบบได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้
1.แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex )ในการส่งสัญญาณข้อมูลแบบ simplex ข้อมูลจะถูกส่งไปในทางเดียวเท่านั้น และตลอดเวลา
2.แบบกลึ่งทางกึ่งทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ (Either-Way of Two Waysหรือ Half Duplex) การสื่อสารแบบ Half Duplex เราสามารถส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับกันส่ง จะทำใน เวลาเดียว กันไม่ได้
3.แบบทางคู่ (Full-Duplex) ในแบบนี้เราสามารถส่งข้อมูลได้พร้อมๆ กันทั้งสองทางสามารถสื่อสารพร้อมกันได้ทั้งสองฝ่าย บางครั้งเรียกการสื่อสารแบบทางคูว่า Four-Wire Line ตัวอย่างเช่น การพูดคุยโทรศัพท์
4.แบบสะท้อนสัญญาณหรือ เอ๊กโคเพล๊กซ์ (Echo-Plex) เป็นการส่งสัญญาณที่รวมทั้ง Half-Duplex และ Full-Duplex ไว้รวมกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคีย์บอร์ และจอภาพของเครือง
แหล่งอ้างอิง
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/datacom/datatransmission.htm#2
โดย: นางสาว บุษรา หาญภักดี ชั้น: ม.5/3 เลขที่: 23
โปรโตคอล คือ ระเบียบวิธีที่กำหนดขึ้นเพื่อสื่อสารข้อมูลให้ส่งผ่านไปยังปลายทางได้ หรือพูดง่าย ๆก็คือ ภาษาที่คอมพิวเตอร์สื่อสารกัน ซึ่งปัจจุบันมีหลาย protocol เช่น โปรโตคอลที่ พัฒนาโดยบริษัท Novell เป็นผู้พัฒนาระบบ ปฎิบัติการ Netware มี protocol หลัก 2 protocol คือ IPX และ SPX โดย IPX ทำหน้าที่ในระดับ network layer มีกลไกการส่งผ่านข้อมูลแบบ connectionless,unrealiable คือ ผู้ส่งไม่ต้องรอสัญญาณยืนยันการรับจากผู้รับและไม่ตรวจสอบว่าผู้รับได้รับข้อมูลหรือไม่ ส่วน SPX ทำหน้าที่ในระดับ transport layer โดยมีการตรวจสอบสัญญาณการยืนยันการรับ-ส่งข้อมูลจากผู้รับและมีการส่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ปกติ Novell ใช้ IPX เพื่อส่งและรับ Packet และใช้ SPX เพื่อจัดการเครือข่าย
แหล่งที่มา http://student.nu.ac.th/45273380_mod/protocol.htm
………………………………
นายพีรกานต์ กลมไธสง ชั้น ม.5/2 เลขที่ 2
อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์
การ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย (Network Interface Card :NIC) คือ แผงวงจรสำหรับ ใช้ในการเชื่อมต่อสายสัญญาณของเครือข่าย ติดตั้งไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องแม่ข่าย และเครื่องที่เป็นลูกข่าย หน้าที่ของการ์ดนี้คือแปลงสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ส่งผ่านไปตามสายสัญญาณ ทำให้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้
โมเด็ม ( Modem : Modulator Demodulator) คือ อุปกรณ์สำหรับการแปลงสัญญาณดิจิตอล จากคอมพิวเตอร์ด้านผู้ส่ง เพื่อส่งไปตามสายสัญญาณข้อมูลแบบอนาลอกเมื่อถึงคอมพิวเตอร์ด้านผู้รับ โมเด็มก็จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณอนาลอก ให้เป็นดิจิตอลนำเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการประมวลผล โดยปกติจะใช้โมเด็มกับระบบเครือข่ายระยะไกล โดยการใชสายโทรศัพท์เป็นสื่อกลาง เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
ฮับ ( Hub) คือ อุปกรณ์เชื่อมต่อที่ใช้เป็นจุดรวม และ แยกสายสัญญาณ เพื่อให้เกิดความสะดวก ในการเชื่อมต่อของเครือข่ายแบบดาว โดยปกติใช้เป็นจุดรวมการเชื่อมต่อสายสัญญาณระหว่าง File Server กับ Workstation ต่าง ๆ
อ้างอิงhttp://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g106/page5.html
นายสุเมธ สวัสดี
ม.5/2 เลขที่ 8
อุปกรณ์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์คือ
การเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการโอนถ่ายข้อมูลและสามารถสื่อสารระหว่างกันได้
อินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลในด้านต่างๆ และมีการให้บริการในหลายรูปแบบ เช่น ไปรษณีย์อิเล็คโทรนิค (E-mail), การสนทนาทางเครือข่าย (MSN, ICQ), เว็บ, การเล่นเกมส์ออนไลน์ (Ragnarok) , การเข้าชมเว็บไซต์ (Web)
รูปแบบการส่งข้อมูลภายในเครือข่าย
Duplex หมายความถึง ความสามารถรับและส่งข้อมูลด้วยอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ
Half Duplex จะรับและส่งข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถทำพร้อมกันได้ กล่าวคือ ถ้าฝ่ายหนึ่งส่งข้อมูล อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นฝ่ายรับ ไม่สามารถส่งได้จนกว่าอีกฝ่ายจะเลิกส่งข้อมูล และเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรับ เหมือนการใช้วิทยุสื่อสาร ได้แก่ Ethernet ประเภท 10BaseT (10Mbps) เป็นต้น
Full Duplex สามารถรับและส่งข้อมูลไปพร้อมๆ กันได้ เหมือนกันการพูดคุยผ่านโทรศัพท์ ได้แก่ Fast Ethernet (100Mbps) หรือ Gigabit Ethernet (1000Mbps) เป็นต้น
อุปกรณ์เครือข่าย
เครือข่าย ก็ต้องมีสาย ซึ่งปัจจุบัน แบบไม่มีสาย ก็มีแล้ว
1. การ์ดแลน
2. สายแลน
3. ฮับ/สวิทชิง ฮับ
4. เครื่องคอมพิวเตอร์ อันนี้ขาดไม่ได้
ส่วนระบบไร้สายก็มี
1. เครื่องคอมพิวเตอร์ (พีซี หรือ โนตบุค ก็ได้)
2. ในเครื่อง พีซี ต้องมี การ์ด พีซีไอ ที่รับสัญญาณไวร์เลส (หรือ การ์ดไวร์เลสแบบ พีซีไอ)
3. ในโนตบุคเกือบทุกรุ่นจะมีตัวรับสัญญาณไวร์เลสในตัวแล้ว
4. ไวร์เลสรูทเตอร์ (หรือ เร้าเตอร์แล้วแต่ใครจะอ่านยังไง) เพื่อรับ ส่ง สัญญาณไวร์เลส หรืตัวแอดเซสพอยน์
http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20070730043420AAXil14 - 45k
น.ส.ประภัสสร เพชรเลิศ
ชั้น ม.5/3 เลขที่ 17
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (Bus Topology)
เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่องบนสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS หรือ TRUNK ที่ปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator ไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย การรับส่งสัญญาณบนสายสัญญาณต้องตรวจสอบสายสัญญาณ BUS ให้ว่างก่อน จึงจะสามารถส่งสัญญาณไปบนสาย BUS ได้
ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบนี้คือ ใช้สายสัญญาณน้อย และเชื่อมต่อได้ง่าย ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย
อ้างอิงอิงhttp://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g106/page5.html
นายทรงกลด พลายงาม
ม.5/2 เลขที่ 10
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องเข้าด้วยกันเป็นระบบเครือข่าย มีประโยชน์ คือ ช่วยการทำงานแบบกลุ่มร่วมงาน (Workgroup) , การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน , การเก็บข้อมูลไว้ศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง และ การรับ-ส่ง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)
อ้างอิง
http://www.sci.nu.ac.th/information-it/index.php?topic=7271.0
http://akapong.blogspot.com/2008/11/blog-post.html
น.ส.นวรัตน์ เจนไธสง ม.5/2 เลขที่ 12
วิธีการสื่อสารข้อมูล ( Data Transmission )
การสื่อสารข้อมูลโดยผ่ายสายสื่อสารทำได้ 2 วิธีคือ
1. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม
ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต โดยที่ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วจึ่ค่อยทยอยส่งออกมาทีละบิตไปยังจุดรับ ส่วนตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดี๋ยวจึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการสื่อสารถูกกว่าแบบขนาน
2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตังกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น และระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรเกิน 100 ฟุต
นายทศพร กุลสุวรรณ ม.5/2 เลขที่ 6
อ้างอิง http://www.rbru.ac.th/conrseware/science/4000107/lesson6/lesson6.2.html
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
สามารถจัดรูปแบบได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้
1.แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex )ในการส่งสัญญาณข้อมูลแบบซิมเพล็กซ์ ข้อมูลจะถูกส่งไปในทางเดียวเท่านั้น และตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การแพร่ภาพทางโทรทัศน์หรือการกระจายเสียงของสถานีวิทยุ
2.แบบกลึ่งทางกึ่งทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ (Either-Way of Two Waysหรือ Half Duplex) การสื่อสารแบบครึ่งดูเพล็กซ์ สามารถส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับกันส่ง จะทำใน เวลาเดียว กันไม่ได้ ตัวอย่างเช่น วิทยุสื่อสารของตำรวจแบบ Walkly-Talkly ซึ่งต้องอาศัยการ สลับสวิตซ์ เพื่อแสดง การเป็นผู้ส่งสัญญาณคือต้องผลัดกันพูด บางครั้งเรียกว่า แบบสายคู่ Two-Wire Line
3.แบบทางคู่ (Full-Duplex) ในแบบนี้เราสามารถส่งข้อมูลได้พร้อมๆ กันทั้งสองทาง ตัวอย่างเช่น การพูดคุยโทรศัพท์ โดยสามารถสื่อสารพร้อมกันได้ทั้งสองฝ่าย บางครั้งเรียกการสื่อสารแบบทางคู่ว่า Four-Wire Line
4.แบบสะท้อนสัญญาณหรือเอ๊กโคเพล๊กซ์ (Echo-Plex) เป็นการส่งสัญญาณที่รวมทั้ง Half-Duplex และ Full-Duplex ไว้รวมกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคีย์บอร์ด และจอภาพของเครื่อง Terminal ของ Main Frame หรือ Host คอมพิวเตอร์ ในระหว่างการคีย์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดเพื่อให้ Host คอมพิวเตอร์รับข้อความหรือทำตามคำสั่งข้อความหรือคำสั่งจะปรากฏบนจอภาพคอมพิวเตอร์ของเครื่อง Terminal ด้วยเช่นกัน เนื่องจากขณะที่สัญญาณตัวอักขระที่ถูกส่งจากคีย์บอร์ดไปยัง Host ซึ่ง เป็นแบบ Full-Duplex จะสะท้อนกลับมาปรากฏที่จอภาพเครื่องTerminal ด้วย
แหล่งอ้างอิง
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/datacom/datatransmission.htm
น.ส.ชนกมาส สุจจะชารี
ม.5/1 เลขที่ 15
แบบวงแหวน (RING TOPOLOGY)
เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นรูปวงแหวนโดยสถานีแรกเชื่อมต่อกับสถานีสุดท้าย สถานีสุดท้ายเชื่อมกับสถานีแรก ซึ่งทำให้ลักษณะการเชื่อมโยงคล้ายวงแหวน การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายจะต้องผ่านทุกสถานี โดยมีตัวนำข่าวสารวิ่งไปบนสายสัญญาณของแต่ละสถานีต้องคอยตรวจสอบข้อมูลที่ส่งมา ถ้าไม่ใช่ของตนเองต้องส่งผ่านไปยังสถานีอื่นต่อไป การเชื่อมต่อแบบวงแหวนนี้ไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง และการส่งสัญญาณจะไม่มีการชนกันของสัญญาณแต่ถ้ามีสถานีใดเสีย ระบบก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้จนกว่าจะแก้ไขจุดเสียนั้น และยากในการตรวจสอบว่ามีปัญหาที่จุดใด และถ้าต้องการเพิ่มสถานีเข้าไปจะกระทำได้ยาก
ที่มา http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g106/page5.html
น.ส.ตรองฤทัย นุ่นไธสง เลขที่43 ม.5/2
การเชื่อมต่อระบบแบบดาว(Star Topology)
การเชื่อมต่อระบบแบบดาวคอมพิวเตอร์จะเป็นศูนย์กลางหรือแม่ข่ายที่เรียกว่า file server ซึ่งสถานีต่าง ๆ จะเชื่อมต่อออกจากคอมพิวเตอร์ แต่ละสถานีจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อกับศูนย์กลาง ไม่มีการต่อสัญญาณร่วมกัน ทำให้เมื่อมีสถานีใดสถานีหนึ่งเกิดควมเสียหายจะไม่กระทบถึงสถานีอื่น ๆ เพราะข้อมูลไม่ตรงกัน การค้นหาจุดพิดพลาดจึงหาได้ง่าย ปัจจุบัน Hab เป็นตัวเชื่อมต่อออกจากคอมพิวเตอร์แม่ข่าย แต่มีราคาแพง การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาวมีข้อดีคือ สะดวกต่อการบริการ สื่อสารได้รวดเร็ว หาจุดพิดพลาดได้ง่ายและไม่กระทบต่อส่วนอื่นเมื่อเกิดความเสียหาย แต่มีข้อเสียคือใช้สายสัญญาณจำนวนมาก จึงเหมาะแก่การเชื่อมต่อระยะใกล้
ที่มา :http://www.hs1an.org/index.php?option=com_content&task=view&id=551&Itemid=31
ชื่อ: สุภัสสร สุวภักดิ์ ม.5/1 เลขที่ 27
สายทองแดงแบบไม่หุ้มฉนวน (Unshield Twisted Pair)
มีราคาถูกและนิยมใช้กันมากที่สุด ส่วนใหญ่ใช้กับระบบโทรศัพท์ แต่สายแบบนี้มักจะถูกรบกวนได้ง่าย และไม่ค่อยทนทาน
สายทองแดงแบบหุ้มฉนวน (Shield Twisted Pair)
มีลักษณะเป็นสองเส้น มีแนวแล้วบิดเป็นเกลียวเข้าด้วยกันเพื่อลดเสียงรบกวน มีฉนวนหุ้มรอบนอก มีราคาถูก ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบา และการรบกวนทางไฟฟ้าต่ำ สายโทรศัพท์
จัดเป็นสายคู่บิดเกลียวแบบหุ้มฉนวน
สายโคแอคเชียล (Coaxial)
สายแบบนี้จะประกอบด้วยตัวนำที่ใช้ในการส่งข้อมูลเส้นนึงอยู่ตรงกลางอีกเส้นนึงเป็นสายดิน ระหว่างตัวนำสองเส้นนี้จะมีฉนวนพลาสติก กั้นสายโคแอคเชียลแบบหนาจะส่ง
ข้อมูลได้ไกลกว่าแบบบางแต่มีราคาแพงและติดตั้งยากกว่า
สายเคเบิลแบบโคแอกเชียลหรือเรียกสั้น ๆ ว่า "สายโคแอก" จะเป็นสายสื่อสารที่มีคุณภาพและราคาแพงกว่า สายเกลียวคู่ ส่วนของสายส่งข้อมูลจะอยู่ตรงกลางเป็นลวดทองแดง
มีชั้นของตัวเหนี่ยวนำหุ้มอยู่ 2 ชั้น ชั้นในเป็นฟั่นเกลียวหรือชั้นแข็ง ชั้นนอกเป็นฟั่นเกลียว และคั่นระหว่างชั้นด้วยฉนวนหนา เปลือกชั้นนอกสุดเป็นฉนวน สายโคแอกสามารถ
ม้วนโค้งงอได้ง่าย มี 2 แบบ คือ 75 โอมห์ และ 50 โอมห์ ขนาดของสายมีตั้งแต่ 0.4 - 1.0 นิ้ว ชั้นตัวเหนี่ยวนำทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียพลังงานจากแผ่รังสี เปลือกฉนวนหนาทำ
ให้สายโคแอกมีความทนสามารถฝังเดินสายใต้พื้นดินได้ นอกจากนั้นสาย โคแอกยังช่วยป้องกัน การสะท้อนกลับของเสียงได้อีกด้วยและลดการรบกวนจากภายนอกได้ดีเช่นกัน
สายโคแอกสามารถส่งสัญญาณได้ ทั้งในช่องทางแบบเบสแบนด์และแบบบรอดแบนด์ การส่งสัญญาณในเบสแบนด์สามารถทำได้เพียง 1 ช่องทางและเป็นแบบครึ่งดูเพล็กซ์ แต่
ในส่วนของการส่งสัญญาณ ในบรอดแบนด์จะเป็นเช่นเดียวกับสายเคเบิลทีวี คือสามารถส่งได้พร้อมกันหลายช่องทาง ทั้งข้อมูลแบบดิจิตอลและแบบอนาล็อก สายโคแอกของเบส
แบนด์สามารถส่งสัญญาณได้ไกลถึง 2 กม. ในขณะที่บรอดแบนด์ส่งได้ไกลกว่าถึง 6 เท่า โดยไม่ต้องเครื่องทบทวน หรือเครื่องขยายสัญญาณเลย ถ้าอาศัยหลักการมัลติเพล็กซ์
สัญญาณแบบ FDM สายโคแอกสามารถมีช่องทาง (เสียง) ได้ถึง 10,000 ช่องทางในเวลาเดียวกัน อัตราเร็วในการส่งข้อมูลมีได้สูงถึง 50 เมกะบิตต่อวินาที หรือ 800 เมกะบิตต่อวินาที
ถ้าใช้เครื่องทบทวนสัญญาณทุก ๆ 1.6 กม.
