วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network)

ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1-5/5 เลือกหัวข้อต่อไปนี้คนละ 1 หัวข้อ (1 หัวข้อเลือกได้ไม่เกิน 3 คน) แล้วศึกษารายละเอียดจากอินเตอร์ เอกสารตำราต่าง ๆ จากนั้นสรุปประเด็นสำคัญเขียนอธิบายลงใน Web Blog นี้พร้อมแหล่งอ้างอิงด้วย ส่งก่อนเรียนครั้งต่อไปนี้
1. ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
2. ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer
3. ระบบเครือข่ายแบบ Client Server
4. ประเภทของ Server
5. รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
6. รูปแบบของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
7. การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (Bus Topology)
8. การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Topology)
9. การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว (Star Topology)
10. ชนิดของสื่อกลางในการสื่อสารแบบมีสาย (Guided Media)
11. ชนิดของสื่อกลางในการสื่อสารแบบไม่มีสาย (Unguided Media)
12. การเชื่อมต่อ Internet Intranet และ Extranet
13. องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
14.รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล

15. อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์
16. Protocal ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
17. หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกสื่อกลางในการนำข้อมูล (Media)
18. ชนิดของสัญญาณข้อมูล (Signal)
19. วิธีการสื่อสารข้อมูล (Data Transmisssion)

251 ความคิดเห็น:

«เก่าที่สุด   ‹เก่ากว่า   201 – 251 จาก 251
ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

โครงสร้างแบบดาว (Star Topology)
เป็นโครงสร้างที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แต่ละตัวเข้ากับคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง หรือ ฮับ (hub) การรับส่งข้อมูลทั้งหมดจะต้องผ่านคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางเสมอ มีข้อดีคือการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบกับเครื่องอื่นในระบบเลย แต่ข้อเสียคือมี ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสายสูงและถ้าคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางเสียระบบเครือข่ายจะหยุดชะงักทั้งหมดทันที


แหล่งอ้างอิง http://www.geocities.com/dokmitong/p9_4.htm

ชื่อ นายธีระยุทธ ธรรมภักดี ชั้น ม.5/4 เลขที่ 18

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ระบบเครือข่ายแบบ Client/Server
เป็นระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงมีการใช้งานกันได้กว้างขวางมากกว่าระบบเครือข่ายแบบอื่นระบบ Client Server สามารถสนับสนุนให้มีเครื่องลูกข่ายได้เป็นจำนวนมาก และสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายแพลตฟอร์ม ระบบนี้จะทำงานโดยมีเครื่อง Server ที่ให้บริการ เป็นศูนย์กลางอย่างน้อย 1 เครื่อง และมีการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ จากส่วนกลาง ซึ่งคล้ายกับระบบเครือข่ายแบบรวมศูนย์กลางแต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ เครื่องที่ทำหน้าที่ให้บริการในระบบ Client Server นี้จะเป็นเครื่องที่มีราคาไม่แพงมาก ซึ่งอาจใช้เพียงเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงในการควบคุมการให้บริการทรัพยากรต่างๆ นอกจากนี้เครื่องลูกข่ายยังจะต้องมีความสามารถในการประมวลผล และมีพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลท้องถิ่นเป็นของตนเองอีกด้วย ระบบเครือข่ายแบบ Client Server เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สนับสนุนการทำงานแบบ Multiprocessor สามารถเพิ่มขยายขนาดของจำนวนผู้ใช้ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มจำนวนเครื่อง Servers สำหรับให้บริการต่างๆ เพื่อช่วยกระจายภาระของระบบได้
ข้อดีระบบเครือข่ายแบบ Client Server คือ
-สามารถแชร์ข้อมูลเครื่องพิมพ์ของแต่ละเครื่องได้
-มีระบบ Security ที่ดีมาก
-รับส่งข่าวสารในลักษณะของ E-mail ได้ดี
-สามารถจัดสรรแบ่งปันการใช้ทรัพยากรได้จากจุดศูนย์กลาง
- เป็นระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง
-สามารถสนับสนุนให้มีเครื่องลูกข่ายได้เป็นจำนวนมาก
-สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายแพลตฟอร์ม
-เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สนับสนุนการทำงานแบบ Multiprocessor
ข้อเสียของระบบเครือข่ายแบบ Client Server คือ
-มีความยุ่งยากในการติดตั้งมากกว่าระบบ Peer-to-Peer
-ต้องการบุคลากรเพื่อการบริหารจัดการระบบโดยเฉพาะ

แหล่งอ้างอิง
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network8.htm
ชื่อ น.ส. ศุภัสสร สิทธิวงศ์ ม. 5/4 เลขที่ 34

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

โครงสร้างแบบดาว (Star Topology)
เป็นโครงสร้างที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แต่ละตัวเข้ากับคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง หรือ ฮับ (hub) การรับส่งข้อมูลทั้งหมดจะต้องผ่านคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางเสมอ มีข้อดีคือการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบกับเครื่องอื่นในระบบเลย แต่ข้อเสียคือมี ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสายสูงและถ้าคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางเสียระบบเครือข่ายจะหยุดชะงักทั้งหมดทันที


แหล่งอ้างอิง http://www.geocities.com/dokmitong/p9_4.htm

ชื่อ นายธีระยุทธ ธรรมภักดี ชั้น ม.5/4 เลขที่ 18

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ระบบเครือข่ายแบบ Client/Server
เป็นระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงมีการใช้งานกันได้กว้างขวางมากกว่าระบบเครือข่ายแบบอื่นระบบ Client Server สามารถสนับสนุนให้มีเครื่องลูกข่ายได้เป็นจำนวนมาก และสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายแพลตฟอร์ม ระบบนี้จะทำงานโดยมีเครื่อง Server ที่ให้บริการ เป็นศูนย์กลางอย่างน้อย 1 เครื่อง และมีการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ จากส่วนกลาง ซึ่งคล้ายกับระบบเครือข่ายแบบรวมศูนย์กลางแต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ เครื่องที่ทำหน้าที่ให้บริการในระบบ Client Server นี้จะเป็นเครื่องที่มีราคาไม่แพงมาก ซึ่งอาจใช้เพียงเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงในการควบคุมการให้บริการทรัพยากรต่างๆ นอกจากนี้เครื่องลูกข่ายยังจะต้องมีความสามารถในการประมวลผล และมีพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลท้องถิ่นเป็นของตนเองอีกด้วย ระบบเครือข่ายแบบ Client Server เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สนับสนุนการทำงานแบบ Multiprocessor สามารถเพิ่มขยายขนาดของจำนวนผู้ใช้ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มจำนวนเครื่อง Servers สำหรับให้บริการต่างๆ เพื่อช่วยกระจายภาระของระบบได้
ข้อดีระบบเครือข่ายแบบ Client Server คือ
-สามารถแชร์ข้อมูลเครื่องพิมพ์ของแต่ละเครื่องได้
-มีระบบ Security ที่ดีมาก
-รับส่งข่าวสารในลักษณะของ E-mail ได้ดี
-สามารถจัดสรรแบ่งปันการใช้ทรัพยากรได้จากจุดศูนย์กลาง
- เป็นระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง
-สามารถสนับสนุนให้มีเครื่องลูกข่ายได้เป็นจำนวนมาก
-สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายแพลตฟอร์ม
-เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สนับสนุนการทำงานแบบ Multiprocessor
ข้อเสียของระบบเครือข่ายแบบ Client Server คือ
-มีความยุ่งยากในการติดตั้งมากกว่าระบบ Peer-to-Peer
-ต้องการบุคลากรเพื่อการบริหารจัดการระบบโดยเฉพาะ