ใยแก้วนำแสง (Optic Fiber)
ทำจากแก้วหรือพลาสติกมีลักษณะเป็นเส้นบางๆ เส้นใยแก้วจะทำตัวเป็นสื่อในการส่งแสงเลเซอร์ที่มีความเร็วในการส่งสัญญาณเท่ากับ ความเร็วของแสง หลักการทั่วไปของ
การสื่อสารในสายไฟเบอร์ออปติกคือการเปลี่ยนสัญญาณ (ข้อมูล) ไฟฟ้าให้เป็นคลื่นแสงก่อน แล้วจึงส่งออกไปเป็นพัลส์ ของแสง ผ่านสายไฟเบอร์ออปติกสายไฟเบอร์ออปติกทำจาก
แก้วหรือพลาสติกสามารถส่งลำแสง ผ่านสายได้ทีละหลาย ๆ ลำแสงด้วยมุมที่ต่างกัน ลำแสงที่ส่งออกไปเป็นพัลส์นั้นจะสะท้อนกลับไปมาที่ผิวของสายชั้นในจนถึงปลายทาง
จากสัญญาณข้อมูลซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณอนาล็อกหรือดิจิตอล จะผ่านอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่มอดูเลตสัญญาณเสียก่อน จากนั้นจะส่งสัญญาณมอดูเลต ผ่านตัวไดโอดซึ่งมี 2 ชนิดคือ
LED ไดโอด (light Emitting Diode) และเลเซอร์ไดโอด หรือ ILD ไดโอด (Injection Leser Diode) ไดโอดจะมีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณมอดูเลตให้เป็นลำแสงเลเซอร์ซึ่งเป็นคลื่นแสงใน
ย่านที่มองเห็นได้ หรือเป็นลำแสงในย่านอินฟราเรดซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ ความถี่ย่านอินฟราเรดที่ใช้จะอยู่ในช่วง 1014-1015 เฮิรตซ์ ลำแสงจะถูกส่งออกไปตามสายไฟเบอร์ออ
ปติก พอถึงปลายทางก็จะมีตัวโฟโต้ไดโอด (Photo Diode) ที่ทำหน้าที่รับลำแสงที่ถูกส่งมาเพื่อเปลี่ยนสัญญาณแสงให้กลับไปเป็นสัญญาณมอดูเลตตามเดิม จากนั้นก็จะส่งสัญญาณผ่าน
เข้าอุปกรณ์ดีมอดูเลต เพื่อทำการดีมอดูเลตสัญญาณมอดูเลตให้เหลือแต่สัญญาณข้อมูลที่ต้องการ
สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีแบนด์วิดท์ (BW) ได้กว้างถึง 3 จิกะเฮิรตซ์ (1 จิกะ = 109) และมีอัตราเร็วในการส่งข้อมูลได้ถึง 1 จิกะบิต ต่อวินาที ภายในระยะทาง 100 กม.
โดยไม่ต้องการเครื่องทบทวนสัญญาณเลย สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีช่องทางสื่อสารได้มากถึง 20,000-60,000 ช่องทาง สำหรับการส่งข้อมูลในระยะทางไกล ๆ ไม่เกิน 10 กม.
จะสามารถมีช่องทางได้มากถึง 100,000 ช่องทาง
ข้อดีของใยแก้วนำแสงคือ
1. ป้องกันการรบกวนจากสัญญาณไฟฟ้าได้มาก
2. ส่งข้อมูลได้ระยะไกลโดยไม่ต้องมีตัวขยายสัญญาณ
3. ข้อมูลมีความปลอดภัยมากกว่าสายส่งแบบอื่น เพราะการดักสัญญาณทำได้ยาก
4. ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงและสามารถส่งได้มาก ขนาดของสายเล็กและน้ำหนัก
อาจารย์หนูลืมที่มา
ที่มา
http://www.chakkham.ac.th/technology/network/equ.html
สุภาภรณ์ ตางจงราช ม.5/1 เลขที่ 28
ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer
เป็นระบบเครือข่ายขนาดเล็ก เหมาะกับหน่วยงานที่มีคอมพิวเตอร์กว่า 10 เครื่อง คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถเข้าไปใช้ไฟล์ที่เก็บบนเครื่องใดก็ได้ ซอฟต์แวร์ที่ใช้คือ Windows for Workgroups , Windows 95,98,2000 การติดตั้งเพียงเพิ่ม Lan Card ในแต่ละเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีการต่อสายแลนเข้าไปสู่อุปกรณ์ที่เป็นตัวกลางเรียกว่า hub
ในปัจจุบันเทคโนโลยีระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer ได้รับความสนใจและเข้ามามีบทบาทในการใช้ Internet มากขึ้น เทคโนโลยีนี้ช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล บริการ และทรัพยากรอื่นในคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนเครือข่ายได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
ข้อดีของการต่อแบบ Peer to Peer
ไม่ต้องตั้งเซิร์ฟเวอร์ต่างห่าง ไม่ต้องมีการวางแผนหรือจัดการที่ยุ่งยาก ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ดูแลรักษาความปลอดภัยเอง ทำงานได้ดีและรวดเร็ว เป็นเครือข่ายที่มีขนาดเล็ก มีคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย ๕-๑๐เครื่องประหยัดค่าใช้จ่าย
ข้อด้อยของการต่อแบบ Peer to Peer
มีข้อจำกัดจำนวนของผู้ใช้งาน เมื่อมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ปัญหาการรักษาความปลอดภัยเกิดขึ้นเมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้น การขยายเครือข่ายทำได้อย่างจำกัด รวมทั้งไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของเครือข่ายได้ดี
แหล่งที่มา
http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/com_network/sheet/ch1_2_47.htm
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network8.htm
http://www.sglcomp.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=376137
นางสาววิลาวัลย์ ขันประเสริฐ ชั้นม. 5/2 เลขที่ 30
วิธีการสื่อสารข้อมูล (DATA TRANSMISSION)
ลักษณะของการสื่อสารข้อมูลมี 2 รูปแบบ คือ การสื่อสารแบบอนุกรม(serial data transmission)และ การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน(paralleldatatransmission)การสื่อสารแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดดังนี้
1.การสื่อสารแบบอนุกรม(serial data transmission)
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม(serial data transmission)เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสายสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลทีมีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อขอมูลเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูล
2.การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน(paralleldatatransmission)
การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน(paralleldatatransmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิตที่ขนานกันไปบนสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ วิธีนี้จะเป็นวิธีการส่งข้อมูลที่เร็วกว่าการส่งข้อมูลแบบอนุกรม จากรูปที่ 6.10 เป็นการแสดงการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ 2 ตัวที่มีการส่งข้อมูลแบบขนาน โดยส่งข้อมูลครั้งละ 8 บิตพร้อมกัน
http://st.mengrai.ac.th/users/9116/ebook9116/4.htm
……………………………………………………………
น.ส. สุริวิภา สวนไธสง
ม. 5/3 เลขที่ 44
12 เรื่องการเชื่อมต่อInternetอินทราเน็ต (Intranet) เอกซ์ทราเน็ต (Extranet)
การเชื่อมต่อ Internet
1.เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายนานานชาติที่มีสายตรงเชื่อมต่อไปยังสถานบันหรือหน่วยงานๆ
2.เพื่อความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก ผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ทางอีเมล
3.ผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ รวมทั้งคัดลอกแบบข้อความและโปรแกรมมาใช้ได้
อินทราเน็ต (Intranet)
เป็น ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์กร ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ในการใช้งานอินทราเน็ตจะต้องใช้โปรโตคอลIP เหมือนกับอินเทอร์เน็ต สามารถมีเว็บไซต์และใช้เว็บเบราว์เซอร์ได้กันรวมถึงอีเมล์ ในการใช้งานนั้นจะแตกต่างกันด้านความเร็ว ใการโหลดไฟล์ใหญ่ๆ จากเว็บไซต์ในอินทราเน็ตจะรวดเร็วกว่าการโหลดจากอินเทอร์เน็ตมาก
ในการเชื่อมต่ออินทราเน็ตเข้ากับอินเทอร์เน็ต มักมีการติดตั้งไฟล์วอลสำหรับควบคุมการผ่านเข้าออกของข้อมูล นอกเหนือจากนี้ ไฟล์วอลยังป้องกันไม่ให้บุคคล
ภายนอกจากอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกับเครื่อคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรนอกเหนือไปจากเซิร์ฟเวอร์
เอกซ์ทราเน็ต (Extranet)
เป็น เครือข่ายภายนอกองค์กร หมายถึง ระบบเครือ
ข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร หรือ อินทราเน็ต (Intranet)เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร มีการเชื่อมต่อเครือข่ายทั้งการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือข่ายเสมือน (Virtual Network) ระหว่างระบบอินทราเน็ตหลายๆ เครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ต ระบบเครือข่ายแบบเอกซ์ทราเน็ตนี้ ให้ใช้งานเฉพาะสมาชิกขององค์กร หรือผู้ที่ได้รับสิทธิในการใช้งานเท่านั้นการ
แหล่งอ้างอิง
http://lib09.kk.ac.th/km/?p=25
นางสาวดวงเนตร ปาริโก ชั้น ม.5/3 เลขที่ 37
รูปแบบระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หมายถึงการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยการอาศัยช่องทางการสื่อสารข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเป้นการใช้ร่วมกัน
ประเภทของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN) เป็นเครือข่ายระยะใกล้ ใช้กันอยู่ในบริเวณที่จำกัดพื้นที่ หรืออยู่ในองค์กรเดียวกัน อาคารที่ใกล้กัน
2. เครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network หรือ MAN) เป็นเครือข่ายขนาดกลาง ใช้ติดต่อกันภายในเมือง หรือจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน
3. เครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network หรือ WAN) เป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่
ที่เกิดจากการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายต่างๆที่อยู่ไกลเข้าด้วยกันและ ติดตั้งบริเวณกว้าง โดยมีสื่อกลางหลายชนิดคือ เช่น ระบบคลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ หรือดาวเทียม
อ้างอิง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nong-mod&month=12-2007&date=05&group=7&gblog=1
น.ส.นิลเนตร อ้วนงาม ชั้น ม. 5/3 เลขที่ 38
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว(star topology)
เป็นการเชื่อมต่อสถานีหรือจุดต่าง ๆ ออกจากคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง ที่เรียกว่า File Server แต่ละสถานีจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อกับศูนย์กลาง ไม่มีการใช้สายสัญญาณร่วมกัน เมื่อสถานีใดเกิดความเสียหาย จะไม่มีผลกระทบกับสถานีอื่น ๆ ปัจจุบันนิยมใช้อุปกรณ์ Hub เป็นตัวเชื่อมต่อ จากคอมพิวเตอร์แม่ข่าย หรือคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง
ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบนี้คือ ง่ายต่อการให้บริการเพราะมีศูนย์กลางอยู่ที่คอมพิวเตอร์แม่ข่ายอยู่เครื่องเดียว และเมื่อเกิดความเสียหายที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นก็จะไม่มีผลกระทบอันใด เพราะใช้สายคนละเส้น แต่มีข้อเสียคือต้องใช้สายสัญญาณจำนวนมาก เพราะแต่ละสถานีมีสายสัญญาณของตนเองเชื่อมต่อกับศูนย์กลาง จึงเหมาะกับเครือข่ายระยะใกล้ มากกว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายระยะไกล การขยายระบบยุ่งยาก เพราะต้องเชื่อมสายจากศูนย์กลางออกมา ถ้าศูนย์กลางเสียหายระบบจะใช้การไม่ได้
นางสาวสายทิพย์ ตองติดรัมย์
เลขที่ 26 ม.5/1
ที่มา
http://www.student.chula.ac.th/~49370425/new_page_3.htm
ประเภทของServer
แบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ File Server , Print Server , Database Server , Application Server
File Server
เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็น
ฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว เพราะควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูล การ Restore ง่าย ข้อมูลดังกล่าวสามารถ Shared ให้กับ Client ได้ โดยส่วนมากข้อมูลที่อยู่ใน File Server คือ โปรแกรมและข้อมูล (Personal Data File)
Print Server
หนึ่งเหตุผลที่ต้องมี Print Server ก็คือ เพื่อแบ่งให้พรินเตอร์ราคาแพงบางรุ่นที่
ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการแบ่งปันพรินเตอร์ดังกล่าวให้กับผู้ใช้ทุกๆคนในสำนักงาน หน้าที่ในการแบ่งปัน ก็ประกอบด้วย การจัดคิว ใครสั่งพิมพ์ก่อน การจัดการเรื่อง File Spooling เป็นของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีชื่อว่า Print Server
Database Server
Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS
(DataBase Managment System ) เช่น SQL , Informix เป็นต้น โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์
Application Server
Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server (รัน MS Exchange Server) Proxy Server (รัน Proxy Server) หรือ Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache' )
ชื่อ นางสาวอริสา ประทุมคำ ชั้น ม.5/2 เลขที่ 19
อ้างอิง
http://www.tws.ac.th/thoenwit/Library/ruen%20computer/www.ruencom.com/itshop/tech/whatserver.htm
ประโยชน์ของเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์
เครื่อข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครือข่ายจะทำงานเป็นกลุ่ม เรียกว่า กลุ่มงาน เมื่อเชื่อมโยงหลายๆกลุ่มงานเข้าด้วยกันก็จะเรียกว่าเป็นองค์กรและถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครื่อข่ายแวนก็จะได้เครื่อข่ายขนาดใหญ่
ประโยชน์ของระบบเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์มีดังนี้
1.การใช้อุปกรณ์ด้วยกัน เครื่อข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้ใช้อุปกรณ์รอบข้างที่ต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ซีดีรอม เครื่องพิมพ์ เป็นต้น ทำให้ประหยัดเงินและไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพงเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
2.ใช้โปรแกรมและข้อมูลด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้ใช้โปรแกรมและข้อมูลด้วยกันได้โดยจัดเก็บโปรแกรมไว้แหล่งจัดเก็บข้อมูล ทำให้ไม่ต้องเก็บโปรแกรมไว้แต่ละเครื่อง นอกจากนี้ยังสามารถเก็บข้อมูลเป็นฐานข้อมูลได้ผู้ใช้สามารถหาข้อมูลจากฐานข้อมูลกลางผ่านระบบเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์ได้
3.สามารถติดต่อสื่อสารระยะไกลได้ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นเครื่อข่ายทั้งเครื่อข่าย LAN , MAN,
และ WAN ทำให้คอมพิวเตอร์สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระยะไกลได้
4.การประยุกต์ใช้ในด้านธุรกิจ องค์กรธุรกิจมีการเชื่อมโยงเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น เครื่อข่ายธุรกิจของธนาคาร ธุรกิจประกันภัย เป็นต้น ทำให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและเป็นที่พึงพอใจของลูกค้า
5.ความประหยัด การลงทุนที่คุ้มค่า เช่น ในสำนักงานมีคอมพิวเตอร์อยู่ 30 เครื่อง ถ้าไม่มีระบบเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ก็จะต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5-10 เครื่อง ถ้ามีระบบเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ก็ใช้เครื่องพิมพ์ 2-3 เครื่อง ก็พอต่อการใช้งาน
6.ความเชื่อถือของระบบงาน ถ้าทำงานได้เร็วแต่ใช้ไม่ได้ไม่มีประสิทธิภาพของงานที่ทำแต่เมื่อนำระบบเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้งานก็จะทำให้ระบบงานมีประสิทธิภาพมีความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้เมื่อเครื่องที่ใช้งานมีปัญหาก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้อย่างทันที
ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครือข่ายจะทำงานเป็นกลุ่ม เรียกว่า กลุ่มงาน เมื่อเชื่อมโยงหลายๆกลุ่มงานเข้าด้วยกันก็จะเรียกว่าเป็นองค์กรและถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครื่อข่ายแวนก็จะได้เครื่อข่ายขนาดใหญ่
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีดังนี้
1.การใช้อุปกรณ์ด้วยกัน เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้ใช้อุปกรณ์รอบข้างที่ต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ซีดีรอม เครื่องพิมพ์ เป็นต้น ทำให้ประหยัดเงินและไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพงเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
2.ใช้โปรแกรมและข้อมูลด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้ใช้โปรแกรมและข้อมูลด้วยกันได้โดยจัดเก็บโปรแกรมไว้แหล่งจัดเก็บข้อมูล ทำให้ไม่ต้องเก็บโปรแกรมไว้แต่ละเครื่อง นอกจากนี้ยังสามารถเก็บข้อมูลเป็นฐานข้อมูลได้ผู้ใช้สามารถหาข้อมูลจากฐานข้อมูลกลางผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้
3.สามารถติดต่อสื่อสารระยะไกลได้ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นเครื่อข่ายทั้งเครื่อข่าย LAN , MAN,
และ WAN ทำให้คอมพิวเตอร์สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระยะไกลได้
4.การประยุกต์ใช้ในด้านธุรกิจ องค์กรธุรกิจมีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น เครือข่ายธุรกิจของธนาคาร ธุรกิจประกันภัย เป็นต้น ทำให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและเป็นที่พึงพอใจของลูกค้า
5.ความประหยัด การลงทุนที่คุ้มค่า เช่น ในสำนักงานมีคอมพิวเตอร์อยู่ 30 เครื่อง ถ้าไม่มีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ก็จะต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5-10 เครื่อง ถ้ามีระบบเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ก็ใช้เครื่องพิมพ์ 2-3 เครื่อง ก็พอต่อการใช้งาน
6.ความเชื่อถือของระบบงาน ถ้าทำงานได้เร็วแต่ใช้ไม่ได้ไม่มีประสิทธิภาพของงานที่ทำแต่เมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้งานก็จะทำให้ระบบงานมีประสิทธิภาพมีความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้เมื่อเครื่องที่ใช้งานมีปัญหาก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้อย่างทันที
แหล่งอ้างอิง
http://school.obec.go.th/mrPaisan/e-learning/information/content/commu5.htm
http://www.sci.nu.ac.th/information-it/index.php?topic=7271.0
นางสาว มลฤดี อุ่นเกิด ชั้นม.5/2 เลขที่ 47
การส่งสัญญาณข้อมูล
การส่งสัญญาณข้อมูล หมายถึง การส่งข้อมูลจากเครื่องส่งหรือผู้ส่ง ผ่านสื่อกลางไปยังเครื่องรับส่งหรือผู้รับ สัญญาณที่ใช้ส่งได้แก่ สัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สัญญาณเสียง หรือแสงก็ได้
สามารถจัดรูปแบบได้เป็น 4 รูปแบบ ดังนี้
1. แบบทิศทางเดียวหรือ ซิมเพล็กซ์ ( One – Way หรือ Simplex )
เป็นการส่งข้อมูลในทิศทางเดียว คือ ข้อมูลถูกส่งไปในทางเดียว เช่น สถานีวิทยุกระจายเสียง การแพร่ภาพทางโทรทัศน์
2. แบบกึ่งทิศทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ ( Haft – Doplex )
เป็นการสงข้อมูลแบบสลับการส่งและการรับไปมา จะทำในเวลาเดียวกันไม่ได้ เช่น การใช้วิทยุสื่อสาร คือ จะต้องสลับกันพูด เพราะจะต้องกดปุ่มก่อนแล้วจึงจะสามารถพูดได้
3. แบบทางคู่หรือดูเพล็กเต็ม (Full – Duplex )
เป็นการส่งข้อมูลแบบที่สามารถส่ง และรับข้อมูลได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งวิธีนี้ทำให้การทำงานเร็วขึ้นมาก เช่น การพูดโทรศัพท์
4. แบบสะท้อนสัญญาณหรือ เอ็กโคเพล็กซ์ (echo-plex) เป็นการส่งสัญญาณที่รวมทั้ง half-duplex และfull-duplexไว้รวมกัน
http://www.ndk.ac.th/E-learnning/webcom/lesson8.htm
http://freeware.th.gs/web-f/amm/pa2.htm
สื่อกลางในการสื่อสารข้อมูลแบบไม่มีสาร
ระบบไมโครเวฟ (Microwave System)
การส่งสัญญาณข้อมูลไปกลับคลื่นไมโครเวฟเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลแบบรับช่วงต่อๆ กันจากหอ (สถานี) ส่ง-รับสัญญาณหนึ่งไปยังอีกหอหนึ่ง จะครอบคลุมพื้นที่รับสัญญาณประมาณ 30-50 กม. ปัจจุบันมีการใช้การส่งสัญญาณข้อมูลทางไมโครเวฟกันอย่างแพร่หลาย เพราะมีราคาถูกและติดตั้งได้ง่ายกว่า สำหรับการสื่อสารข้อมูลในระยะทางไกล ๆ หรือระหว่างอาคาร จะใช้สายไฟเบอร์
ออปติก หรือการสื่อสารดาวเทียม และสามารถส่งข้อมูลได้คราวละมาก ๆ
การสื่อสารด้วยดาวเทียม (Satellite Transmission)
ดาวเทียม ทำหน้าที่ขยายและทบทวนสัญญาณข้อมูล รับและส่งสัญญาณข้อมูลกับสถานีดาวเทียม ที่อยู่บนพื้นโลก สถานีดาวเทียมภาคพื้นจะทำการส่งสัญญาณข้อมูล ไปยังดาวเทียมซึ่งจะหมุนไปตามการหมุนของโลกซึ่งมีตำแหน่งคงที่เมื่อเทียมกับ ตำแหน่งบนพื้นโลก การส่งสัญญาณข้อมูลขึ้นไปยังดาวเทียมเรียกว่า "สัญญาณอัปลิงก์" (Up-link) และการส่งสัญญาณข้อมูลกลับลงมายังพื้นโลกเรียกว่า "สัญญาณ ดาวน์-ลิงก์ (Down-link) ดาวเทียมจะถูกส่งขึ้นไปให้ลอยอยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ 23,300 กม.
ข้อเสีย ของการส่งสัญญาณข้อมูลทางดาวเทียมคือ สัญญาณข้อมูลสามารถถูกรบกวน ราคาสูงในการลงทุนทำให้ค่าบริการสูง
อ้างอิงhttp://www.chakkham.ac.th/technology/network/equ.html
นางสาว กาญจนา ฤทธิ์ไธสง ม.5/2 เลขที่ 14
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
จัดรูปแบบได้เป็น 4รูปแบบ
1 แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (one-wayหรือsimplex)ในการส่งสัญญาณข้อมูลแบบ simplexข้อมูลจะถูกส่งไปในทางเดียวเท่านั้น และตลอดเวลา ตัวอย่างเช่นการกระจายเสียงของสถานีวิทยุ
2 แบบกิ่งทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์(half-duplex)การสื่อสารแบบhalf duplex เราสามารถส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับกันส่งจะทำในเวลาเดียวกันไม่ได้ เช่นใช้วิทยุสื่อสาร คือจะต้องสลับกันพูด เพราะจะต้องกดปุ่มก่อนแล้วจึงจะสามารถพูดได้
3 แบบทางคู่ (full-duplex)สามารถส่งข้อมูลได้พร้อมๆกันทั้งสองทางเช่นการคุยโทรศัพท์โดยสามารถสื่ดสารพร้อมๆกันได้ทั้งสองฝ่ายซึ่งวิธีนี้ทำงานเร็วขึ้นมาก
4 แบบสะท้อนสัญญาณหรือ เอ๊กโคเพล๊กซ์ (echo-plex) เป็นการส่งสัญญาณที่รวมทั้ง half-duplex และfull-duplexไว้รวมกัน เช่นความสัมพันธ์ระหว่างคีย์บอร์ และจอของเครื่องterminalของmain frame หรือhostคอมพิวเตอร์ในระหว่างการคีย์ข้อมูลความผ่านคีย์บอร์ดเพื่อให้ host คอมพิวเตอร์รับข้อความหรือทำตามคำสั่งข้อความหรือคำสั่งจะปรากฏบนจอภาพคอมพิวเตอร์ของ เครื่อง terminal ด้วยเช่นกัน เนื่องจากขณะที่สัญญาณตัวอักขระที่ถูกส่งจากคีย์บอร์ไปยังhost ซึ่ง เป็นแบบ full-duplex จะสะท้อนกลับมาปรากฎที่จอภาพเครื่อง terminal ด้วย
http://www.ndk.ac.th/E-learnning/webcom/lesson8.htm
ระบบเครือข่าย Peer-to-Peer
ระบบเครือข่าย Peer-to-Peer จะมีความเท่าเทียมกันสามารถที่จะแบ่งปันทรัพยากรให้แก่กันและกันได้ เช่นการใช้เครื่องพิมพ์หรือแฟ้มข้อมูลร่วมกันในเครือข่าย ในขณะเดียวกันเครื่องแต่ละสถานีงานก็จะมีขีดความสามารถในการทำงานได้ด้วยตัวเอง (Stand Alone) คือจะต้องมีทรัพยากรภายในของตัวเองเช่น ดิสก์สำหรับเก็บข้อมูล หน่วยความจำที่เพียงพอ และมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลได้
ข้อดีของระบบนี้คือ ความง่ายในการจัดตั้งระบบ มีราคาถูก และสะดวกต่อการบริหารจัดการ ซึ่งมักจะมอบเป็นภาระหน้าที่ของผู้ใช้ในแต่ละสถานีงานให้ รับผิดชอบในการดูแลพิจารณาการแบ่งปันทรัพยากรของตนเองให้กับสมาชิกผู้อื่นในกลุ่ม ดังนั้นระบบนี้จึงเหมาะสมสำหรับสำนักงานขนาดเล็ก ที่มีสถานีงานประมาณ 5-10 เครื่องที่วางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ข้อด้อยของระบบนี้คือ เรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากไม่มีระบบการป้องกันในรูปแบบของ บัญชีผู้ใช้ และรหัสผ่าน ในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ของระบบ
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network8.htm
ข้อ 10 เรื่อง ชนิดของสื่อกลางในการสื่อสารแบบมีสาย
จากกการค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ตได้ว่า การสื่อสารแบบมีสาย มี 3 ประเภท คือ
1.สายคู่บิดเกลียว (Twisted-Pair Cable) จะมี 2 ประเภท คือ
- สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีชั้นโลหะห่อหุ้ม (Unshielded Twisted-Pair หรือ UTP) จะมีการป้องกันสัญญาณรบกวนด้วยการใช้ฉนวนพิเศษ
- สายคู่บิดเกลียวแบบมีชั้นโลหะห่อหุ้ม (Shielded Twisted-Pair หรือ STP) จะไม่มีการป้องกันสัญญาณรบกวนเป็นพิเศษ ทำให้ระยะในการส่งข้อมูลน้อยกว่าแบบ STP
2.สายโคแอเชียล (Coaxial Cable ) หรือ สายโคแอก เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้าที่มีความถี่ส่งข้อมูลประมาณ 100 MHz ถึง 500 MHz จะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าและมีสัญญาณรบกวนน้อยกว่าสายแบบ Twisted-paired
3.สายใยแก้วนำแสง ( Optical Fiber Cable) สายสัญญาณทำจากใยแก้วหรือสารนำแสงห่อหุ้มด้วยวัสดุป้องกันแสง จะสามารถส่งข้อมูลที่มีปริมาณมากๆ ได้รวดเร็วและข้อมูลที่ได้รับมีความน่าเชื่อถือสูง
แหล่งที่มา http://www.jirapong372.th.gs/web-j/irapong372/pdf/sumdata.pdf
http://course.eau.ac.th/course/Download/0230242/Chapter6.pdf
ชื่อ นางสาวพิกุล เสนาสังข์ ชั้น ม.5/2 เลขที่ 38
ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer
ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer เป็นระบบเครือข่ายขนาดเล็ก เหมาะสำหรับหน่วยงานที่มีคอมพิวเตอร์น้อยกว่า 5-10 เครื่อง โดยแต่ละเครื่องจะมีความเท่าเทียมกัน สามารถใช้ทรัพยากร เช่น เครื่องพิมพ์ หรือแฟ้มข้อมูลที่อยู่ในเครื่องไหนก็ได้ในเครือข่าย และแต่ละเครื่องก็มีทรัพยากรเป็นของตัวเอง เช่น ดิสก์สำหรับเก็บข้อมูล หน่วยความจำ จึงมีความสามารถในการทำงานด้วยตนเองได้ ระบบ Peer to Peer นี้ คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง สามารถเข้าไปใช้ไฟล์ที่เก็บบนเครื่องไหนก็ได้ ซอร์ฟแวร์ที่ใช้คือ Windows for Workgroups, Personal Netware การติดตั้งต้องเพิ่มอุปกรณ์ที่เรียกว่า Lan Card ในแต่ละเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีการต่อสายแลนเข้าไปสู่อุปกรณ์ที่เป็นตัวกลาง ซึ่งเรียกว่า HUB
ข้อดีของการต่อแบบ Peer to Peer คือ ประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการต่อ Network แบบอื่น ๆ สามารถแชร์ข้อมูล เครื่องพิมพ์ ของแต่ละเครื่องได้ ง่ายในการติดตั้ง และสามารถขยายต่อไปในอนาคตได้ดี
ข้อเสียของการต่อแบบ Peer to Peer คือ เรื่องความไม่ปลอดภัยในการรักษาข้อมูล เนื่องจากไม่มีระบบการป้องกันในรูปแบบของ บัญชีผู้ใช้ และรหัสผ่านในการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ของระบบ
แหล่งอ้างอิง
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network8.htm
http://www.bcoms.net/network/intro.asp
http://www.it-guides.com/lesson/network.html
-------------------
นายพงศ์ศักดิ์ เอี่ยมไธสง ชั้น ม.5/1 เลขที่ 6
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบวงแหวน การเชื่อมต่อแบบนี้เป็นรูปแบบที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่ายนี้ จะถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลมและข้อมูลก็จะไหลเวียนไปในทิศทางเดียวกันในแต่ละเครื่องนี้ก็จะมี รีพิตเตอร์ ( Repeater) ประจำอยู่เครื่องล่ะ 1 ตัว เพื่อจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นในการติดต่อสื่อสารเข้ามาที่ส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และก็ทำการตรวจสอบว่าส่วนหัวของแพ็กเกจที่มาถึงนั้นเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไป
ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบวงแหวน การส่งข้อมูลนั้นจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จะไม่มีการชนการของข้อมูลและคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องก็สามารถส่งข้อมูลได้เท่าเทียมกันด้วย
ข้อเสียของการเชื่อมต่อแบบวงแหวน ถ้าหากว่ามีเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาก การส่งผ่านข้อมูลนั้นก็จะไม่สามารถทำได้เลย
http://www.kingsolder.com/computer/network/network2.asp
น.ส.ศศิธร เจริญพันธุวงศ์
ชั้น ม. 5/1 เลขที่ 23
องค์ประกอบพื้นฐานของระบบสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. ผู้ส่งหรืออุปกรณ์ส่งข้อมูล(Sender)
ข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ต้นทางจะต้องจัดเตรียมนำเข้าสู่อุปกรณ์สำหรับส่งข้อมูล ซึ่งได้แก่เครื่องพิมพ์ หรืออุปกรณ์ควบคุมต่าง ๆ
2. ผู้รับหรืออุปกรณ์รับข้อมูล (Receiver)
ข้อมูลที่ถูกส่งจากอุปกรณ์ส่งข้อมูลต้นทาง เมื่อไปถึงปลายทางก็จะมีอุปกรณ์สำหรับ รับข้อมูลเหล่านั้นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป อุปกรณ์เหล่านี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
3. โปรโตคอล (Protocal)
โปรโตคอล คือ กฏระเบียบ หรือวิธีการใช้เป็นข้อกำหนดสำหรับการสื่อสาร เพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งเข้าใจกันได้ ซึ่งมีหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น TCP/IP, X.25, SDLC เป็นต้น
4. ซอฟต์แวร์ (Software)
การส่งข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีโปรแกรมสำหรับกำเนินการ และควบคุมการส่งข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลตามที่กำหนดไว้ ได้แก่ Novell’s netware] UNIX Windows NT ฯลฯ
5. ข่าวสาร (Message)
5.1 ข้อมูล (Data) เป็นรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งถูกสร้างและจัดเก็บด้วยคอมพิวเตอร์ มีรูปแบบแน่นอน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า เป็นต้น ข้อมูลสามารถนับจำนวนได้และส่งผ่านระบบสื่อสารได้เร็ว
5.2 ข้อความ (Text) อยู่ในรูปของเอกสารหรือตัวอักขระ ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ชัดเจนนับจำนวนได้ค่อนข้างยาก และมีความสามารถในการส่งปานกลาง
5.3 รูปภาพ (Image) เป็นข่าวสารที่อยู่ในรูปของภาพกราฟิกแบบต่าง ๆ ได้แก่ รูปภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพวีดีโอ
5.4 เสียง (Voice) อยู่ในรูปของเสียงพูด เสียงดนตรี หรือเสียงอื่น ๆ ข้อมูลชนิดนี้จะกระจัดกระจาย ไม่สามารถวัดขนาดที่แน่นอนได้ การส่งจะทำได้ด้วยความเร็ว ค่อนข้างต่ำ
6. ตัวกลาง(Medium)
เป็นตัวกลางหรือสื่อกลางที่ทำหน้าที่นำข่าวสารในรูปแบบต่าง ๆ จากผู้ส่งหรืออุปกรณ์ส่งต้นทางไปยังผู้รับ หรืออุปกรณ์รับปลายทาง
ที่มา : http://www.chakkham.ac.th/technology/network/equ.html
http://www.bcoms.net/temp/lesson6.asp
อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์คือ
การเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการโอนถ่ายข้อมูลและสามารถสื่อสารระหว่างกันได้
เครือข่ายที่มีสาย
1. การ์ดแลน
2. สายแลน
3. ฮับ/สวิทชิง ฮับ
4. เครื่องคอมพิวเตอร์ อันนี้ขาดไม่ได้
ส่วนระบบไร้สายก็มี
1. เครื่องคอมพิวเตอร์ (พีซี หรือ โนตบุค ก็ได้)
2. ในเครื่อง พีซี ต้องมี การ์ด พีซีไอ ที่รับสัญญาณไวร์เลส (หรือ การ์ดไวร์เลสแบบ พีซีไอ)
3. ในโนตบุคเกือบทุกรุ่นจะมีตัวรับสัญญาณไวร์เลสในตัวแล้ว
4. ไวร์เลสรูทเตอร์ (หรือ เร้าเตอร์แล้วแต่ใครจะอ่านยังไง) เพื่อรับ ส่ง สัญญาณไวร์เลส หรืตัวแอดเซสพอยน์
ที่มา http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20070730043420AAXil14 - 45k
นายศาสวัต ช่อไธสง
ม.5/2 เลขที่ 11
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
-การใช้อุปกรณ์ร่วมกัน คอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้ สามารถใช้อุปกรณ์ รอบข้างที่ต่อพ่วงกับระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-การใช้โปรแกรมและข้อมูล เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรม และข้อมูลร่วมกันได้ โดยจัดเก็บโปรแกรมไว้แหล่งเก็บข้อมูล ที่เป็นศูนย์กลาง
-สามารถติดต่อสื่อสารระยะไกลได้ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เป็นเครือข่าย ทั้งประเภทเครือข่าย LAN , MAN และ WAN ทำให้คอมพิวเตอร์ สามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล ระยะไกลได ้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ทางด้านการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
-สามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านธุรกิจได้ องค์กรธุรกิจ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เช่นการสั่งซื้อสินค้า การจ่ายเงินผ่านระบบธนาคาร เป็นต้น