แหล่งอ้างอิง
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network8.htm

chattrawit กล่าวว่า...

ชนิดของสัญญาณข้อมูล

ชนิดของสัญญาณข้อมูล สามารถจำแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. สัญญาณอนาล็อก (analog signal)

เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (sine wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถีและความเข้มของสัญญาณที่แตกต่างกัน เมื่อนำสัญญาณ ข้อมูลเหล่านี้มาผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณ ก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการได้ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลที่มีสัญญาณแบบแอนะล็อกคือ การส่งข้อมูลผ่านระบบโทรศัพท์


เฮิรตซ์ (hertz) คือ หน่วยวัดความถี่ของสัญญาณข้อมูลแบบแอนะล็อก วิธีวัดความถี่จะนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายใน 1 วินาที เช่น สัญญาณข้อมูลที่มีความถี่ 60 Hz หมายถึงใน 1 วินาที สัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณ 60 รอบ (ขึ้นและลงนับเป็น 1 รอบ)

2. สัญญาณดิจิตอล (digital signal)

สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง รูปแบบของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปะติดปะต่ออย่างสัญญาณแอนะล็อก ในการสื่อสาร ด้วยสัญญาณดิจิตอล ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเลขฐานสอง (0 และ 1) จะถูกแทนด้วยสัญญาณดิจิตอล การแทนข้อมูลดิจิตอลด้วยสัญญาณดิจิตอล มีหลายแบบ แบบที่แสดงไว้ในรูปที่ เรียกว่า Unipolar เป็นวิธีที่แทนบิตข้อมูล 0 ด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นกลาง และบิตข้อมูล 1 ด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นบวก


Bit rate เป็นอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิตอล วิธีวัดความเร็วจะนับจำนวนบิตข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที เช่น 14,400 bps หมายถึง มีความเร็วในการส่งข้อมูลจำนวน 14,400 บิต ในระยะเวลา 1 วินาที

แหล่งอ้างอิง http://61.19.33.60/web40201/unit2.htm

ชื่อ นายฉัตรวิทย์ พลแสน ชั้น ม.5/4 เลขที่ 3

อมรรัตน์ กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
อมรรัตน์ กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
อมรรัตน์ กล่าวว่า...

รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้
1. แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex) ในการส่งสัญญาณข้อมูลแบบซิมเพล็กซ์ ข้อมูลจะถูกส่งไปในทาง เดียวเท่านั้น และตลอดเวลา
2. แบบกึ่งทางหรือครึ่งดูเพล็กซ์ (Either-Way Two Ways หรือHalf Duplex)การสื่อสารแบบครึ่งดูเพล็กซ์ เราสามารถส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับกันส่งจะทำในเวลาเดียวกันไม่ได้ตั
3. แบบทางคู่หรือดูเพล็กซ์เต็ม (Both-Way หรือ Full Duplex) ในแบบนี้เราสามารถส่งข้อมูลได้พร้อมๆ กันทั้งสองทาง เช่น ในการพูดโทรศัพท์ เราสามารถพูดพร้อมกันกับคู่สนทนาได้ คือผลัดกันพูดดังนั้นโทรศัพท์จึงเป็นอุปกรณ์แบบดูเพล็กซ์เต็มที่มีการใช้งานแบบครึ่งดูเพล็กซ์ประโยชน์ในการใช้งานของการ ส่งสัญญาณแบบดูเพล็กซ์เต็มย่อมให้ ประโยชน์ใช้สอยดีกว่า รวมทั้งลดเวลาในการส่ง สัญญาณ เพื่อสลับการเป็นผู้ส่งในแบบครึ่งดูเพล็กซ์
4.แบบสะท้อนสัญญาณหรือเอ็กโคเพล็กซ์(EchoPlex)ในระหว่างการคีย์ข้อความหรือคำสั่งที่คีย์บอร์ดเพื่อให้โฮสต์คอมพิวเตอร์รับข้อความหรือทำตามคำสั่งข้อความหรือคำสั่งก็จะปรากฏขึ้นที่จอภาพของเทอร์มินัล เนื่องจากขณะที่สัญญาณตัวอักขระที่ถูกส่งจากคีย์บอร์ดไปยัง โฮสต์ซ จะถูกสะท้อนสัญญาณให้กลับมาปรากฏที่จอภาพของ เทอร์มินัลเองด้วย

อ้างอิงhttp://www.basicnetwork.th.gs/web-b/asicnetwork/body3.htm
นางสาวอมรรัตน์ จันทร์ทองหลาง
เลขที่ 35 ชั้น ม. 5/5

อมรรัตน์ กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
นางสาวภัสสร เสไธสง กล่าวว่า...

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( Computer Network )
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
การนำเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องมาเชื่อมต่อกันเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารถ่ายโอนข้อมูลซึ่งกันและกันตลอดจนแชร์ทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกัน ประเภทของระบบเครือข่าย 1.) ระบบเครือข่ายท้องถิ่น ( Local Area Network : LAN ) เป็นระบบเครือข่ายขนาดเล็กใช้ติดตั้งในพื้นที่จำกัดในหน่วยงานเดียวกัน 2.) ระบบเครือข่ายระดับเมือง ( Metropolitan Area Network : MAN )
เป็นระบบเครือข่ายที่มีขนาดทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่กว่า LAN ระยะการติดตั้งขึ้นอยู่กับระบบสายส่งข้อมูล 3.)ระบบเครือข่ายระดับประเทศ( Wide Area Network: WAN ) เป็นระบบเครือข่ายระดับประเทศ การสื่อสารสามารถต่อได้ไม่จำกัดระยะทาง การเชื่อมต่อระบบเครือข่าย (Topology) การเชื่อมต่อระบบเครือข่าย เป็นรูปแบบการต่อของระบบเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) ซึ่ง Topology มีอยู่ 3 แบบคือ โทโปโลยีแบบบัส (Bus Topology) โทโปโลยีแบบดาว (Star Topology) โทโปโลยีแบบวงแหวน (Ring Topology) การส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย จะมีเพียง 2 ชนิดด้วยกัน คือ แบบเบสแบนด์ ( Baseband ) และแบบบรอดแบนด์ ( Broadband ) อ้างอิง http://www.artnst.ac.th/webs2/waraporn_wipaporn/pan2.htm http://www.stats.in.th/?cmd=stats&user=yayung&list=h&y=2008&m=8&d=28&report=traffic_sources
นางสาวภัสสร เสไธสง ชั้น ม.5/5 เลขที่ 34

พรพิมล แย้มศิริวงศ์ กล่าวว่า...

ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer

1) ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer เป็นระบบเครือข่ายขนาดเล็ก เหมาะสำหรับหน่วยงานที่มีคอมพิวเตอร์จำนวนไม่มาก
2) คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถเข้าไปใช้ไฟล์ที่เก็บบนเครื่องไหนก็ได้ รวมถึงเครื่องพิมพ์อาจถูกติดตั้งไว้ที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งก็ได้
3) ซอฟแวร์ที่ใช้คือ Windows for Workgroups, Windows 95,98,2000
4) การติดตั้งเพียงแต่เพิ่มอุปกรณ์ที่เรียกว่า Lan Card ในแต่ละเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีการต่อสายแลนเข้าไปสู่อุปกรณ์ที่เป็นตัวกลางเรียกว่า HUB



http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/com_network/sheet/ch1_2_47.htm
…………………………………………………………………


นางสาวพรพิมล แย้มศิริวงศ์
ชั้น ม.5/4 เลขที่ 39

มัตติกา เผือนอก กล่าวว่า...

ระบบเครือข่ายแบบวงแหวน
1.เป็นแบบที่สถานีของเครือข่ายทุกสถานีจะต้องเชื่อมต่อกับเครื่องขยายสัญญาณของตัวเอง
2.มีการเชื่อมโยงของสัญญาณของทุกสถานีเข้าด้วยกันเป็นวงแหวน เครื่องขยายสัญญาณเหล่านี้จะมีหน้าที่ในการรับข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเองหรือจากเครื่องขยายสัญญาณตัวก่อนหน้าและส่งข้อมูลต่อไปยังเครื่องขยายสัญญาณตัวถัดไปเรื่อย ๆ เป็นวง
3.ข้อดี ของเครือข่ายแบบ RING คือผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ โหนดพร้อมกัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้น ลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล รีพีตเตอร์ของแต่ละโหนด จะทำการตรวจสอบเอง ว่ามีข้อมูลส่งมาให้ที่โหนดตนเองหรือไม่ การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากโหนดสู่โหนด จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณข้อมูล
4.ข้อเสีย คือ ถ้ามีโหนดใดโหนดหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่ง ผ่านไปยังโหนดต่อไปได้ และจะทำให้เครือข่ายทั้งเครือข่ายขาดการติดต่อสื่อสารได้ ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือ ขณะที่ข้อมูลถูกส่งผ่านแต่ละโหนด เวลาส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปกับการที่ทุกๆ รีพีตเตอร์จะต้องทำการคัดลอกข้อมูล และตรวจสอบตำแหน่งปลายทางของข้อมูล อีกทั้งการติดตั้งเครือข่ายแบบ RING ก็ทำได้ยากกว่าแบบ BUS และใช้สายสื่อสารมาก

http://regelearning.payap.ac.th/docu/mk380/f2.4.6.htm
……………………………………………………………….
นางสาวมัตติกา เผือนอก
ม.5/4 เลขที่35

ภาณุมาส กล่าวว่า...

2.ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer
ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer เป็นระบบเครือข่ายขนาดเล็ก เหมาะสำหรับหน่วยงาน ที่มีคอมพิวเตอร์จำนวนไม่มาก ระบบ Peer to Peer นี้ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อกันบนเครือข่ายไม่มีเครื่องใดทำหน้าที่บริหารจัดการเครือข่าย กล่าวคือ คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง สามารถเข้าไปใช้ไฟล์ที่เก็บบนเครื่องไหนก็ได้รวมถึงเครื่องพิมพ์อาจถูกติดตั้งไว้ที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งก็ได้ ซอฟต์แวร์ที่ใช้คือ Windows for Workgroups, Windows 95,98,2000 การติดตั้งเพียงแต่เพิ่มอุปกรณ์ที่เรียกว่า Lan Card ในแต่ละเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีต่อสายแลน เข้าไปสู่ อุปกรณ์ที่เป็นตัวกลาง ซึ่งเรียกว่า HUB

ข้อดีของการต่อแบบ Peer to Peer
•คอมพิวเตอร์หรือโฮสต์ (Host) แต่ละตัวบนเครือข่าย ต่างทำหน้าที่เป็นทั้งเซิร์ฟเวอร์และไคลเอนต์ (Client) ในตัว
•ไม่ต้องติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ต่างหากเป็นการเฉพาะ
•ไม่ต้องมีการวางแผนหรือบริหารจัดการที่ยุ่งยาก เมื่อเทียบกับเครือข่ายที่ใช้เซิร์ฟเวอร์เป็นคอมพิวเตอร์หลัก
•ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์แต่ละคนทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยกันเอง
•ผู้ใช้งานประจำเครื่องทำหน้าที่เป็นผู้ใช้งานและบริหารจัดการคอมพิวเตอร์กันเอง
•ทำงานได้ดีและมีความรวดเร็วหากเป็นเครือข่ายที่มีขนาดเล็ก โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายไม่เกิน 10 เครื่อง
•ประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการต่อ Network แบบอื่น ๆ
•สามารถแชร์ข้อมูล เครื่องพิมพ์ ของแต่ละเครื่องได้
•ง่ายในการติดตั้ง และสามารถขยายต่อไปในอนาคตได้ดี

ข้อด้อยของการต่อแบบ Peer to Peer
•มีข้อจำกัดที่จำนวนของผู้ใช้งาน
•เมื่อจำนวนของผู้ใช้งานมีเพิ่มขึ้นจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการขึ้น
•ปัญหาของการรักษาความปลอดภัยเกิดขึ้นเมื่อปริมาณของผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้น
•การขยายเครือข่ายทำได้อย่างจำกัด รวมทั้งไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของเครือข่ายได้ดี

………………………………………………………………
อ้างอิงจาก http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/com_network/sheet/ch1_2_47.htm
...................................
นางสาวภาณุมาส ศรีจินดา เลขที่ 41 ฃั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4

Unknown กล่าวว่า...