-ความประหยัด นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างเช่นในสำนักงานหนึ่งมีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก้อ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องพิมพ์ประมาณ 2-3 เครื่องก็พอต่อการใช้งานแล้ว
-ความเชื่อถือได้ของระบบงาน เมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ทำระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที
ที่มา http://blog.eduzones.com/banny/3478
นายนริศ บ่อบัวเงิน
ม.5/2 เลขที่ 11
การส่งสัญญาณข้อมูล (Transmission Definition)
การส่งสัญญาณข้อมูล หมายถึง การส่งข้อมูลหรือข่าวสารต่างๆ จากอุปกรณ์สำหรับส่งหรือผู้ส่ง ผ่านสื่อกลางไปยังอุปกรณ์รับหรือผู้รับ ข้อมูลหรือข่าว ซึ่งข้อมูลหรือข่าวสารที่ส่งไปอาจอยู่ในรูปของสัญญาณเสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือแสงก็ได้ โดยที่สื่อกลางหรือตัวกลางของสัญญาณแบ่งเป็น 2 ชนิด คือชนิดที่สามารถกำหนดเส้นทางสัญญาณได้ เช่น สายเกลียวคู่ (Twisted paire) สายโทรศัพท์ สายโคแอกเชียล (Coaxial) สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ส่วนตัวกลางอีกชนิดหนึ่งไม่สามารถกำหนดเส้นทางของสัญญาณได้ เช่น สุญญากาศ น้ำ และ ชั้นบรรยากาศ เป็นต้น
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
การส่งสัญญาณข้อมูล สามารถแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบ ดังนี้
1. แบบทิศทางเดียว หรือ ซิมเพล็กซ์ ( One Way OR Simplex) เป็นการส่งไปในทิศทางเดียวกันเท่านั้น และตลอดเวลาตัวอย่างเช่น การส่งสัญญานกระจายเสียงของวิทยุ หรือการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ ซึ่งทางสถานีได้ส่งสัญญาณเสียง หรือสัญญาณภาพ มายังเครื่องรับที่เป็นวิทยุ หรือโทรทัศน์ แต่ทางเครื่องรับนั้น ไม่สามารถที่จะส่งสัญญาณ หรือข้อมูลกลับมายังสถานีได้
2. แบบกึ่งทางคู่ หรือ ครึ่งดูเพล็กซ์ (Either way of Two Ways OR Half Duplex) ลักษณะเหมือนกับวิทยุสื่อสาร คือรูปแบบของการส่งสัญญาณลักษณะนี้ ต้องผลัดกันส่งสัญญาณ และรับสัญญาณ ตัวอย่างเช่น วิทยุสื่อสารของตำรวจ หรือทหาร ที่ต้องผลัดกันพูด เรียกการส่งสัญญาณแบบนี้ว่าการสื่อสารสายคู่
3. แบบทางคู่ หรือ ดูเพล็กซ์เต็ม (Both way OR Full Duplex) ลักษณะการสื่อสารจะสามารถส่งข้อมูลได้พร้อม ๆ กันทั้งสองทาง เหมือนกับการพูดคุยสนทนากัน หรือการใช้โทรศัพท์ ปกติแล้วลักษณะการพูดคุยจะสลับกัน แต่การสนทนา หรือการพูดโทรศัพท์นั้นจะเป็น การสื่อสารแบบทางคู่ได้ ในกรณีที่เถียง หรือทะเลาะกัน จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายสามารถพูดพร้อมกันได้ เรียกการสื่อสารแบบนี้ว่า การสื่อสาร 4 สาย
4. แบบสะท้อนสัญญาณ หรือ เอกโคเพล็กซ์ (Echo Plex) เป็นการรวมการสื่อสารแบบครึ่งดูเพล็กซ์ หรือดูเพล็ก เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งการทำงานเป็นลักษณะสะท้อน แสดงให้เห็นภาพ ขณะที่ทำงานควบคู่ไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น การใช้เครื่อง ATM ( Auto Teller Machine) เมื่อผู้ใช้ป้อนคำสั่งผ่าน Keyboard เพื่อสั่งให้ Host Computer ทำงาน ขณะเดียวกันหน้าจอก็แสดงคำสั่งที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป (การทำงานนี้จะเป็นลักษณะของ Full Duplex)
ที่มา
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/datacom/datatransmission
นส.ฑิฆัมพร ทิพย์แสง
ม.5/1 เลขที่13
Protocol ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
Protocol คือระเบียบพิธีการในการติดต่อสื่อสาร เมื่อมาใช้กับเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม จึงหมายถึงขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร ซึ่งรวมถึง กฎ ระเบียบ และข้อกำหนดต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานที่ใช้ เพื่อให้ตัวรับและตัวส่งสามารถดำเนินกิจกรรมทางด้านสื่อสารได้สำเร็จ
การทำงานของระดับโปรโตคอลใน LAN
ระบบ LAN ที่นิยมและแพร่หลายในปัจจุบัน ได้แก่ Ethernet, Token Ring และ FDDI โปรโตคอลที่ใช้ประกอบเป็น LAN ตามมาตรฐานข้อกำหนด จึงจัดอยู่ในระดับโปรโตคอลระดับ 1 และ 2 เท่านั้น
อีเทอร์เน็ต (Ethernet) เป็น LAN ที่มีผู้นิยมใช้กันมาก อีเทอร์เน็ตมีโปรโตคอลในระดับชั้นฟิสิคัล (Physical) ได้หลายรูปแบบ ตามสภาพความเร็วของการรับส่งข้อมูล รูปแบบสัญญาณและตัวกลางที่ใช้รับส่ง การกำหนดชื่อของ LAN แบบนี้ใช้วิธีการกำหนดเป็น XXBASEY เมื่อ XX คือความเร็ว BASE คือวิธีการส่งสัญญาณเป็นแบบ Digital Baseband ส่วน Y คือตัวกลางที่ใช้ส่งสัญญาณ เช่น 10BASE2 หมายถึงส่งความเร็ว 10 เมกะบิต แบบ Thin Ethernet ตัวกลางเป็นสายโคแอกเชียล 10BASE-T หมายถึงส่งความเร็ว 10 เมกะบิต แบบสาย UTP และถ้า 10BASE-FL ก็จะเป็นการใข้สายเส้นใยแก้วนำแสง สัญญาณทางไฟฟ้าของอีเทอร์เน็ตเป็นแบบดิจิตอล จึงทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องระยะทางที่ใช้ระเบียบข้อกำหนดเหล่านี้จึงอยู่ในกลุ่มโปรโตคอลระดับฟิสิคัล ส่วนในระดับโปรโตคอลดาต้าลิงค์เป็นวิธีการกำหนดแอดเดรสระหว่างกันในเครือข่าย ซึ่งแต่ละสถานีจะมีแอดเดรสเป็นตัวเลขขนาด 48 บิต การรับส่งเป็นการสร้างข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตเรียกว่า "เฟรม" การส่งข้อมูลมีวิธีการใส่ข้อมูลแอดเดรสต้นทางและปลายทางและส่งกระจายออกไป ผู้รับจะตรวจสอบแอดเดรสของเฟรมถ้าตรงกับแอดเดรสตนก็จะรับข้อมูลเข้ามา
อ้างอิง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ballgood&month=02-2008&date=26&group=1&gblog=25
นส.นารากานต์ ลิ้มอุบัติตระกูล
ม.5/1
Protocal ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
Protocol คือระเบียบพิธีการในการติดต่อสื่อสาร เมื่อมาใช้กับเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม จึงหมายถึงขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร ซึ่งรวมถึง กฎ ระเบียบ และข้อกำหนดต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานที่ใช้ เพื่อให้ตัวรับและตัวส่งสามารถดำเนินกิจกรรมทางด้านสื่อสารได้สำเร็จ
การทำงานของระดับโปรโตคอลใน LAN
ระบบ LAN ที่นิยมและแพร่หลายในปัจจุบัน ได้แก่ Ethernet, Token Ring และ FDDI โปรโตคอลที่ใช้ประกอบเป็น LAN ตามมาตรฐานข้อกำหนด จึงจัดอยู่ในระดับโปรโตคอลระดับ 1 และ 2 เท่านั้น
อีเทอร์เน็ต (Ethernet) เป็น LAN ที่มีผู้นิยมใช้กันมาก อีเทอร์เน็ตมีโปรโตคอลในระดับชั้นฟิสิคัล (Physical) ได้หลายรูปแบบ ตามสภาพความเร็วของการรับส่งข้อมูล รูปแบบสัญญาณและตัวกลางที่ใช้รับส่ง การกำหนดชื่อของ LAN แบบนี้ใช้วิธีการกำหนดเป็น XXBASEY เมื่อ XX คือความเร็ว BASE คือวิธีการส่งสัญญาณเป็นแบบ Digital Baseband ส่วน Y คือตัวกลางที่ใช้ส่งสัญญาณ เช่น 10BASE2 หมายถึงส่งความเร็ว 10 เมกะบิต แบบ Thin Ethernet ตัวกลางเป็นสายโคแอกเชียล 10BASE-T หมายถึงส่งความเร็ว 10 เมกะบิต แบบสาย UTP และถ้า 10BASE-FL ก็จะเป็นการใข้สายเส้นใยแก้วนำแสง สัญญาณทางไฟฟ้าของอีเทอร์เน็ตเป็นแบบดิจิตอล จึงทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องระยะทางที่ใช้ระเบียบข้อกำหนดเหล่านี้จึงอยู่ในกลุ่มโปรโตคอลระดับฟิสิคัล ส่วนในระดับโปรโตคอลดาต้าลิงค์เป็นวิธีการกำหนดแอดเดรสระหว่างกันในเครือข่าย ซึ่งแต่ละสถานีจะมีแอดเดรสเป็นตัวเลขขนาด 48 บิต การรับส่งเป็นการสร้างข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตเรียกว่า "เฟรม" การส่งข้อมูลมีวิธีการใส่ข้อมูลแอดเดรสต้นทางและปลายทางและส่งกระจายออกไป ผู้รับจะตรวจสอบแอดเดรสของเฟรมถ้าตรงกับแอดเดรสตนก็จะรับข้อมูลเข้ามา
ที่มา
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ballgood&month=02-2008&date=26&group=1&gblog=25
นส.นารากานต์ ลิ้มอุบัติตระกูล
ม.5/1
สื่อกลางการสื่อสารข้อมูลแบบไม่มีสาย
ระบบไมโครเวฟ (Microwave System)
การส่งสัญญาณข้อมูลไปกลับคลื่นไมโครเวฟเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลแบบรับช่วงต่อๆ กันจากหอ (สถานี) ส่ง-รับสัญญาณหนึ่งไปยังอีกหอหนึ่ง จะครอบคลุมพื้นที่รับสัญญาณประมาณ 30-50 กม.
การส่งสัญญาณข้อมูลไมโครเวฟมักใช้กันในกรณีที่การติดตั้งสายเคเบิลทำได้ไม่สะดวก แต่ละสถานีไมโครเวฟจะติดตั้งจานส่ง-รับสัญญาณข้อมูล ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 ฟุต สัญญาณไมโครเวฟเป็นคลื่นย่านความถี่สูง (2-10 จิกะเฮิรตซ์)เพื่อป้องกันการแทรกหรือรบกวนจากสัญญาณอื่น ๆ แต่สัญญาณอาจจะอ่อนลง หรือหักเหได้ในที่มีอากาศร้อนจัด พายุหรือฝน ดังนั้นการติดตั้งจาน ส่ง-รับสัญญาณจึงต้องให้หันหน้าของจานตรงกัน และหอยิ่งสูงยิ่งส่งสัญญาณได้ไกล
ปัจจุบันมีการใช้การส่งสัญญาณข้อมูลทางไมโครเวฟกันอย่างแพร่หลาย สำหรับการสื่อสารข้อมูลในระยะทางไกล ๆ หรือระหว่างอาคาร โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สะดวกที่จะใช้สายไฟเบอร์ออปติก หรือการสื่อสารดาวเทียม อีกทั้งไมโครเวฟยังมีราคาถูกกว่า และติดตั้งได้ง่ายกว่า และสามารถส่งข้อมูลได้คราวละมาก ๆ ด้วย อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่ทำให้สื่อกลางไมโครเวฟเป็นที่นิยม คือราคาที่ถูกกว่า
การสื่อสารด้วยดาวเทียม (Satellite Transmission)
ที่จริงดาวเทียมก็คือสถานีไมโครเวฟลอยฟ้านั่นเอง ซึ่งทำหน้าที่ขยายและทบทวนสัญญาณข้อมูล รับและส่งสัญญาณข้อมูลกับสถานีดาวเทียม ที่อยู่บนพื้นโลก สถานีดาวเทียมภาคพื้นจะทำการส่งสัญญาณข้อมูล ไปยังดาวเทียมซึ่งจะหมุนไปตามการหมุนของโลกซึ่งมีตำแหน่งคงที่เมื่อเทียมกับ ตำแหน่งบนพื้นโลก ดาวเทียมจะถูกส่งขึ้นไปให้ลอยอยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ 23,300 กม.เครื่องทบทวนสัญญาณของดาวเทียม (Transponder)จะรับสัญญาณข้อมูลจากสถานีภาคพื้นซึ่งมีกำลังอ่อนลงมากแล้วมาขยาย จากนั้นจะทำการทบทวนสัญญาณ และตรวจสอบตำแหน่งของสถานีปลายทาง แล้วจึงส่งสัญญาณข้อมูลไปด้วยความถี่ในอีกความถี่หนึ่งลงไปยังสถานีปลายทาง การส่งสัญญาณข้อมูลขึ้นไปยังดาวเทียมเรียกว่า "สัญญาณอัปลิงก์" (Up-link) และการส่งสัญญาณข้อมูลกลับลงมายังพื้นโลกเรียกว่า "สัญญาณ ดาวน์-ลิงก์ (Down-link)
ลักษณะของการรับส่งสัญญาณข้อมูลอาจจะเป็นแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point)หรือแบบแพร่สัญญาณ (Broadcast)สถานีดาวเทียม
1 ดวง สามารถมีเครื่องทบทวนสัญญาณดาวเทียมได้ถึง 25 เครื่อง และสามารถครอบคลุมพื้นที่การส่งสัญญาณได้ถึง 1 ใน 3 ของพื้นผิวโลก ดังนั้นถ้าจะส่งสัญญาณข้อมูลให้ได้รอบโลกสามารถทำได้โดยการส่งสัญญาณผ่านสถานีดาวเทียมเพียง 3 ดวงเท่านั้น
ระหว่างสถานีดาวเทียม 2 ดวง ที่ใช้ความถี่ของสัญญาณเท่ากันถ้าอยู่ใกล้กันเกินไปอาจจะทำให้เกิดการรบกวนสัญญาณ ซึ่งกันและกันได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวน หรือชนกันของสัญญาณดาวเทียม
ข้อเสีย ของการส่งสัญญาณข้อมูลทางดาวเทียมคือ สัญญาณข้อมูลสามารถถูกรบกวนจากสัญญาณภาคพื้นอื่น ๆ ได้ อีกทั้งยังมีเวลาประวิง
(Delay Time) ในการส่งสัญญาณเนื่องจากระยะทางขึ้น-ลง ของสัญญาณ และที่สำคัญคือ มีราคาสูงในการลงทุนทำให้ค่าบริการสูงตามขึ้นมาเช่นกัน
ที่มา:
http://www.chakkham.ac.th/technology/network/equ.html
น.ส.จตุพร สุชิลา ม.5/1 เลขที่ 31
สื่อกลางการสื่อสารข้อมูลแบบไม่มีสาย
ระบบไมโครเวฟ (Microwave System)
การส่งสัญญาณข้อมูลไปกลับคลื่นไมโครเวฟเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลแบบรับช่วงต่อๆ กันจากหอ (สถานี) ส่ง-รับสัญญาณหนึ่งไปยังอีกหอหนึ่ง จะครอบคลุมพื้นที่รับสัญญาณประมาณ 30-50 กม.
การส่งสัญญาณข้อมูลไมโครเวฟมักใช้กันในกรณีที่การติดตั้งสายเคเบิลทำได้ไม่สะดวก แต่ละสถานีไมโครเวฟจะติดตั้งจานส่ง-รับสัญญาณข้อมูล ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 ฟุต สัญญาณไมโครเวฟเป็นคลื่นย่านความถี่สูง (2-10 จิกะเฮิรตซ์)เพื่อป้องกันการแทรกหรือรบกวนจากสัญญาณอื่น ๆ แต่สัญญาณอาจจะอ่อนลง หรือหักเหได้ในที่มีอากาศร้อนจัด พายุหรือฝน ดังนั้นการติดตั้งจาน ส่ง-รับสัญญาณจึงต้องให้หันหน้าของจานตรงกัน และหอยิ่งสูงยิ่งส่งสัญญาณได้ไกล
ปัจจุบันมีการใช้การส่งสัญญาณข้อมูลทางไมโครเวฟกันอย่างแพร่หลาย สำหรับการสื่อสารข้อมูลในระยะทางไกล ๆ หรือระหว่างอาคาร โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สะดวกที่จะใช้สายไฟเบอร์ออปติก หรือการสื่อสารดาวเทียม อีกทั้งไมโครเวฟยังมีราคาถูกกว่า และติดตั้งได้ง่ายกว่า และสามารถส่งข้อมูลได้คราวละมาก ๆ ด้วย อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่ทำให้สื่อกลางไมโครเวฟเป็นที่นิยม คือราคาที่ถูกกว่า
การสื่อสารด้วยดาวเทียม (Satellite Transmission)
ที่จริงดาวเทียมก็คือสถานีไมโครเวฟลอยฟ้านั่นเอง ซึ่งทำหน้าที่ขยายและทบทวนสัญญาณข้อมูล รับและส่งสัญญาณข้อมูลกับสถานีดาวเทียม ที่อยู่บนพื้นโลก สถานีดาวเทียมภาคพื้นจะทำการส่งสัญญาณข้อมูล ไปยังดาวเทียมซึ่งจะหมุนไปตามการหมุนของโลกซึ่งมีตำแหน่งคงที่เมื่อเทียมกับ ตำแหน่งบนพื้นโลก ดาวเทียมจะถูกส่งขึ้นไปให้ลอยอยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ 23,300 กม.เครื่องทบทวนสัญญาณของดาวเทียม (Transponder)จะรับสัญญาณข้อมูลจากสถานีภาคพื้นซึ่งมีกำลังอ่อนลงมากแล้วมาขยาย จากนั้นจะทำการทบทวนสัญญาณ และตรวจสอบตำแหน่งของสถานีปลายทาง แล้วจึงส่งสัญญาณข้อมูลไปด้วยความถี่ในอีกความถี่หนึ่งลงไปยังสถานีปลายทาง การส่งสัญญาณข้อมูลขึ้นไปยังดาวเทียมเรียกว่า "สัญญาณอัปลิงก์" (Up-link) และการส่งสัญญาณข้อมูลกลับลงมายังพื้นโลกเรียกว่า "สัญญาณ ดาวน์-ลิงก์ (Down-link)
ลักษณะของการรับส่งสัญญาณข้อมูลอาจจะเป็นแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point)หรือแบบแพร่สัญญาณ (Broadcast)สถานีดาวเทียม
1 ดวง สามารถมีเครื่องทบทวนสัญญาณดาวเทียมได้ถึง 25 เครื่อง และสามารถครอบคลุมพื้นที่การส่งสัญญาณได้ถึง 1 ใน 3 ของพื้นผิวโลก ดังนั้นถ้าจะส่งสัญญาณข้อมูลให้ได้รอบโลกสามารถทำได้โดยการส่งสัญญาณผ่านสถานีดาวเทียมเพียง 3 ดวงเท่านั้น
ระหว่างสถานีดาวเทียม 2 ดวง ที่ใช้ความถี่ของสัญญาณเท่ากันถ้าอยู่ใกล้กันเกินไปอาจจะทำให้เกิดการรบกวนสัญญาณ ซึ่งกันและกันได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวน หรือชนกันของสัญญาณดาวเทียม
ข้อเสีย ของการส่งสัญญาณข้อมูลทางดาวเทียมคือ สัญญาณข้อมูลสามารถถูกรบกวนจากสัญญาณภาคพื้นอื่น ๆ ได้ อีกทั้งยังมีเวลาประวิง
(Delay Time) ในการส่งสัญญาณเนื่องจากระยะทางขึ้น-ลง ของสัญญาณ และที่สำคัญคือ มีราคาสูงในการลงทุนทำให้ค่าบริการสูงตามขึ้นมาเช่นกัน
ที่มา:
http://www.chakkham.ac.th/technology/network/equ.html
น.ส.จตุพร สุชิลา ม.5/1 เลขที่ 31
องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล มีดังนี้
1. ผู้ส่ง (Sender) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร การสื่อสารข้อมูลมีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล
2. ผู้รับ (Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสาร มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้
3. สื่อกลาง (Medium) หรือตัวกลาง เป็นเส้นทางการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง
4. ข้อมูลข่าวสาร (Message) คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร อาจเรียกว่า สารสนเทศ (Information) แบ่งเป็น 5 รูปแบบ ดังนี้
4.1 ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่าง ๆ แทนด้วยรหัสต่าง ๆ
4.2 ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่าง ๆ ตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอสกีแต่จะถูกแปลงเป็นเลขฐานสองโดยตรง
4.3 รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาดของรูปภาพ
4.4 เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพเพราะข้อมูลเสียงจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป
4.5 วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว เกิดจากการรวมกันของรูปภาพหลาย ๆ รูป
5. โปรโตคอล (Protocol) คือ วิธีการหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งสามารถเข้าใจกันหรือคุยกันรู้เรื่อง
http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom2.htm
ชนิดของสัญญาณข้อมูล
แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. สัญญาณอนาล็อก ( Analog Signal) คือสัญญาณแบบต่อเนื่องมีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (Sine Wave) วัดสัญญาณแบบนี้คือ เฮิรตซ์ (Hertz) แต่ละคลื่นจะมีความถี่และมีความเข้มของสัญญาณที่ต่างกันแต่เมื่อนำมาผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณจะได้ข้อมูลที่ต้องการคือ การส่งข้อมูลผ่านระบบโทรศัพท์
2. สัญญาณดิจิตอล ( Digital Signal) คือสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่องรูปแบบสัญญาณจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่ปะติปะต่อมีข้อมูลเป็น bps หรือ Bit Per Second ใช้โมเด็มเป็นอุปกรณ์ในการแปลงสัญญาณ
http://school.obec.go.th/wattiandad/text/internet.htm
นางสาวประภัสสร โพธิบัติ ชั้น ม.5/2 เลขที่40
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว (Star Topology)
แบบดาว (STAR TOPOLOGY) เป็นการเชื่อมต่อสถานีหรือจุดต่าง ๆ ออกจากคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง ไม่มีการใช้สายสัญญาณร่วมกัน ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบนี้คือ ง่ายต่อการให้บริการ เพราะมีศูนย์กลาง อยู่ที่คอมพิวเตอร์แม่ข่าย อยู่เครื่องเดียว และเมื่อเกิดความเสียหาย ที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นก็จะไม่มีผลกระทบอันใด เพราะใช้สายคนละเส้น ข้อเสียคือต้องใช้สายสัญญาณจำนวนมาก
นายคาวี วารีย์ ชั้น ม. 5/2 เลขที่ 4
http://www.student.chula.ac.th/~49370425/new_page_3.htm
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
สามารถจัดรูปแบบได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้
1. แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex )ในการส่งสัญญาณข้อมูลแบบ simplex ข้อมูลจะถูกส่งไปในทางเดียวเท่านั้น และตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การกระจายเสียงของ สถานี วิทยุ หรือ การแพร่ภาพทางโทรทัศน์ เป็นต้น
2. แบบกลึ่งทางกึ่งทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ (Either-Way of Two Waysหรือ Half Duplex) การสื่อสารแบบ Half Duplex เราสามารถส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับกันส่ง จะทำใน เวลาเดียว กันไม่ได้ ตัวอย่างเช่น วิทยุสื่อสารของตำรวจแบบ Walkly-Talkly ซึ่งต้องอาศัยการ สลับสวิตซ์ เพื่อแสดง การเป็นผู้ส่งสัญญาณคือต้องผลัดกันพูด บางครั้งเราเรียกการสื่อสารแบบ Haft Duplex ว่า แบบสายคู่ ( Two-Wire Line)
3.แบบทางคู่ (Full-Duplex) ในแบบนี้เราสามารถส่งข้อมูลได้พร้อมๆ กันทั้งสองทาง ตัวอย่างเช่น การพูดคุยโทรศัพท์ โดยสามารถสื่อสารพร้อมกันได้ทั้งสองฝ่าย บางครั้งเรียกการสื่อสารแบบทางคูว่า Four-Wire Line
4.แบบสะท้อนสัญญาณหรือ เอ๊กโคเพล๊กซ์ (Echo-Plex) เป็นการส่งสัญญาณที่รวมทั้ง Half-Duplex และ Full-Duplex ไว้รวมกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคีย์บอร์ และจอภาพของเครือง Terminal ของ Main Frame หรือ Host คอมพิวเตอร์ ในระหว่างการคีย์ข้อมความผ่านคีย์บอร์ดเพื่อให้ Host คอมพิวเตอร์รับข้อความหรือทำตามคำสั่งข้อความหรือคำสั่งจะปรากฏบนจอภาพคอมพิวเตอร์ของ เครื่อง Terminal ด้วยเช่นกัน เนื่องจากขณะที่สัญญาณตัวอักขระที่ถูกส่งจากคีย์บอร์ดไปยัง Host ซึ่ง เป็นแบบ Full-Duplex จะสะท้อนกลับมาปรากฏที่จอภาพเครือง Terminal ด้วย
ที่มา
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/datacom/datatransmission.htm
นส.ชลธิชา จักษุทิพย์
เลขที่ 16 ม.5/1
ชนิดของสัญญาณข้อมูล
ชนิดของสัญญาณข้อมูล สามารถจำแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ
1. สัญญาณอนาล็อก (analog signal)
เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (sine wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถีและความเข้มของสัญญาณที่แตกต่างกัน เมื่อนำสัญญาณ ข้อมูลเหล่านี้มาผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณ ก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการได้ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลที่มีสัญญาณแบบแอนะล็อกคือ การส่งข้อมูลผ่านระบบโทรศัพท์
เฮิรตซ์ (hertz) คือ หน่วยวัดความถี่ของสัญญาณข้อมูลแบบแอนะล็อก วิธีวัดความถี่จะนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายใน 1 วินาที เช่น สัญญาณข้อมูลที่มีความถี่ 60 Hz หมายถึงใน 1 วินาที สัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณ 60 รอบ (ขึ้นและลงนับเป็น 1 รอบ)
2. สัญญาณดิจิตอล (digital signal)
สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง รูปแบบของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปะติดปะต่ออย่างสัญญาณแอนะล็อก ในการสื่อสาร ด้วยสัญญาณดิจิตอล ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเลขฐานสอง (0 และ 1) จะถูกแทนด้วยสัญญาณดิจิตอล การแทนข้อมูลดิจิตอลด้วยสัญญาณดิจิตอล มีหลายแบบ แบบที่แสดงไว้ในรูปที่ เรียกว่า Unipolar เป็นวิธีที่แทนบิตข้อมูล 0 ด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นกลาง และบิตข้อมูล 1 ด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นบวก
Bit rate เป็นอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิตอล วิธีวัดความเร็วจะนับจำนวนบิตข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที เช่น 14,400 bps หมายถึง มีความเร็วในการส่งข้อมูลจำนวน 14,400 บิต ในระยะเวลา 1 วินาที
แหล่งอ้างอิง http://61.19.33.60/web40201/unit2.htm
ถ้าจะทำการสรุปถึงการสื่อสารไร้สาย จึงขอจัดแบ่งกลุ่มพอคร่าว ๆ ได้ดังนี้คือกลุ่มระบบเสียงเป็นหลัก ได้แก่ โทรศัพท์ไร้สาย (Mobile phone) กลุ่มระบบข้อมูลเป็นหลัก ได้แก่ เครือข่ายข้อมูลระยะใกล้ (Wireless Local Area Network) กลุ่มการถ่ายทอดเสียงและภาพ เช่น สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ แต่ทว่าในปัจจุบันเส้นแบ่งขอบเขตเหล่านี้ค่อนข้างเลือนหายไปไม่ชัดเจน เนื่องจากสภาพของการสื่อสารในปัจจุบันเป็นการสื่อสารแบบสื่อผสม (Multimedia) นั่นคือ มีการสื่อสารทั้งที่เป็นภาพ เสียง และข้อมูลปะปนกัน ซึ่งก็จะได้เห็นว่าอุปกรณ์ซึ่งแต่เดิมได้ออกแบบสำหรับงานเฉพาะอย่างได้เปลี่ยนรูปแบบไปอย่างมาก เช่น เครื่องโทรศัพท์มือถือ แต่เดิมมีความต้องการเพียงส่งเลียง ไม่จำเป็นต้องมีจอแสดงผล แป้นกดก็เป็นตัวเลขก็เพียงพอ แต่เห็นได้จากวิวัฒนาการของเครื่องโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันมีหน้าจอแสดงผลแบบหลายบรรทัด สามารถแสดงได้ทั้งข้อความและรูปภาพที่เป็นสี หรือแม้กระทั่งสามารถส่งข้อความภาพแบบวิดีโอถึงกันได้ และแน่นอนสามารถท่องโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย แป้นพิมพ์ก็ถูกพัฒนามากขึ้น มีฟังก์ชันช่วยในการพิมพ์ข้อความหรือการส่ง Short message หรือพิมพ์ URL ของเว็บที่ต้องการได้สะดวกขึ้น
อ้างอิง
http://202.29.21.8/~s4728451015/p/page12.htm
นายวินัย งามดี ม.5/5เลขที่14
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทั้งหมดบนสายสื่อสารเพียงเส้นเดียว เช่น สายคู่บิตเกลียว สายโคแอ็กเซียว หรือสายใยแก้วนำแสง โดยสัญญานที่ถูกส่งออกมาจากอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์ตัวใดก็ตามจะเป็นลักษณะการกระจายข่าว ( Broadcast) คือ ส่งออกไปทั้งสองทิศทางไปยังทุกส่วนของระบบเครือข่ายนั้นโดยมีซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งกับอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นตัวควบคุมการสื่อสาร ซึ่งเป็นการทำงานที่ไม่มีอุปกรณ์ตัวใดทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบเลย ในกรณีนี่ถ้าอุปกรณ์ใดก็ตามหยุดการทำงานไปก็จะไม่มีผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ยังคงทำงานอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ขณะเวลาๆ หนึ่งระบบนี้จะมีอุปกรณ์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งสัญญาณออกมาได้ โดยอุปกรณ์ตัวอื่นที่ต้องการส่งสัญญาณจะต้องหยุดรอจนกว่าในระบบจะไม่มีผู้ใดส่งสัญญาณจึงจะสามารถเริ่มส่งสัญญาณของตนเองออกมาได้ ถ้ามีอุปกรณ์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปส่งสัญญาณออกมาพร้อมกันก็จะเกิดปัญหาสัญญาณชนกัน (Collision) ซึ่งจะทำให้สัญญาณของทุกฝ่ายเสียหายไม่สามารถนำไปใช้งานได้ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพตํ่าในกรณีที่มีอุปกาณ์เชื่อมต่ออยู่เป็นจำนวนมาก
ชื่อนางสาวอัญชลี อินทร์นอก เลขที่43 ชั้นม.5/5
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
นับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ ถ้าทำงานได้เร็วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ทำระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้น
การประยุกต์ใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างกว้างขวางและสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งนี้เพราะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสื่อสารข้อมูลระหว่างกันได้
อ้างอิงhttps://www.blogger.com/comment.