ประเภทของserver

ประเภทของเซิร์ฟเวอร์ โดยปกติจะแบ่งตามการใช้งานได้เป็น 4 ประเภท คือ File Server , Print Server , Database Server , Application Server

File Server

เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว เพราะควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูล การ Restore ง่าย ข้อมูลดังกล่าวสามารถ Shared ให้กับ Client ได้ โดยส่วนมากข้อมูลที่อยู่ใน File Server คือ โปรแกรมและข้อมูล (Personal Data File) โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล กล่าวง่ายๆ ก็คือ File Server ทำหน้าเสมือน Input/Output สำหรับไฟล์


Print Server

หนึ่งเหตุผลที่ต้องมี Print Server ก็คือ เพื่อแบ่งให้พรินเตอร์ราคาแพงบางรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ เช่น HP Laser 5000 พิมพ์ได้ 10 - 24 แผ่นต่อนาที พรินเตอร์ประเภทนี้ ความสามารถในการทำงานสูง ถ้าหากซื้อมาเพื่อใช้งานเพียงคนเดียว แต่ละวันพิมพ์ 50 แผ่น ก็ไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการแบ่งปันพรินเตอร์ดังกล่าวให้กับผู้ใช้ทุกๆคนในสำนักงาน หน้าที่ในการแบ่งปัน ก็ประกอบด้วย การจัดคิว ใครสั่งพิมพ์ก่อน การจัดการเรื่อง File Spooling เป็นของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีชื่อว่า Print Server


Database Server

Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) เช่น SQL , Informix เป็นต้น โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์

Application Server

Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server (รัน MS Exchange Server) Proxy Server (รัน Proxy Server) หรือ Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache’ )


แหล่งอ้างอิง
http://www.meteenee.com/

จิราวรรณ อินชาลี กล่าวว่า...

2.ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer
ในปัจจุบันเทคโนโลยีระบบเครือข่ายแบบ Peer-to-Peer ได้รับความสนใจ และเข้ามามีบทบาทในการใช้ Internet มากขึ้น เทคโนโลยีนี้ช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล บริการ และ ทรัพยากรอื่นๆในเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่อยู่บนเครือข่ายได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ดังเช่น Napster, Gnutella, และ Freenet ซึ่งเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่ยอมให้ผู้ใช้ Internet ค้นหา และแลกเปลี่ยนไฟล์ข้อมูลต่างๆระหว่างคอมพิวเตอร์ซึ่งกันและกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Central Server) ซึ่งต่างจากระบบ Client-Server ซึ่งต้องมีคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) คอยให้บริการตามคำขอของเครื่องลูกข่าย (Client) ในการขอข้อมูล บริการ และไฟล์ข้อมูล ดังตัวอย่างที่พบเห็นโดยทั่วไปคือ World Wide Web ( WWW) ทั่วไปที่มีอยู่โดยผู้ใช้ Internet ซึ่งเปรียบได้เสมือนเครื่องลูกข่าย (Client) จะใช้เว็บบราวเซอร์ในการแสดงผลข้อมูลที่มาจากเครื่องแม่ข่าย (Web Server) โดยใช้ โปรโตคอล HTTP เป็นมาตรฐานในการสื่อสารและมีรูปแบบการแสดงผลเป็นแบบ HTML ซึ่งหากจะเปรียบไปแล้วเทคโนโลยีระบบเครือข่ายแบบ Peer-to-Peer จะมีการทำงานในลักษณะที่เป็น Decentralization ส่วนระบบ Client-Server มีการทำงานเป็นแบบ Centralization นั้นเอง P2P สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ Pure P2P, Hybrid P2P, และ Super Peer
Pure Peer-to-peer
โมเดลแบบ Pure P2P จะมีลักษณะที่ตรงข้ามกับโมเดลแบบศูนย์กลางตรงที่ทุกๆเพียรสามารถติดต่อและแลก เปลี่ยนข้อมูลกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านเครื่องเซิร์ฟเวอร์กลาง จุดเด่นของโมเดลแบบนี้คือความสามารถในการขยายขนาดเครือข่าย, ความคงทน(fault tolerant) โดยถ้ามีเพียร์เสียหรือออกไปจากระบบก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวม แต่โมเดลแบบนี้ก็มีข้อจำกัดตรงที่ควบคุมการไหลของข้อมูลได้ยากทำให้มีปัญหาเรื่องการใช้แบนด์วิธสิ้นเปลือง และโมเดลแบบนี้จะมีความปลอดภัยที่ต่ำ เนื่องจากแต่ละเพียร์สามารถเข้าสู่ครือข่ายได้โดยไม่ต้องมีการทำ Authentication (โมเดลแบบนี้ทำ Authentication ได้ยาก) และสามารถที่จะส่งข้อมูลที่อันตรายเข้าสู่เครือข่ายได้โดยง่าย เนื่องจากข้อเสียที่มากของโมเดลแบบนี้ทำให้โมเดลนี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร



Pure Peer-to-Peer Model.

Hybrid Peer-to-Peer
โมเดลแบบ Hybrid P2P นี้จะมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ที่ทำหน้าที่ควบคุมรายละเอียดของข้อมูลที่อยู่ภายในเครือข่ายแต่การส่งข้อมูลจะเป็นแบบเดียวกับโมเดล Pure P2P (ส่งถึงกันโดยตรง) โมเดลแบบนี้จะช่วยลดปัญหาเรื่องการจัดการข้อมูลทีทำได้ยากในโมเดลแบบ Pure P2P โดยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ จะทำหน้าที่คอยตรวจสอบสถานะของทุกๆเพียร์ และควบคุมการไหลของข้อมูลในเครือข่ายแต่เพราะยังต้องใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์กลางอยู่ดังนั้นถ้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ กลางเสียไปก็จะเสียการควบคุมข้อมูลไปแต่ละเพียร์ ก็จะยังคงสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อยู่ เนื่องจากมีการควบคุมข้อมูลที่ดีดังนั้นโมเดล นี้จึงมีความสามารถในการขยายขนาดเครือข่ายได้ดีกว่าโมเดล Pure P2P แต่ก็ยังมีขีดจำกัดของการขยายอยู่ที่จำนวนเครื่องลูกของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ที่จะรับได้ โมเดลแบบนี้มี ประสิทธิ ภาพที่จะนำไปใช้ กับแอปพลิเคชั่นต่างๆ แต่ไม่สามารถนำไปใช้กับแอปพลิเคชั่นที่มีขนาดของปัญหาใหญ่ๆได้