น.ส.สุนันทา ทูลไธสง ม.5/5 เลขที่21
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทั้งหมดบนสายสื่อสารเพียงเส้นเดียว เช่น สายคู่บิตเกลียว สายโคแอ็กเซียว หรือสายใยแก้วนำแสง โดยสัญญานที่ถูกส่งออกมาจากอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์ตัวใดก็ตามจะเป็นลักษณะการกระจายข่าว ( Broadcast) คือ ส่งออกไปทั้งสองทิศทางไปยังทุกส่วนของระบบเครือข่ายนั้นโดยมีซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งกับอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นตัวควบคุมการสื่อสาร ซึ่งเป็นการทำงานที่ไม่มีอุปกรณ์ตัวใดทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบเลย ในกรณีนี่ถ้าอุปกรณ์ใดก็ตามหยุดการทำงานไปก็จะไม่มีผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ยังคงทำงานอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ขณะเวลาๆ หนึ่งระบบนี้จะมีอุปกรณ์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งสัญญาณออกมาได้ โดยอุปกรณ์ตัวอื่นที่ต้องการส่งสัญญาณจะต้องหยุดรอจนกว่าในระบบจะไม่มีผู้ใดส่งสัญญาณจึงจะสามารถเริ่มส่งสัญญาณของตนเองออกมาได้ ถ้ามีอุปกรณ์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปส่งสัญญาณออกมาพร้อมกันก็จะเกิดปัญหาสัญญาณชนกัน (Collision) ซึ่งจะทำให้สัญญาณของทุกฝ่ายเสียหายไม่สามารถนำไปใช้งานได้ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพตํ่าในกรณีที่มีอุปกาณ์เชื่อมต่ออยู่เป็นจำนวนมาก
นางสาว รัญจวน สวัสดี เลขที่ 24 ชั้น ม.5/5
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทั้งหมดบนสายสื่อสารเพียงเส้นเดียว เช่น สายคู่บิตเกลียว สายโคแอ็กเซียว หรือสายใยแก้วนำแสง โดยสัญญานที่ถูกส่งออกมาจากอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์ตัวใดก็ตามจะเป็นลักษณะการกระจายข่าว ( Broadcast) คือ ส่งออกไปทั้งสองทิศทางไปยังทุกส่วนของระบบเครือข่ายนั้นโดยมีซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งกับอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นตัวควบคุมการสื่อสาร ซึ่งเป็นการทำงานที่ไม่มีอุปกรณ์ตัวใดทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบเลย ในกรณีนี่ถ้าอุปกรณ์ใดก็ตามหยุดการทำงานไปก็จะไม่มีผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ยังคงทำงานอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ขณะเวลาๆ หนึ่งระบบนี้จะมีอุปกรณ์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งสัญญาณออกมาได้ โดยอุปกรณ์ตัวอื่นที่ต้องการส่งสัญญาณจะต้องหยุดรอจนกว่าในระบบจะไม่มีผู้ใดส่งสัญญาณจึงจะสามารถเริ่มส่งสัญญาณของตนเองออกมาได้ ถ้ามีอุปกรณ์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปส่งสัญญาณออกมาพร้อมกันก็จะเกิดปัญหาสัญญาณชนกัน (Collision) ซึ่งจะทำให้สัญญาณของทุกฝ่ายเสียหายไม่สามารถนำไปใช้งานได้ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพตํ่าในกรณีที่มีอุปกาณ์เชื่อมต่ออยู่เป็นจำนวนมาก แสดงดังรูปที่
อ้างอิง
http://www.hs1an.org/index.php?option=com_content&task=view&id=551&Itemid=23
นายศราวุธ ฤกษ์เสนา
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทั้งหมดบนสายสื่อสารเพียงเส้นเดียว เช่น สายคู่บิตเกลียว สายโคแอ็กเซียว หรือสายใยแก้วนำแสง โดยสัญญานที่ถูกส่งออกมาจากอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์ตัวใดก็ตามจะเป็นลักษณะการกระจายข่าว ( Broadcast) คือ ส่งออกไปทั้งสองทิศทางไปยังทุกส่วนของระบบเครือข่ายนั้นโดยมีซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งกับอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นตัวควบคุมการสื่อสาร ซึ่งเป็นการทำงานที่ไม่มีอุปกรณ์ตัวใดทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบเลย ในกรณีนี่ถ้าอุปกรณ์ใดก็ตามหยุดการทำงานไปก็จะไม่มีผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ยังคงทำงานอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ขณะเวลาๆ หนึ่งระบบนี้จะมีอุปกรณ์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งสัญญาณออกมาได้ โดยอุปกรณ์ตัวอื่นที่ต้องการส่งสัญญาณจะต้องหยุดรอจนกว่าในระบบจะไม่มีผู้ใดส่งสัญญาณจึงจะสามารถเริ่มส่งสัญญาณของตนเองออกมาได้ ถ้ามีอุปกรณ์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปส่งสัญญาณออกมาพร้อมกันก็จะเกิดปัญหาสัญญาณชนกัน (Collision) ซึ่งจะทำให้สัญญาณของทุกฝ่ายเสียหายไม่สามารถนำไปใช้งานได้ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพตํ่าในกรณีที่มีอุปกาณ์เชื่อมต่ออยู่เป็นจำนวนมาก
อ้างอิง http://www.hs1an.org/index.php?option=com_content&task=view&id=551&Itemid=31
นางสาว อัญชล๊ อินทร์นอก เลขที่43 ชั้น ม. 5/5
การส่งสัญญาณข้อมูล
ในการส่งสัญญาณข้อมูลแบบซิมเพล็กซ์ ข้อมูลจะถูกส่งไปในทาง เดียวเท่านั้น และตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การกระจายเสียงของสถานีวิทยุ หรือการแพร่ภาพทางโทรทัศน์การสื่อสารแบบครึ่งดูเพล็กซ์ เราสามารถส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับกันส่งจะทำในเวลาเดียวกันไม่ได้ตัวอย่างเช่นวิทยุสื่อสารของตำรวจแบบวอล์กกี้-ทอล์กกี้ ซึ่งต้องอาศัยการสลับสวิตซ์เพื่อแสดงการเป็นผู้ส่งสัญญาณ และให้ทางอีกทางหนึ่งเป็นผู้รับสัญญาณคือ ต้องผลัดกันพูด
น.ส.ศิริพร จำเริญใจ ม.5/5 เลขที่44
http://www.basicnetwork.th.gs
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้น
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีดังนี้
การใช้อุปกรณ์ร่วมกัน (Sharing of peripheral devices) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้ สามารถใช้อุปกรณ์ รอบข้างที่ต่อพ่วงกับระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเครื่องพิมพ์ ดิสก์ไดร์ฟ ซีดีรอม สแกนเนอร์ โมเด็ม เป็นต้น
การใช้โปรแกรมและข้อมูลร่วมกัน (Sharing of program and data) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรม และข้อมูลร่วมกันได้ โดยจัดเก็บโปรแกรมไว้แหล่งเก็บข้อมูล ที่เป็นศูนย์กลาง เช่น ที่ฮาร์ดดิสก์ของเครื่อง File Server ผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรมร่วมกัน ได้จากแหล่งเดียวกัน ไม่ต้องเก็บโปรแกรมไว้ในแต่ละเครื่อง ให้ซ้ำซ้อนกัน นอกจากนั้นยังสามารถรวบรวม ข้อมูลต่าง ๆ จัดเก็บเป็นฐานข้อมูล ผู้ใช้สามารถใช้สารสนเทศ จากฐานข้อมูลกลาง ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร ์ที่ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินทางไปสำเนาข้อมูลด้วยตนเอง
สามารถติดต่อสื่อสารระยะไกลได้ (Telecommunication) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เป็นเครือข่าย ทั้งประเภทเครือข่าย LAN , MAN และ WAN ทำให้คอมพิวเตอร์ สามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล ระยะไกลได ้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ทางด้านการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีการให้บริการต่าง ๆ มากมาย เช่น การโอนย้ายไฟล์ข้อมูล การใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) การสืบค้นข้อมูล (Serach Engine) เป็นต้น
สามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านธุรกิจได้ (ฺBusiness Applicability) องค์กรธุรกิจ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น เครือข่ายของธุรกิจธนาคาร ธุรกิจการบิน ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจหลักทรัพย์ สามารถดำเนินธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็ว
ความประหยัด
นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างเช่นในสำนักงานหนึ่งมีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ จะเห็นว่าต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5 - 10 เครื่อง มาใช้งาน แต่ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก้อ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องพิมพ์ประมาณ 2-3 เครื่องก็พอต่อการใช้งานแล้ว เพราะว่าทุกเครื่องสามารถเข้าใช้เครื่องพิมพ์เครื่องใดก็ได้ ผ่านเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน
ความเชื่อถือได้ของระบบงาน
นับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ ถ้าทำงานได้เร็วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ทำระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูลมากกขึ้น
แหล่งอ้างอิง
http://blog.eduzones.com/banny/3478
น.ส.สมพร สังสีแก้ว ม.5/5 เลขที่ 18
การสื่อสารแบบไร้สายการสื่อสารข้อมูล คือการรับส่ง – โอนย้ายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศระหว่างอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ เครือข่ายคอมพิวเตอร์การนำเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปมาเชื่อมต่อกันเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูลองค์ประกอบของการสื่อสารสื่อนำข้อมูล คือทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายข้อมูลจากการส่งไปยังผู้รับ เช่นสายเคเบิล อากาศ น้ำ โปรโตคอล คือเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารชนิดของสัญญาณข้อมูล 1. Analog Signal เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่น 2.Digital Signalเป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง มีค่าเพียง 2 ค่า คือ 0 และ 3.Modem เป็นการแปลงสัญญาณจากแอนะล็อกเป็นดิจิตอล จากดิจิตอลเป็นแอนะล็อก
อ้างอิง
http://learners.in.th/blog/tassanee5
นางสาววรรณพร สุริยะคุปต์ ม.5/5 เลขที่47
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์คืออะไร
การเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการโอนถ่ายข้อมูลและสามารถสื่อสารระหว่างกันได้
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์
อินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลในด้านต่างๆ และมีการให้บริการในหลายรูปแบบ เช่น ไปรษณีย์อิเล็คโทรนิค (E-mail), การสนทนาทางเครือข่าย (MSN, ICQ), เว็บ, การโอนถ่ายแฟ้มข้อมูล (FTP), การเล่นเกมส์ออนไลน์ (Ragnarok) , การเข้าชมเว็บไซต์ (Web)
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์
อ้างอิง
http://www.taying.th.gs/web-t/aying/page/1%E0%B8%9A%E0%B8%971.html
ชื่อ น.ส. ปวีณา ชมภูวงค์ เลขที่ 38 ม. 5/5
ชนิดของสัญญาณข้อมูล
ชนิดของสัญญาณข้อมูล สามารถจำแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ
1. สัญญาณอนาล็อก (analog signal)
เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (sine wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถีและความเข้มของสัญญาณที่แตกต่างกัน เมื่อนำสัญญาณ ข้อมูลเหล่านี้มาผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณ ก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการได้ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลที่มีสัญญาณแบบแอนะล็อกคือ การส่งข้อมูลผ่านระบบโทรศัพท์
เฮิรตซ์ (hertz) คือ หน่วยวัดความถี่ของสัญญาณข้อมูลแบบแอนะล็อก วิธีวัดความถี่จะนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายใน 1 วินาที เช่น สัญญาณข้อมูลที่มีความถี่ 60 Hz หมายถึงใน 1 วินาที สัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณ 60 รอบ (ขึ้นและลงนับเป็น 1 รอบ)
2. สัญญาณดิจิตอล (digital signal)
สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง รูปแบบของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปะติดปะต่ออย่างสัญญาณแอนะล็อก ในการสื่อสาร ด้วยสัญญาณดิจิตอล ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเลขฐานสอง (0 และ 1) จะถูกแทนด้วยสัญญาณดิจิตอล การแทนข้อมูลดิจิตอลด้วยสัญญาณดิจิตอล มีหลายแบบ แบบที่แสดงไว้ในรูปที่ เรียกว่า Unipolar เป็นวิธีที่แทนบิตข้อมูล 0 ด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นกลาง และบิตข้อมูล 1 ด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นบวก
Bit rate เป็นอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิตอล วิธีวัดความเร็วจะนับจำนวนบิตข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที เช่น 14,400 bps หมายถึง มีความเร็วในการส่งข้อมูลจำนวน 14,400 บิต ในระยะเวลา 1 วินาที
อ้างอิง http://61.19.33.60/web40201/unit2.htm
ชื่อ นางสาวจุฑาภรณ์ โพธิขำ 5/5 เลขที่ 19
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้น
การประยุกต์ใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างกว้างขวางและสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งนี้เพราะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสื่อสารข้อมูลระหว่างกันได้
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีดังนี้
นับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ ถ้าทำงานได้เร็วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ทำระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที
http://blog.eduzones.com/banny/3478
น.ส.สุนันทา ทูลไธสง ม.5/5 เลขที่21
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
สามารถจัดรูปแบบได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้
1. แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex )ในการส่งสัญญาณข้อมูลแบบ simplex ข้อมูลจะถูกส่งไปในทางเดียวเท่านั้น และตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การกระจายเสียงของ สถานี วิทยุ หรือ การแพร่ภาพทางโทรทัศน์ เป็ผู้ส่งสัญญาณคือต้องผลัดกันพูด บางครั้งเราเรียกการสื่อสารแบบ Haft Duplex ว่า แบบสายคู่
2. แบบกลึ่งทางกึ่งทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ (Either-Way of Two Waysหรือ Half Duplex) การสื่อสารแบบ Half Duplex เราสามารถส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับกันส่ง จะทำใน เวลาเดียว กันไม่ได้ ตัวอย่างเช่น วิทยุสื่อสารของตำรวจแบบ Walkly-Talkly ซึ่งต้องอาศัยการ สลับสวิตซ์ เพื่อแสดง การเป็นผู้ส่งสัญญาณคือต้องผลัดกันพูด บางครั้งเราเรียกการสื่อสารแบบ Haft Duplex ว่า แบบสายคู่ ( Two-Wire Line)
3. แบบทางคู่ (Full-Duplex) ในแบบนี้เราสามารถส่งข้อมูล ได้พร้อมๆ กันทั้งสองทาง ตัวอย่างเช่น การพูดคุยโทรศัพท์ โดยสามารถ สื่อสารพร้อมกันได้ทั้งสองฝ้่าย บางครั้ง เรียกการสื่อสาร แบบทางคูว่า Four-Wire Line
4. แบบสะท้อนสัญญาณหรือ เอ๊กโคเพล๊กซ์ (Echo-Plex) เป็นการส่งสัญญาณที่รวมทั้ง Half-Duplex และ Full-Duplex ไว้รวมกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคีย์บอร์ และจอภาพของเครือง Terminal ของ Main Frame หรือ Host คอมพิวเตอร์ ในระหว่างการคีย์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดเพื่อให้ Host คอมพิวเตอร์รับข้อความหรือทำตามคำสั่งข้อความ หรือคำสั่ง จะปรากฏบนจอภาพคอมพิวเตอร์ของเครื่องTerminal ด้วยเช่นกัน เนื่องจากขณะที่สัญญาณตัวอักขระที่ถูกส่งจากคีย์บอร์ดไปยัง Host ซึ่ง เป็นแบบ Full-Duplex จะสะท้อนกลับมาปรากฏที่จอภาพเครือง Terminal ด้วย
น.ส. อมรรัตน์ จันทร์ทองหลาง เลขที่ 35 ชั้น ม.5/5
หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า "แลนไร้สาย" หรืออาจถึงขั้นที่เรียกว่าถ้าวันไหนเครือข่ายแลนไร้สายไม่ทำงาน หรืออุปกรณ์จำพวกเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา (Notebook Computer) หรือพีดีเอที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายไม่ทำงานเป็นต้องหัวเสียไปตาม ๆ กัน เข้าขั้นว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว โดยปกติลักษณะการใช้งานเครือข่ายจะถูกจำกัดการใช้งานเพียงแค่ในที่ทำงานหรือที่บ้านเท่านั้น แต่ในปัจจุบันท่านยังสามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต เช่น รับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ดูข่าว ฟังเพลงผ่านเครือข่ายไร้สายได้ในร้านหนังสือ ห้องสมุด ร้านกาแฟ โรงแรม สนามบิน ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งจุดติดตั้งเครือข่ายแลนไร้สายจะมากขึ้นทุก ๆ วัน เรียกว่าขึ้นกันเป็นดอกเห็ดก็คงไม่ผิดนัก แม้ว่าจุดให้บริการยังไม่มากมายขนาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะนี้ แต่อัตราการเติบโตของจุดติดตั้งก็เป็นที่น่าจับตามองมากทีเดียว
อ้างอิง
http://202.29.21.8/~s4728451015/p/page11.htm
นางสาวอุทัยทิพย์ สวัสดี ชั้นม.5/5 เลขที่ 33
นัประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้น
การประยุกต์ใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างกว้างขวางและสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งนี้เพราะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสื่อสารข้อมูลระหว่างกันได้ บเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ ถ้าทำงานได้เร็วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ทำระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที
น.ส.สุนันทา ทูลไธสง 5/5 เลขที่21
http://blog.eduzones.com/banny/3478