Hybrid Peer-to-Peer Model

Super-Peer
โมเดลแบบ Super-Peer เป็นโมเดลใหม่ที่เพิ่งจะ เกิดขึ้นไม่นานมานี้โดยเป็นการเอาระบบแบบศูนย์กลางไปรวม อยู่ในระบบแบบกระจาย โมเดลแบบ Super-Peer จะช่วยลดปริมาณในการจัดการของเซิร์ฟเวอร์ อีกทั้งช่วยเพิ่มความสามารถในเรื่องของการขยายขนาดและความคงทนของเครือข่าย และลดปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นในโมเดลแบบ Pure P2P และ Hybrid P2P Super Peer คือเพียร ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นเซิร์ฟเวอร์ กลางให้กับกลุ่มของไคลเอนต์แต่ละกลุ่มไคลเอนต์จะส่งคำร้องขอและรับผลลัพธ์ของคำร้องขอนั้นจาก Super Peer ในขณะที่ Super Peer แต่ละเพียร์ ก็จะเชื่อมต่อถึงกันด้วยเครือข่ายแบบ Pure P2P โดย Super Peer จะทำหน้าที่เป็นตัวควบคุม(controller),
ปรับแต่ง (configuration), ดูแล (administration) และรักษาความปลอดภัย (security) ให้กับไคลเอนต์ ที่อยู่ในกลุ่มดังนั้นในแต่ละ Super Peer จะต้องมีโพรโตคอลในการติดต่อสื่อสารอยู่ 2 โพรโตคอล คือโพรโตคอลในการติดต่อสื่อสารระหว่าง Super Peer กับไคลเอนต์ และโพรโตคอลในการติดต่อสื่อสารระหว่าง Super Peer กับ Super Peer อื่น โมเดลแบบ Super Peer มีจุดเด่นคือช่วยลดเวลาและแบนด์วิธที่ใช้ในการค้นหา, แต่ละหน่วยจะมีความเป็นอิสระสูง, สามารถควบคุมและจัดการได้ง่าย, สามารถทำ load balancing ได้เป็นต้น แต่โมเดล Super Peer นี้ถ้า Super Peer เสียก็จะทำให้ไคลเอนต์ที่อยู่ในกลุ่มนั้นไม่สามารถทำงานได้ แต่ปัญหานี้สามารถลดได้โดยการที่ให้มีSuper Peer มากกว่าหนึ่งเพียร์ ในแต่ละกลุ่ม

แหล่งข้อมูลจาก
http://www.sglcomp.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=376137

....................
นางสาวจิราวรรณ อินชาลี เลขที่ 36 ม.5/4

Unknown กล่าวว่า...

ประเภทของserver

ประเภทของเซิร์ฟเวอร์ โดยปกติจะแบ่งตามการใช้งานได้เป็น 4 ประเภท คือ File Server , Print Server , Database Server , Application Server

File Server

เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว เพราะควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูล การ Restore ง่าย ข้อมูลดังกล่าวสามารถ Shared ให้กับ Client ได้ โดยส่วนมากข้อมูลที่อยู่ใน File Server คือ โปรแกรมและข้อมูล (Personal Data File) โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล กล่าวง่ายๆ ก็คือ File Server ทำหน้าเสมือน Input/Output สำหรับไฟล์


Print Server

หนึ่งเหตุผลที่ต้องมี Print Server ก็คือ เพื่อแบ่งให้พรินเตอร์ราคาแพงบางรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ เช่น HP Laser 5000 พิมพ์ได้ 10 - 24 แผ่นต่อนาที พรินเตอร์ประเภทนี้ ความสามารถในการทำงานสูง ถ้าหากซื้อมาเพื่อใช้งานเพียงคนเดียว แต่ละวันพิมพ์ 50 แผ่น ก็ไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการแบ่งปันพรินเตอร์ดังกล่าวให้กับผู้ใช้ทุกๆคนในสำนักงาน หน้าที่ในการแบ่งปัน ก็ประกอบด้วย การจัดคิว ใครสั่งพิมพ์ก่อน การจัดการเรื่อง File Spooling เป็นของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีชื่อว่า Print Server


Database Server

Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) เช่น SQL , Informix เป็นต้น โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์

Application Server

Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server (รัน MS Exchange Server) Proxy Server (รัน Proxy Server) หรือ Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache’ )


แหล่งอ้างอิง
http://www.meteenee.com/

น.ส.สุนิสา ปัญญาสิทธิ์ เลขที่ 44 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4

Unknown กล่าวว่า...

ประเภทของเซิร์ฟเวอร์ โดยปกติจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. File Server
เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว เพราะควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูล การ Restore ง่าย ข้อมูลดังกล่าวสามารถ Shared ให้กับ Client ได้ โดยส่วนมากข้อมูลที่อยู่ใน File Server คือ โปรแกรมและข้อมูล (Personal Data File) โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล กล่าวง่ายๆ ก็คือ File Server ทำหน้าเสมือน Input/Output สำหรับไฟล์
2. Print Server
หนึ่งเหตุผลที่ต้องมี Print Server ก็คือ เพื่อแบ่งให้พรินเตอร์ราคาแพงบางรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ เช่น HP Laser 5000 พิมพ์ได้ 10 - 24 แผ่นต่อนาที พรินเตอร์ประเภทนี้ ความสามารถในการทำงานสูง ถ้าหากซื้อมาเพื่อใช้งานเพียงคนเดียว แต่ละวันพิมพ์ 50 แผ่น ก็ไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการแบ่งปันพรินเตอร์ดังกล่าวให้กับผู้ใช้ทุกๆคนในสำนักงาน หน้าที่ในการแบ่งปัน ก็ประกอบด้วย การจัดคิว ใครสั่งพิมพ์ก่อน การจัดการเรื่อง File Spooling เป็นของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีชื่อว่า Print Server
3. Database Server
Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) เช่น SQL , Informix เป็นต้น โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์
4. Application Server
Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server (รัน MS Exchange Server) Proxy Server (รัน Proxy Server) หรือ Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache' )

แหล่งที่มา
http://guru.google.co.th
……………………………………………

ชื่อ นางสาวไพริน เยี่ยมยอด เลขที่ 40 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4

Unknown กล่าวว่า...