เครือข่ายแบบวงแหวน (ring topology) เป็นลักษณะการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด เช่นเดียวกับแบบดาว โดยแต่ละสถานีจะต่อกับสถานีที่อยู่ติดทั้งสองของตนเอง และทุกสถานีมีเครื่องขยายสัญญาณของตัวเอง โดยจะมีการเชื่อมโยงเครื่องขยายสัญญาณของแต่ละสถานีเข้าด้วยกันเป็นวงแหวน สัญญาณข้อมูลจะส่งอยู่ในวงแหวนแบบจุดต่อจุดไปในทิศทางเดียวกันจนถึงผู้รับภายในเวลาที่กำหนด โดยเครื่องขยายสัญญาณเหล่านี้จะมีหน้าที่ในการรับข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง หรือจากเครื่องขยายสัญญาณตัวก่อนหน้า และส่งข้อมูลต่อไปยังเครื่องขยายสัญญาณตัวถัดไปเรื่อย ๆ เป็นวง หากข้อมูลที่ส่งเป็นของสถานีใด เครื่องขยายสัญญาณของสถานีนั้นก็รับและส่งให้กับสถานีนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับว่าเป็นของตนหรือไม่ ถ้าใช่ก็รับไว้ ถ้าไม่ใช่ก็ส่งต่อไป อีกทั้งสามารถตรวจสอบความผิดพลาดในการส่งด้วยในกรณีที่เครื่องรับปลายทางไม่ได้รับสัญญาณข้อมูลในเวลาที่กำหนด จะมีการแจ้งว่าเกิดความผิดพลาดในเครือข่ายใด
อ้างอิง
http://203.154.140.2/ict1/5/page_6.htm
น.ส เบญจวรรณ สิงบุดดี ชั้น ม.5/5 เลขที่ 37
ระบบเครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Network)
มีลักษณะการเชื่อมโยงเครือข่ายกันเป็นวง ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นศูนย์กลาง เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ปลายต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อภายในเครือข่ายเราจะเรียกว่าสถานี แต่ละสถานีจะอาศัยสายเคเบิลที่ต่อเชื่อมกันภายในเครือข่ายเป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูล โดยข้อมูลจะต้องวิ่งผ่านตามสายเคเบิลที่เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์รอบ ๆ วงแหวนทุกสถานี แต่ละสถานีเมื่อข้อมูลวิ่งผ่านมาจะทำหน้าที่คอยตรวจสอบว่ามีข้อมูลส่งมาถึงตนหรือไม่ ถ้ามีสถานีนั้นจะทำการรับข้อมูลไว้และปล่อยให้ข้อมูลวิ่งผ่านออกไปกลับไปยังสถานีต้นทางที่ส่งข้อมูลมาให้ เพื่อแจ้งให้สถานีต้นทางนั้นทราบว่าได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ซึ่งข้อมูลที่ส่งไปจะวิ่งผ่านตามสายเคเบิลไปในทิศทางเดียวกัน และหากมีสถานีใดสถานีหนึ่งภายในเครือข่ายเกิดการขัดข้องไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนั้น ก็จะไม่ทำให้ทั้งเครือข่ายหยุดชะงักลง แต่ข้อเสียสำคัญของเครือข่ายแบบนี้คือการที่ข้อมูลถูกส่งออกไปแล้วจากสถานีต้นทาง จะต้องแวะทุก ๆ สถานีที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย ทำให้สถานีอื่น ๆ ที่ต้องการส่งข้อมูลต้องรอคอยตามไปด้วย ดังนั้นหากเครือข่ายมีสถานีภายในระบบเป็นจำนวนมากก็จะทำให้เกิดการรอคอยหรือเสียเวลามากตามไปด้วย
อ้างอิง
http://www.pattana.ac.th/E_book/Computer/net_student/WEB/6_6.html
น.ส อาริตา ดวงจันทร์ ชั้น ม.5/5 เลขที่ 29
ชนิดของสัญญาณข้อมูล
1. สัญญาณแอนะล็อก (Analog Signal )
เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (Sine Wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถี่และความเข้มของสัญญาณที่ต่างกัน เมื่อนำสัญญาณข้อมูลเหล่านี้มาผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณและก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการ
เฮิรตซ์ (Hertz) คือหน่วยวัดความถี่ของสัญญาณข้อมูลแบบแอนะล็อก วิธีวัดความถี่จะนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายใน 1 วินาที เช่นความถี่ 60 Hz หมายถึง ใน 1 วินาที สัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณ 60 รอบ
2. สัญญาณดิจิทัล (Digital Signal)
สัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง รูปสัญญาณของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปะติดปะต่ออย่างสัญญาณแอนะล็อก ในการสื่อสารด้วยสัญญาณดิจิทัล ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ซึ้งเป็นเลขฐานสอง (0 และ 1) จะถูกแทนด้วยสัญญาณดิจิทัล
Bit Rate เป็นอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิทัล วิธีวัดความเร็วจะนับจำนวนบิต ข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที 14,400 bps หมายถึง มีความเร็วในการส่งข้อมูลจำนวน 144,001 บิตในระยะเวลา 1 วินาที
น.ส.ดารารัตน์ หีบไธสง ชั้นม.5/5 เลขที่ 27
แหล่งอ้างอิง
http://yoyojung28.exteen.com/20081215/entry-1
ประเภทระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ 1) เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network: LAN) และ 2) เครือข่ายบริเวณกว้าง (Wide Area Network: WAN) เครือข่ายท้องถิ่น (LAN)
-เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network : LAN) เป็นพื้นฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วไป กล่าวคือ ระบบเครือข่ายท้องถิ่นมีตั้งแต่อย่างง่าย (คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง เชื่อมต่อกันด้วยสายเคเบิล) จนถึงอย่างซับซ้อน (คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ นับร้อยเชื่อมโยง) ลักษณะสำคัญของเครือข่ายท้องถิ่น คือ จะครอบคลุมพื้นที่จำกัด มีขอบเขตที่แน่นอน
-เครือข่ายบริเวณกว้าง (Wild Area Network : WAN) เป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง ซึ่งเกิดจากการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายท้องถิ่นหลายๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน บางทีระบบเครือข่ายที่กว้างที่สุด ก็คือ ระบบอินเทอร์เน็ตนั่นเอง
นายกัมปนาท เดิมทำรัมย์ ชั้น ม.5/5 เลขที่ 9
อ้างอิง http://www.mcc.ac.th/ICT_Trainning_Net_work.doc
การเชื่อมต่อแบบวงแหวน (Ring Topology) เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server) และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือแต่ละเครื่อง จะมีรีพีตเตอร์ (Repeater) ประจำแต่ละเครื่อง 1 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไป
อ้างอิง
student.swu.ac.th/sc471010312/แนะนำแหล่งเรียนรู้ดิจิตอล.doc
นางสาวสิรินันท์ เป้าไธสง ม.5/5เลขที่30
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้น
การประยุกต์ใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างกว้างขวางและสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งนี้เพราะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสื่อสารข้อมูลระหว่างกันได้
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีดังนี้
การใช้อุปกรณ์ร่วมกัน (Sharing of peripheral devices) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้ สามารถใช้อุปกรณ์ รอบข้างที่ต่อพ่วงกับระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเครื่องพิมพ์ ดิสก์ไดร์ฟ ซีดีรอม สแกนเนอร์ โมเด็ม เป็นต้น ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ที่มีราคาแพง เชื่อมต่อพ่วงให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
การใช้อุปกรณ์ร่วมกันของระบบเครือข่าย
การใช้โปรแกรมและข้อมูลร่วมกัน (Sharing of program and data) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรม และข้อมูลร่วมกันได้ โดยจัดเก็บโปรแกรมไว้แหล่งเก็บข้อมูล ที่เป็นศูนย์กลาง เช่น ที่ฮาร์ดดิสก์ของเครื่อง File Server ผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรมร่วมกัน ได้จากแหล่งเดียวกัน ไม่ต้องเก็บโปรแกรมไว้ในแต่ละเครื่อง ให้ซ้ำซ้อนกัน นอกจากนั้นยังสามารถรวบรวม ข้อมูลต่าง ๆ จัดเก็บเป็นฐานข้อมูล ผู้ใช้สามารถใช้สารสนเทศ จากฐานข้อมูลกลาง ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร ์ที่ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินทางไปสำเนาข้อมูลด้วยตนเอง เพราะใช้การเรียกใช้ข้อมูล ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั่นเอง เครื่องลูก (Client) สามารถเข้ามาใช้ โปรแกรม ข้อมูล ร่วมกันได้จากเครื่องแม่ (Server) หรือระหว่างเครื่องลูกกับเครื่องลูกก็ได้ เป็นการประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บโปรแกรม ไม่จำเป็นว่าทุกเครื่องต้องมีโปรแกรมเดียวกันนี้ในเครื่องของตนเอง
การใช้โปรแกรมและข้อมูลร่วมกันได้
สามารถติดต่อสื่อสารระยะไกลได้ (Telecommunication) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เป็นเครือข่าย ทั้งประเภทเครือข่าย LAN , MAN และ WAN ทำให้คอมพิวเตอร์ สามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล ระยะไกลได ้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ทางด้านการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีการให้บริการต่าง ๆ มากมาย เช่น การโอนย้ายไฟล์ข้อมูล การใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) การสืบค้นข้อมูล (Serach Engine) เป็นต้น
การใช้โปรแกรมติดต่อสื่อสารระยะไกล
สามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านธุรกิจได้ (ฺBusiness Applicability) องค์กรธุรกิจ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น เครือข่ายของธุรกิจธนาคาร ธุรกิจการบิน ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจหลักทรัพย์ สามารถดำเนินธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองความพึงพอใจ ให้แก่ลูกค้าในปัจจุบัน เริ่มมีการใช้ประโยชน์จากเครือข่าย Internet เพื่อทำธุรกิจกันแล้ว เช่นการสั่งซื้อสินค้า การจ่ายเงินผ่านระบบธนาคาร เป็นต้น
การประยุกต์ใช้ระบบเครือข่ายในงานธุรกิจ
ความประหยัด
นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างเช่นในสำนักงานหนึ่งมีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ จะเห็นว่าต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5 - 10 เครื่อง มาใช้งาน แต่ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก้อ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องพิมพ์ประมาณ 2-3 เครื่องก็พอต่อการใช้งานแล้ว เพราะว่าทุกเครื่องสามารถเข้าใช้เครื่องพิมพ์เครื่องใดก็ได้ ผ่านเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน
ความเชื่อถือได้ของระบบงาน
นับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ ถ้าทำงานได้เร็วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ทำระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที
ความสำคัญของเทคโนโลยีเครือข่ายแลน
การเชื่อมโยง คอมพิวเตอร์ เข้าเป็น เครือข่ายแลน นั้น มีจุดมุ่งหมาย ที่จะให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่องสื่อสารข้อมูล ระหว่างกัน ได้ทั้งหมด หากนำ เครื่องคอมพิวเตอร์ สองเครื่องต่อสายสัญญาณ เข้าหากันจะทำให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งสองนั้น ส่งข้อมูล ถึงกันได้ ครั้น จะนำเอา คอมพิวเตอร์ เครื่องที่สาม ต่อร่วมด้วย เริ่มจะ มีข้อยุ่งยาก เพิ่มขึ้น และยิ่งถ้ามี เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นจำนวนมาก ก็ยิ่งมีข้อยุ่งยาก ที่จะทำให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งหมดสื่อสาร ถึงกันได้
ด้วยเหตุนี้ ผู้พัฒนา เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จึงต้องหาวิธีการ และเทคนิค ในการ เชื่อมโยง เครือข่าย แบบต่างๆ เพื่อลดข้อ ยุ่งยากในเรื่องการ เชื่อมโยง สายสัญญาณ โดยใช้จำนวน สายสัญญาณน้อย และเหมาะกับการ นำไปใช้งานได้ ทั้งนี้ เพราะข้อจำกัดของ การใช้สัญญาณ เป็นเรื่องสำคัญมาก
บริษัท ผู้พัฒนา ระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ ได้พยายาม คิดหาวิธี และใช้ เทคโนโลยี ในการรับส่งข้อมูล ภายใน เครือข่ายแลน ออกมา หลายระบบ ระบบใด ได้รับ การยอมรับ ก็มีการตั้ง เป็นมาตรฐาน กลาง เพื่อว่าจะได้ มีผู้ผลิต ที่สนใจการ ผลิตอุปกรณ์ เชื่อมโยง เข้าสู่เครือข่าย เทคโนโลยี เครือข่ายแลน จึงมีหลากหลาย เครือข่ายแลน ที่น่าสนใจ เช่น อีเทอร์เน็ต (ethernet) โทเก็นริง (token ring) และสวิตชิง (switching)
คอมพิวเตอร์ ความสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ในสมัยก่อนที่จะมีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นมานั้น การขนถ่าย แลกเปลี่ยนข้อมูลกันนั้น
ไม่ค่อยมีความสะดวกมากนัก และยังมีความเสี่ยงต่อการสูญหายของข้อมูลในขณะขนย้าย
จึงเป็นสาเหตุทำให้ต้องมีระบบเครือข่ายขึ้นมาใช้กันดังในปัจจุบัน หลักการพื้นฐานอย่างเห็นได้ชัด
ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ นั้นก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุก ๆ เครื่องที่อยู่ในระบบเครือข่าย
จะต้องเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน และจัดให้อยู่ในรูปแบบของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ประเภทของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
1. เครือข่ายแลน (Local Area Network : LAN)
2. เครือข่ายแมน (Metropolitan Area Network : MAN)
3. เครือข่ายแวน (Wide Area Network : WAN)
1.เครือข่ายแลน (Local Area Network : LAN)
เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในท้องที่
บริเวณเดียวกันเข้าด้วยกัน เช่น ภายในอาคาร หรือ ภายในองค์กรที่อยู่บริเวณที่ห่างกันไม่มากนัก
จัดเป็นเครือข่ายเฉพาะขององค์กร เครือข่ายนี้มีตั้งแต่เครือข่ายขนาดเล็กเชื่อมระหว่าง
เครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่อง ไปจนถึงเครือข่ายขนาดใหญ่ เช่น ภายในมหาวิทยาลัย
จึงเป็นเครือข่ายที่รับผิดชอบ โดยมีองค์กรเป็นเจ้าของ
ลักษณะสำคัญของเครือข่ายแลนคือมีอุปกรณ์ที่ประกอบภายในเครือข่ายสามารถ
รับส่งสัญญาณกันด้วยความเร็วสูงมาก ตั้งแต่ 10 ล้านบิตต่อวินาที จนถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที
การสื่อสารในระยะใกล้จะมีความเร็วในการสื่อสารสูง มีข้อผิดพลาดน้อย
2.เครือข่ายแมน (Metropolitan Area Network : MAN)
เป็นระบบเครือข่ายระดับเมือง คือมีการเชื่อมโยงกันในพื้นที่ ที่กว้างไกลกว่าระบบ LAN
คืออาจจะเชื่อมโยงกันภายในจังหวัด โดยจะต้องมีการใช้ระบบเครือข่ายขององค์การโทรศัพท์
หรือองค์การสื่อสารแห่งประเทศไทย
3.เครือข่ายแวน (Wide Area Network : WAN)
เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะไกล จึงต้องอาศัยระบบบริการ
ข่ายสายสาธารณะ เช่น สายวงจรเช่าจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยหรือจาก
การสื่อสารแห่งประเทศไทย ใช้วงจรสื่อสารผ่านดาวเทียม ใช้วงจรสื่อสารเฉพาะกิจที่มีให้บริการ
แบบสาธารณะ เครือข่ายแวน เป็นการรวมเครือข่ายแลนเข้าด้วยกัน และมีการเชื่อโยงเครือข่าย
คอมพิวเตอร์เข้าสู่ส่วนกลางเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน และทำงานร่วมกัน เช่น
ธนาคารมีสาขาทั่วประเทศ มีการบริการรับฝากเงินทางตู้เอทีเอ็ม เครือข่ายแวนจึงเป็นเครือข่าย
ที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกลและต้องการเชื่อมสาขาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน
ประเภทระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ 1) เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network: LAN) และ 2) เครือข่ายบริเวณกว้าง (Wide Area Network: WAN) เครือข่ายท้องถิ่น (LAN) เป็นเครือข่ายขนาดเล็กที่ครอบคลุมพื้นที่บริเวณจำกัด เช่นภายในห้อง, ภายในอาคาร หรือ อาจจะครอบคลุมหลายอาคารที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ในมหาวิทยาลัย จำนวนของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในระบบเครือข่าย อาจมีตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป จนถึงหลายพันเครื่อง ส่วนเครือข่ายบริเวณกว้าง (WAN) เป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมบริเวณกว้าง เช่น ในพื้นที่เมือง หรืออาจจะครอบคลุมทั่วโลกก็ได้ เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network : LAN) เป็นพื้นฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วไป กล่าวคือ ระบบเครือข่ายท้องถิ่นมีตั้งแต่อย่างง่าย (คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง เชื่อมต่อกันด้วยสายเคเบิล) จนถึงอย่างซับซ้อน (คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ นับร้อยเชื่อมโยง) ลักษณะสำคัญของเครือข่ายท้องถิ่น คือ จะครอบคลุมพื้นที่จำกัด มีขอบเขตที่แน่นอน
เครือข่ายบริเวณกว้าง (Wild Area Network : WAN) เป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง ซึ่งเกิดจากการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายท้องถิ่นหลายๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน บางทีระบบเครือข่ายที่กว้างที่สุด ก็คือ ระบบอินเทอร์เน็ตนั่นเอง
อ้างอิง
http://www.mcc.ac.th/ICT_Trainning_Net_work.doc
นางสาวศกุณตลา แหล่ป้อง ชั้นม.5/4 เลขที่ 33
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้น
การประยุกต์ใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างกว้างขวางและสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งนี้เพราะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสื่อสารข้อมูลระหว่างกันได้
อ้างอิง
http://blog.eduzones.com/banny/3478
นายกรกช กรมไธสง ม.5/4 เลขที่9
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ประเภทระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ 1) เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network: LAN) และ 2) เครือข่ายบริเวณกว้าง (Wide Area Network: WAN) เครือข่ายท้องถิ่น (LAN) เป็นเครือข่ายขนาดเล็กที่ครอบคลุมพื้นที่บริเวณจำกัด เช่นภายในห้อง, ภายในอาคาร หรือ อาจจะครอบคลุมหลายอาคารที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ในมหาวิทยาลัย จำนวนของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในระบบเครือข่าย อาจมีตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป จนถึงหลายพันเครื่อง ส่วนเครือข่ายบริเวณกว้าง (WAN) เป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมบริเวณกว้าง เช่น ในพื้นที่เมือง หรืออาจจะครอบคลุมทั่วโลกก็ได้ เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network : LAN) เป็นพื้นฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วไป กล่าวคือ ระบบเครือข่ายท้องถิ่นมีตั้งแต่อย่างง่าย (คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง เชื่อมต่อกันด้วยสายเคเบิล) จนถึงอย่างซับซ้อน (คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ นับร้อยเชื่อมโยง) ลักษณะสำคัญของเครือข่ายท้องถิ่น คือ จะครอบคลุมพื้นที่จำกัด มีขอบเขตที่แน่นอน