ประเภทของเซิร์ฟเวอร์
โดยปกติจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ File Server , Print Server , Database Server , Application Server การแบ่งออกเป็น 4 ประะเภทนั้น แบ่งตามลักษณะการใช้งาน คือ เก็บ-บริการไฟล์ บริการ/บริหาร งานพิมพ์ เก็บและบริการฐานข้อมูล
1. File Server
เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว เพราะควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูล การ Restore ง่าย ข้อมูลดังกล่าวสามารถ Shared ให้กับ Client ได้ โดยส่วนมากข้อมูลที่อยู่ใน File Server คือ โปรแกรมและข้อมูล (Personal Data File) โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล กล่าวง่ายๆ ก็คือ File Server ทำหน้าเสมือน Input/Output สำหรับไฟล์
การทำงานของเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น File Server นั้น ในทางเทคนิคแล้วยังไม่เรียกว่าเป็น "Client/Server" เพราะไม่มีการแบ่งโหลดการทำงานระหว่างไคลเอ็นต์กับเซิร์ฟเวอร์ แต่หน้าที่ที่ File Server จะต้องจัดการคือ มี NOS (Network Operating System) ที่ดูแลเกี่ยวกับการ "เข้าถึง" ไฟล์ ต้องมีกระบวน "Lock" ไว้ ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการแก้ไขไฟล์ เช่น ขณะที่ผู้ใช้งานคนที่ 1 เปิด ไฟล์ A และกำลังแก้ไข (edit) อยู่ ผู้ใช้งานคนที่สองจะเปิดไฟล์ A เพื่อแก้ไขไม่ได้ (แต่เปิดเพื่ออ่าน Read Only ได้) แต่ถ้าหากข้อมูลนั้นเป็น Database แทนที่ไฟล์หรือฐานข้อมูลทั้งฐานข้อมูลจะถูก Lock กระบวนการ Lock ก็อาจจะเกิดเฉพาะ Record (Row) นี้เป็นหน้าที่ของ NOS และ Application ที่ใช้งาน
2. Print Server
หนึ่งเหตุผลที่ต้องมี Print Server ก็คือ เพื่อแบ่งให้พรินเตอร์ราคาแพงบางรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ เช่น HP Laser 5000 พิมพ์ได้ 10 - 24 แผ่นต่อนาที พรินเตอร์ประเภทนี้ ความสามารถในการทำงานสูง ถ้าหากซื้อมาเพื่อใช้งานเพียงคนเดียว แต่ละวันพิมพ์ 50 แผ่น ก็ไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการแบ่งปันพรินเตอร์ดังกล่าวให้กับผู้ใช้ทุกๆคนในสำนักงาน หน้าที่ในการแบ่งปัน ก็ประกอบด้วย การจัดคิว ใครสั่งพิมพ์ก่อน การจัดการเรื่อง File Spooling เป็นของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีชื่อว่า Print Server
3. Database Server
Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) เช่น SQL , Informix เป็นต้น โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์
4. Application Server
Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server (รัน MS Exchange Server) Proxy Server (รัน Proxy Server) หรือ Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache' )
แหล่งที่มา
http://www.tws.ac.th/thoenwit/Library/ruen%20computer/www.ruencom.com/itshop/tech/whatserver.htm
………………………………………………..
นางสาวโสภิตา เสนาสังข์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4

Unknown กล่าวว่า...

การเชื่อมต่อเคริอข่ายแบบวงแหวน (RING TOPOLOGY)

1. เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นรูปวงแหวนหรือแบบวนรอบโดยสถานีแรกเชื่อมต่อกับสถานีสุดท้าย
2. การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายจะต้องผ่านทุกสถานี
3. มีตัวนำข่าวสารวิ่งไปบนสายสัญญาณของแต่ละสถานีต้องคอยตรวจสอบข้อมูลที่ส่งมา
4. ถ้าไม่ใช่ของตนเองต้องส่งผ่านไปยังสถานีอื่นต่อไป ตัวอย่างเช่น การเชื่อมต่อของ IBM Token Ring ที่ต้องมีตัวนำข่าวสาร หรือ Token
5. นำข่าวสารวิ่งวนไปรอบสายสัญญาณหรือ Ring แต่ละสถานีจะคอยตรวจสอบ Token ว่าข่าวสารที่นำมาด้วยเป็นของตนหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะรับข่าวสารนั้นไว้ แล้วส่ง Token ให้สถานีอื่นใช้ต่อไปได้

ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบวงแหวน

1. การเชื่อมต่อแบบนี้คือใช้สายส่งสัญญาณน้อยกว่าแบบดาว
2. เหมาะกับการเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณใยแก้วนำแสงเพราะส่งข้อมูลทางเดียวด้วยความเร็วสูง

ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบวงแหวน

1. ถ้าสถานีใดเสีย ระบบก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้จนกว่าจะแก้ไขจุดเสียนั้น
2. ยากในการตรวจสอบว่ามีปัญหาที่จุดใด และถ้าต้องการเพิ่มสถานีเข้าไปจะกระทำได้ยาก

http://www.emotions.th.gs/web-e/-microsoftword/10.html
……………………………………………………………
นางสาวเววิกา กลิ่นหอม ชั้นม.5/4 เลขที่ 42

Unknown กล่าวว่า...

อินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลในด้านต่างๆ และมีการให้บริการในหลายรูปแบบ เช่น ไปรษณีย์อิเล็คโทรนิค (E-mail), การสนทนาทางเครือข่าย (MSN, ICQ), เว็บ, การโอนถ่ายแฟ้มข้อมูล (FTP), การเล่นเกมส์ออนไลน์ (Ragnarok) , การเข้าชมเว็บไซต์ (Web)
คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่าย
Bit (บิต) หน่วยทางไฟฟ้า มีค่าเท่ากับ 0 หรือ 1
Bandwidth (แบนด์วิทช์) คือ ความเร็วในการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย มีหน่วยเป็น bps (บิตต่อวินาที)
Router
ใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่มีการเชื่อมต่อภายในแตกต่างกัน หรือเชื่อมระหว่าง LAN และ WAN
Switch
ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าเป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน หรือต่างกันก็ได้ Bandwidth 10/100/1000 Mbps
แต่ละพอร์ตไม่มีการใช้งานร่วมกัน Hub
ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน Bandwidth 10/100/1000 Mbps แต่ละพอร์ตใช้งานร่วมกัน(เชื่อมกันหมด)
ความแตกต่างระหว่าง Hub และ Switch
Hub จะส่งข้อมูลที่เข้ามาไปยังทุกๆ พอร์ตของ Hub ยกเว้นพอร์ตที่ข้อมูลดังกล่าวเข้ามายัง Hub ในขณะที่ Switch จะทำการเรียนรู้อุปกรณ์ที่ต่อกับพอร์ตต่างๆ ทำให้ Switch ส่งข้อมูลไปยังพอร์ตที่มีเครื่องปลายทางอยู่เท่านั้น ไม่ส่งไปทุกๆ พอร์ตเหมือนกับ Hub ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้อมูลภายในระบบเครือข่ายไม่มากเกินความจำเป็น
Hub เป็นเพียงตัวขยายสัญญาณข้อมูล (Repeater) เท่านั้น ในขณะที่ Switch จะมีการทำงานที่ซับซ้อนกว่า, มีการเรียนรู้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ, การตัดสินใจส่งข้อมูลออกไปพอร์ตใด
Ethernet Card
ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายผ่านทาง Switch หรือ Hub
แหล่งที่มา
http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20070730043420AAXil14
.................................................................................................................
ชื่อนางสาวสุรีรัตน์ รังสีรัมย์ ชั้นม. 5/4 เลขที่ 45

Unknown กล่าวว่า...

คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่าย
Bit (บิต) หน่วยทางไฟฟ้า มีค่าเท่ากับ 0 หรือ 1
Bandwidth (แบนด์วิทช์) คือ ความเร็วในการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย มีหน่วยเป็น bps (บิตต่อวินาที)
1. Router ใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่มีการเชื่อมต่อภายในแตกต่างกัน หรือเชื่อมระหว่าง LAN และ WAN
2. Switch ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าเป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน หรือต่างกันก็ได้ Bandwidth 10/100/1000 Mbps
แต่ละพอร์ตไม่มีการใช้งานร่วมกัน
3. Hub ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน Bandwidth 10/100/1000 Mbps แต่ละพอร์ตใช้งานร่วมกัน(เชื่อมกันหมด)
ความแตกต่างระหว่าง Hub และ Switch Hub จะส่งข้อมูลที่เข้ามาไปยังทุกๆ พอร์ตของ Hub ยกเว้นพอร์ตที่ข้อมูลดังกล่าวเข้ามายัง Hub ในขณะที่ Switch จะทำการเรียนรู้อุปกรณ์ที่ต่อกับพอร์ตต่างๆ ทำให้ Switch ส่งข้อมูลไปยังพอร์ตที่มีเครื่องปลายทางอยู่เท่านั้น ไม่ส่งไปทุกๆ พอร์ตเหมือนกับ Hub ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้อมูลภายในระบบเครือข่ายไม่มากเกินความจำเป็น
Hub เป็นเพียงตัวขยายสัญญาณข้อมูล (Repeater) เท่านั้น ในขณะที่ Switch จะมีการทำงานที่ซับซ้อนกว่า, มีการเรียนรู้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ, การตัดสินใจส่งข้อมูลออกไปพอร์ตใด
Ethernet Card
ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายผ่านทาง Switch หรือ Hub
แหล่งที่มา
http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20070730043420AAXil14
.................................................................................................................
ชื่อนางสาวจุฑามาศ หอมยี่สุ่น ชั้นม. 5/4 เลขที่ 37

Unknown กล่าวว่า...

การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Topology)
1.เป็นการนำปลายเปิดทั้งสองด้านของการเชื่อมต่อแบบบัสมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเกิดเป็น รูปวงแหวน
2.ข้อมูลจะวิ่งวนในวงแหวนในทิศทางไดทิศทางหนึ่งตลอด ลักษณะการเชื่อมต่อแบบนี้ไม่ได้รับความนิยมใช้งานมากนักเพราะหากเกิดปัญหาขึ้นกับสายนำสัญญาณในจุดใดจุดหนึ่งก็จะทำให้ทั้งเครือข่ายไม่สามารถทำงานได้ทันที
3.ปัจจุบันมีความพยายามในการออกแบบทางเทคนิคเพื่อทำให้ข้อมูลภายในเครือข่ายแบบวงแหวนสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทั้ง2ทิศทางไม่ว่าจะเป็นทิศทางตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกาซึ่งเป็นเรื่องของโปรโตคอล

ข้อดีและข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบวงแหวน

ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบนี้คือใช้สายส่งสัญญาณน้อยกว่าแบบดาว เหมาะกับการเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณใยแก้วนำแสงเพราะส่งข้อมูลทางเดียวด้วยความเร็วสูงแต่มี

ข้อเสียคือถ้าสถานีใดเสีย ระบบก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้จนกว่าจะแก้ไขจุดเสียนั้น และยากในการตรวจสอบว่ามีปัญหาที่จุดใด และถ้าต้องการเพิ่มสถานีเข้าไปจะกระทำได้ยาก

แหล่งอ้างอิง
http://classroom.hu.ac.th/courseware/Network/chapter2.html
http://www.emotions.th.gs/web-e/-microsoftword/10.html
...................................
นางสาวนวพร ศรีสุวัฒนพงศ์ ชั้นม.5/4 เลขที่ 21

Unknown กล่าวว่า...

วิธีการสื่อสารข้อมูล (DATA TRANSMISSION)
ลักษณะของการสื่อสารข้อมูล มี 2 รูปแบบ คือ
1.สื่อสารแบบอนุกรม (Serial data transmission) เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต
2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (parallel data transmission) การส่งสัญญาณแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลายๆบิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสานส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น มีข้อดีคือสามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วเพราะส่งครั้งละ 8 บิต แต่มีข้อเสีย คือใช้ส่งเฉพาะใกล้เท่านั้น และมีราคาแพง

http://bc.siam.edu/sriprai/chap12.2.htm
………………………………………………..
นางสาว ชลธิชา อ้นไธสง ชั้น ม 5/4 เลขที่ 23

Unknown กล่าวว่า...

วิธีการสื่อสารข้อมูล (DATA TRANSMISSION)
ลักษณะของการสื่อสารข้อมูล มี 2 รูปแบบ คือ
1.สื่อสารแบบอนุกรม (Serial data transmission) เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต
2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (parallel data transmission) การส่งสัญญาณแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลายๆบิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสานส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น มีข้อดีคือสามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วเพราะส่งครั้งละ 8 บิต แต่มีข้อเสีย คือใช้ส่งเฉพาะใกล้เท่านั้น และมีราคาแพง

http://bc.siam.edu/sriprai/chap12.2.htm
………………………………………………..
นางสาว ชลธิชา อ้นไธสง ชั้น ม 5/4 เลขที่ 23

Unknown กล่าวว่า...

วิธีการสื่อสารข้อมูล (DATA TRANSMISSION)
ลักษณะของการสื่อสารข้อมูล มี 2 รูปแบบ คือ
1.สื่อสารแบบอนุกรม (Serial data transmission) เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต
2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (parallel data transmission) การส่งสัญญาณแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลายๆบิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสานส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น มีข้อดีคือสามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วเพราะส่งครั้งละ 8 บิต แต่มีข้อเสีย คือใช้ส่งเฉพาะใกล้เท่านั้น และมีราคาแพง

http://bc.siam.edu/sriprai/chap12.2.htm
………………………………………………..
นางสาว ชลธิชา อ้นไธสง ชั้น ม 5/4 เลขที่ 23

Unknown กล่าวว่า...