เครือข่ายบริเวณกว้าง (Wild Area Network : WAN) เป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง ซึ่งเกิดจากการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายท้องถิ่นหลายๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน บางทีระบบเครือข่ายที่กว้างที่สุด ก็คือ ระบบอินเทอร์เน็ตนั่นเอง
อ้างอิง
http://www.mcc.ac.th/ICT_Trainning_Net_work.doc
นางสาวนิสา สีหามาตย์ ชั้นม.5/4 เลขที่ 38
การสื่อสารและระบบเครือข่าย (Communication )
องค์ประกอบพื้นฐานของระบบสื่อสาร (communication system model ) ประกอบด้วย
1. คอมพิวเตอร์หรือเครื่องปลายทาง
2. อุปกรณ์รับ / ส่งสัญญาณ (communication equipment )
สื่อส่งสัญญาณ ( Transmission media ) หมายถึง วัสดุหรือเทคโนโลยีที่ใช้เป็น ช่องทางการสื่อสาร (communication channel ) ช่องทางนี้อาจประกอบขึ้นจาการสื่อส่งสัญญาณ 1 แบบขึ้นไป สื่อส่งสัญญาณ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ สื่อแบบ มีสายสัญญาณ ( physical cabling ) และแบบ ไม่มีสายสัญญาณ (wireless technology )
สื่อแบบ มีสายสัญญาณ ( physical cabling )
1.สายคู่บิดเกลียว ( Twisted pair wire )
2.สายโคแอกเชียส (Coaxial cable )
3.สายไฟเบอร์ออปติก ( Fiber optics )
...สายคู่บิดเกลียว... .............สายไฟเบอร์ออปติก
ไม่มีสายสัญญาณ (wireless technology )
สัญญาณไมโครเวฟ ( Microwave Transmission ) microwave
ดาวเทียม ( Satellite Transmission )
อ้างอิง
http://regelearning.payap.ac.th/docu/ba208/h4/datalink.htm
นายสำราญ ชัยชนะ ม.5/4 เลขที่ 12
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ประเภทระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ 1) เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network: LAN) และ 2) เครือข่ายบริเวณกว้าง (Wide Area Network: WAN) เครือข่ายท้องถิ่น (LAN) เป็นเครือข่ายขนาดเล็กที่ครอบคลุมพื้นที่บริเวณจำกัด เช่นภายในห้อง, ภายในอาคาร หรือ อาจจะครอบคลุมหลายอาคารที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ในมหาวิทยาลัย จำนวนของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในระบบเครือข่าย อาจมีตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป จนถึงหลายพันเครื่อง ส่วนเครือข่ายบริเวณกว้าง (WAN) เป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมบริเวณกว้าง เช่น ในพื้นที่เมือง หรืออาจจะครอบคลุมทั่วโลกก็ได้ เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network : LAN) เป็นพื้นฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วไป กล่าวคือ ระบบเครือข่ายท้องถิ่นมีตั้งแต่อย่างง่าย (คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง เชื่อมต่อกันด้วยสายเคเบิล) จนถึงอย่างซับซ้อน (คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ นับร้อยเชื่อมโยง) ลักษณะสำคัญของเครือข่ายท้องถิ่น คือ จะครอบคลุมพื้นที่จำกัด มีขอบเขตที่แน่นอน
เครือข่ายบริเวณกว้าง (Wild Area Network : WAN) เป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง ซึ่งเกิดจากการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายท้องถิ่นหลายๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน บางทีระบบเครือข่ายที่กว้างที่สุด ก็คือ ระบบอินเทอร์เน็ตนั่นเอง
อ้างอิง
http://www.mcc.ac.th/ICT_Trainning_Net_work.doc
นางสาวศรวณีย์ ปุริโสตะโย ม.5/4 เลขที่ 43
ระบบเครือข่ายแบบ Client Server
ระบบเครือข่ายแบบ Client Server มีการใช้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเป็นเครื่องหลัก ทำหน้าที่ให้บริการเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร ทั้งจัดแบ่งปันแฟ้มข้อมูลแก่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นลูกข่าย คอมพิวเตอร์เครื่องหลัก เรียกว่า File Server ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมในการเก็บข้อมูล ทำให้สะดวกในการบริหารข้อมูล File Server จะต้องเปิดทิ้งไว้ ห้ามปิดในระหว่างการใช้งาน คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไป เรียกว่า Work Station อุปกรณ์ในการติดตั้งระบบเครือข่าย คือ สายเคเบิล และการ์ดเครือข่าย (LAN Card) ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของข้อมูล ยังมี HUB เป็นอุปกรณ์ในการกระจายสัญญาณไปตาม Work Station ต่าง ๆซอฟต์แวร์
ที่เป็นที่นิยมในระบบเครือข่ายคือ Netware, Windows NT, Unix
ข้อดีของการต่อแบบ Client Server
ให้ประสิทธิภาพในการแบ่งปันการใช้งานทรัพยากรแก่ไคลเอนต์ได้ดีกว่า เนื่องจากคอมพิวเตอร์ที่ถูกนำมาใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์มักเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง การ
รักษาความปลอดภัยสามารถทำได้ดีกว่า เนื่องจากการ
ดูแลความปลอดภัยเป็นไปในรูปแบบรวมศูนย์ (Centralized) ผู้ใช้งานที่จะเข้ามาสู่เครือข่ายเพื่อใช้งานเซิร์ฟเวอร์จะต้องได้รับอนุญาตเสียก่อน ง่ายต่อการบริหารจัดการหากเครือข่ายถูกขยายขนาด รวมทั้งมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น สามารถติดตั้งแอพพลิเคชัน (Application) ไว้ที่เซิร์ฟเวอร์เพียงชุดเดียว และแบ่งใช้งานแก่ผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องซอฟต์แวร์ได้ดี สามารถสำรองหรือทำสำเนาข้อมูลที่ศูนย์กลาง ทำให้สะดวกรวดเร็ว
ข้อด้อยของการต่อแบบ Client Server
ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ 1 ตัวสูงกว่าคอม
พิวเตอร์ทั่วไปอีกทั้งผู้ดูแลจะต้องมีความรู้พอสมควรจะ
ต้องมีผู้ดูแลและจัดการเซิร์ฟเวอร์เป็นการเฉพาะ
แหล่งที่มา
http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/com_network/sheet/ch1_2_47.htm
นางสาววิยะดา วิเศษวงศา ชั้นม.5/4 เลขที่ 29
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY)
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY) คือ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องกับสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS หรือ TRUNK ที่ปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ หากคอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลเครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย จะส่งสัญญาณได้ก็ต่อเมื่อสัญญาณบนสาย BUS ว่างก่อน จึงจะส่งสัญญาณ ดังนั้น รูปแบบการส่งข้อมูลจะมีการส่งข้อมูลทีละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเครื่องปลายทางจะส่งสัญญาณข้อมูลกลับมา ในการเชื่อมต่อจะต้องมี T-Connector เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ และมี Terminator เป็นอุปกรณ์ปิดปลายสายสัญญาณ ของทั้งระบบ ซึ่ง Terminator จะทำหน้าที่ดูดซับสัญญาณไม่ให้มีการไหลกลับไปรบกวนระบบสัญญาณอื่นในสาย
ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ทำให้ใช้สายส่งข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการบำรุงรักษา
- มีโครงสร้างที่ง่ายและมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากใช้สายส่งข้อมูลเพียงเส้นเดียว
- การเพิ่มจุดใช้บริการใหม่เข้าไปในเครือข่ายทำได้ง่าย เนื่องจากจุดใหม่จะใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้
ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- การหาข้อผิดพลาดทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีศูนย์กลางในการควบคุมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้นการตรวจสอบข้อผิดพลาดจึงต้องทำจากหลายๆ จุดในเครือข่าย
- หากเกิดการเสียหายในสายส่งข้อมูล จะทำให้ทั้งเครือข่ายไม่สามารถทำงานได้
- เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลเมื่อมีการรับส่งข้อมูล
แหล่งอ้างอิง
http://satapon.blogspot.com/2008/07/point-to-point-topology-2-2-medium.html
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY)
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY) คือ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องกับสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS หรือ TRUNK ที่ปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ หากคอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลเครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย จะส่งสัญญาณได้ก็ต่อเมื่อสัญญาณบนสาย BUS ว่างก่อน จึงจะส่งสัญญาณ ดังนั้น รูปแบบการส่งข้อมูลจะมีการส่งข้อมูลทีละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเครื่องปลายทางจะส่งสัญญาณข้อมูลกลับมา ในการเชื่อมต่อจะต้องมี T-Connector เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ และมี Terminator เป็นอุปกรณ์ปิดปลายสายสัญญาณ ของทั้งระบบ ซึ่ง Terminator จะทำหน้าที่ดูดซับสัญญาณไม่ให้มีการไหลกลับไปรบกวนระบบสัญญาณอื่นในสาย
ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ทำให้ใช้สายส่งข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการบำรุงรักษา
- มีโครงสร้างที่ง่ายและมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากใช้สายส่งข้อมูลเพียงเส้นเดียว
- การเพิ่มจุดใช้บริการใหม่เข้าไปในเครือข่ายทำได้ง่าย เนื่องจากจุดใหม่จะใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้
ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- การหาข้อผิดพลาดทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีศูนย์กลางในการควบคุมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้นการตรวจสอบข้อผิดพลาดจึงต้องทำจากหลายๆ จุดในเครือข่าย
- หากเกิดการเสียหายในสายส่งข้อมูล จะทำให้ทั้งเครือข่ายไม่สามารถทำงานได้
- เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลเมื่อมีการรับส่งข้อมูล
แหล่งอ้างอิง
http://satapon.blogspot.com/2008/07/point-to-point-topology-2-2-medium.html
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY)
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY) คือ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องกับสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS หรือ TRUNK ที่ปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ หากคอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลเครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย จะส่งสัญญาณได้ก็ต่อเมื่อสัญญาณบนสาย BUS ว่างก่อน จึงจะส่งสัญญาณ ดังนั้น รูปแบบการส่งข้อมูลจะมีการส่งข้อมูลทีละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเครื่องปลายทางจะส่งสัญญาณข้อมูลกลับมา ในการเชื่อมต่อจะต้องมี T-Connector เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ และมี Terminator เป็นอุปกรณ์ปิดปลายสายสัญญาณ ของทั้งระบบ ซึ่ง Terminator จะทำหน้าที่ดูดซับสัญญาณไม่ให้มีการไหลกลับไปรบกวนระบบสัญญาณอื่นในสาย
ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ทำให้ใช้สายส่งข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการบำรุงรักษา
- มีโครงสร้างที่ง่ายและมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากใช้สายส่งข้อมูลเพียงเส้นเดียว
- การเพิ่มจุดใช้บริการใหม่เข้าไปในเครือข่ายทำได้ง่าย เนื่องจากจุดใหม่จะใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้
ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- การหาข้อผิดพลาดทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีศูนย์กลางในการควบคุมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้นการตรวจสอบข้อผิดพลาดจึงต้องทำจากหลายๆ จุดในเครือข่าย
- หากเกิดการเสียหายในสายส่งข้อมูล จะทำให้ทั้งเครือข่ายไม่สามารถทำงานได้
- เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลเมื่อมีการรับส่งข้อมูล
แหล่งอ้างอิง
http://satapon.blogspot.com/2008/07/point-to-point-topology-2-2-medium.html
http://www2.eduzones.com/banny/3477
ชื่อ น. ส. วิภาพร วรกิจ ม. 5/4 เลขที่ 25
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY)
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (BUS TOPOLOGY) คือ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องกับสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS หรือ TRUNK ที่ปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ หากคอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลเครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย จะส่งสัญญาณได้ก็ต่อเมื่อสัญญาณบนสาย BUS ว่างก่อน จึงจะส่งสัญญาณ ดังนั้น รูปแบบการส่งข้อมูลจะมีการส่งข้อมูลทีละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเครื่องปลายทางจะส่งสัญญาณข้อมูลกลับมา ในการเชื่อมต่อจะต้องมี T-Connector เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ และมี Terminator เป็นอุปกรณ์ปิดปลายสายสัญญาณ ของทั้งระบบ ซึ่ง Terminator จะทำหน้าที่ดูดซับสัญญาณไม่ให้มีการไหลกลับไปรบกวนระบบสัญญาณอื่นในสาย
ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ทำให้ใช้สายส่งข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการบำรุงรักษา
- มีโครงสร้างที่ง่ายและมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากใช้สายส่งข้อมูลเพียงเส้นเดียว
- การเพิ่มจุดใช้บริการใหม่เข้าไปในเครือข่ายทำได้ง่าย เนื่องจากจุดใหม่จะใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้
ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
- การหาข้อผิดพลาดทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีศูนย์กลางในการควบคุมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้นการตรวจสอบข้อผิดพลาดจึงต้องทำจากหลายๆ จุดในเครือข่าย
- หากเกิดการเสียหายในสายส่งข้อมูล จะทำให้ทั้งเครือข่ายไม่สามารถทำงานได้
- เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลเมื่อมีการรับส่งข้อมูล
แหล่งอ้างอิง
http://satapon.blogspot.com/2008/07/point-to-point-topology-2-2-medium.html
http://www2.eduzones.com/banny/3477
ชื่อ น. ส. วิภาพร วรกิจ ม. 5/4 เลขที่ 25
เครือข่ายแบบดาว (Star Network) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เข้ากับอุปกรณ์ที่เป็น
จุดศูนย์กลางของเครือข่าย โดยการนำสถานีต่าง ๆ มาต่อร่วมกันกับหน่วย สลับสายกลางการติดต่อสื่อสารระหว่างสถานี
จะกระทำได้ด้วยการติดต่อผ่านทางวงจรของหน่วยสลับสายกลาง การทำงานของหน่วยสลับสายกลาง จึงเป็นศูนย์กลาง
ของการติดต่อ วงจรเชื่อมโยงระหว่างสถานี ต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อกัน
แหล่งอ้างอิงhttp://www.skn.ac.th/a_cd/content/star.html
ชื่อ นายชิการะ ซาซากิ ชั้น ม.5/4 เลขที่ 5
ระบบเครือข่ายแบบ Client/Server
เป็นระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงมีการใช้งานกันได้กว้างขวางมากกว่าระบบเครือข่ายแบบอื่นระบบ Client Server สามารถสนับสนุนให้มีเครื่องลูกข่ายได้เป็นจำนวนมาก และสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายแพลตฟอร์ม ระบบนี้จะทำงานโดยมีเครื่อง Server ที่ให้บริการ เป็นศูนย์กลางอย่างน้อย 1 เครื่อง และมีการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ จากส่วนกลาง ซึ่งคล้ายกับระบบเครือข่ายแบบรวมศูนย์กลางแต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ เครื่องที่ทำหน้าที่ให้บริการในระบบ Client Server นี้จะเป็นเครื่องที่มีราคาไม่แพงมาก ซึ่งอาจใช้เพียงเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงในการควบคุมการให้บริการทรัพยากรต่างๆ นอกจากนี้เครื่องลูกข่ายยังจะต้องมีความสามารถในการประมวลผล และมีพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลท้องถิ่นเป็นของตนเองอีกด้วย ระบบเครือข่ายแบบ Client Server เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สนับสนุนการทำงานแบบ Multiprocessor สามารถเพิ่มขยายขนาดของจำนวนผู้ใช้ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มจำนวนเครื่อง Servers สำหรับให้บริการต่างๆ เพื่อช่วยกระจายภาระของระบบได้
ข้อดีระบบเครือข่ายแบบ Client Server คือ
-สามารถแชร์ข้อมูลเครื่องพิมพ์ของแต่ละเครื่องได้
-มีระบบ Security ที่ดีมาก
-รับส่งข่าวสารในลักษณะของ E-mail ได้ดี
-สามารถจัดสรรแบ่งปันการใช้ทรัพยากรได้จากจุดศูนย์กลาง
- เป็นระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง
-สามารถสนับสนุนให้มีเครื่องลูกข่ายได้เป็นจำนวนมาก
-สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายแพลตฟอร์ม
-เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สนับสนุนการทำงานแบบ Multiprocessor
ข้อเสียของระบบเครือข่ายแบบ Client Server คือ
-มีความยุ่งยากในการติดตั้งมากกว่าระบบ Peer-to-Peer
-ต้องการบุคลากรเพื่อการบริหารจัดการระบบโดยเฉพาะ
แหล่งอ้างอิง
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network8.htm
ชื่อ น.ส. ศุภัสสร สิทธิวงศ์ ม. 5/4 เลขที่ 34
แสดงความคิดเห็น