วิธีการสื่อสารข้อมูล (DATA TRANSMISSION)
ลักษณะของการสื่อสารข้อมูล มี 2 รูปแบบ คือ
1.สื่อสารแบบอนุกรม (Serial data transmission) เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต
การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรมแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทได้แก่
1.1 การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous data transmission)
1.2 การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous data transmission)
2.การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (parallel data transmission) การส่งสัญญาณแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลายๆบิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสานส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น มีข้อดีคือสามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วเพราะส่งครั้งละ 8 บิต แต่มีข้อเสีย คือใช้ส่งเฉพาะใกล้เท่านั้น และมีราคาแพง

http://bc.siam.edu/sriprai/chap12.2.htm
………………………………………………..
นางสาว ปฏิมา ไชโยยอดยิ่ง ชั้น ม.5/4 เลขที่ 27

Som-o กล่าวว่า...

วิธีการสื่อสารข้อมูล (DATA TRANSMISSION)
ลักษณะของการสื่อสารข้อมูล มี 2 รูปแบบคือ การสื่อสารแบบอนุกรม (serial data transmission) และการสื่อสารแบบขนาน (parallel data transmission) การสื่อสารแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดดังนี้
1. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (Serial data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมมาตรฐาน RS-232C
RS-232C เป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมนี้สามารถอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Industrial Association) หรือ EIA กำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้ผลิตสามารถ เชื่อมต่ออุปกรณ์ระหว่างกันได้ และนิยมใช้แพร่หลาย จนกระทั่งปรับปรุงมาตรฐานเป็นครั้งที่ 3 หรือ revision C และกลายเป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันรวมทั้งบนคอมพิวเตอร์ PC
ตามมาตรฐาน RS-232-Cได้กล่าวถึงการสื่อสารข้อมูลระหว่าง Data Terminal Equipment (DTE) (แต่ในปัจจุบันตัวย่อ DCE จะแทน data circuit terminating equipment) ของ DCE และ DTE
DCE: อุปกรณ์ที่มีฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการเชื่อมต่อ ทำให้การเชื่อมต่อยังดำเนินต่อไป และยุติการเชื่อมต่อ นอกจากนี้ยังใช้เปลี่ยนลักษณะของสัญญาณและสร้างรหัสสัญญาณต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่าง DTE (data terminal equipment) และ data circuit โดย DCE อาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์หรือไม่ก็ได้
INTERFACE POINT: ของเขตของการเชื่อมต่อซึ่งสัญญาณที่ใช้ในการอินเทอร์เฟส จะถูกส่งผ่านไปมาระหว่างอุปกรณ์ในลักษณะของสัญญาณไฟฟ้า
INTERFACE CIRCUIT: วงจรระหว่าง DTE และ DCE ที่เราใช้ในการควบคุมแลกเปลี่ยนข้อมูลและเป็นสัญญาณฐานเวลา วงจร Signal Ground จะเป็นจุดอ้างอิงของสัญญาณเหล่านี้
ตัวขับ (DRIVER): ตัวส่งข้อมูลแบบไบนารี่ (binary)
ตัวรับ (TERMINATOR): ตัวรับข้อมูลที่ส่งมาแบบไบนารี่
MARK: เทียบเท่าลอจิก 1 (แทนแบบลอจิกบวก ขอให้ดูหมายเหตุที่ท้ายหัวข้อนี้)
SPACE: เทียบเท่าลอจิก 0 (แทนแบบลิจิกบวก)
SIMPLE CHANNEL: ช่องทางการสื่อสารข้อมูลที่สามารถส่งข้อมูลไปได้ในทิศทางเดียวเท่านั้น ไม่สามารถส่งสวนทางไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม (ส่งสวนทางเดิมไม่ได้และส่งพร้อมกั้นไม่ได้ เช่น การส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ไปยังจอภาพ ส่งได้เฉพาะจากคอมพิวเตอร์ไปจอภาพ จอภาพไม่สามารถส่งข้อมูลมาให้คอมพิวเตอร์ได้)
HALF- DUPLEX CHANNEL: ช่องทางการสื่อสารข้อมูลที่สามารถส่งข้อมูลได้ทั้งสองทิศทาง แต่ส่งพร้อมกันไม่ได้ ในการส่งข้อมูลอัตราการส่งข้อมูลจะอยู่ในช่วง (range) เดียวกันไม่ว่าจะส่งข้อมูลในทิศทางใดก็ตาม
FULL-DUPLEX CHANNEL: ช่องทางการสื่อสารข้อมูลที่สามารถส่งข้อมูลได้ในสองทิศทางพร้อม ๆ กัน เพราะช่องทางการสื่อสารได้มีการเชื่อมต่อไว้มากกว่าหนึ่งช่องทาง ในการส่งทั้งสองทิศทางนั้นอัตราการส่งข้อมูลจะอยู่ในช่วง (range) เดียวกัน
SYNCHRONOUS DATA-TRANSMISSION CHANNEL: ช่องทางการสื่อสารข้อมูลที่ข้อมูลแต่ละคำ (word) ถูกส่งออกไปตามเวลาที่แน่นอนหรือระยะเวลาระหว่างข้อมูลแต่ละคำที่ถูกส่งออกไปมีค่าแน่นอน ตัวอย่างเช่น การส่งสัญญาณทีวี เครื่องรับและเครื่องส่ง จะต้องรบรู้ฐานเวลาอันเดียวกัน NONSYNCHRONOUS DATA-TRANSMISSION CHANNEL: ข้อมูลแต่ละคำ (word) จะถูกส่งออกไปไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน รวมทั้งระยะห่างระหว่างคำด้วย
DATA SET: ในกรณีการส่งข้อมูล อุปกรณ์ชิ้นนี้จะ modulate ข้อมูลที่ได้รับมาแล้วส่งออกไปทางเครือข่ายโทรศัพท์ ในกรณีรับข้อมูลอุปกรณ์ชิ้นนี้จะ demodulate สัญญาณที่ได้รับเข้ามาเพื่อดึงข้อมูลออกจากสัญญาณนั้น ๆ แล้วส่งต่อไปยังอุปกรณ์ปลายทาง
หมายเหตุ ลอจิกบวก (Positive logic) หมายถึง วิธีการเปรียบเทียบระดับแรงกันถ้าระดับแรงดันหนึ่งมีค่าเป็นบวกมากกว่าระดับแรงดันอีกระดับหนึ่ง ระดับแรงดันที่มีค่ามากกว่าจะเป็นลอจิก "สูง" ดังนี้ 1= +V , 0 = -V ,กราวนด์
การส่งข้อมูลแบบอนุกรมแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทได้แก่
1.1การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส
จะไม่ใช้บิตเริ่มต้นและบิตหยุด จะไม่มีการการหยุดชั่วขณะระหว่างอักขระ จะใช้วิธีให้จังหวะเวลาทั้งสองทางที่ติดต่อกัน มีอยู่สองวิธีที่ปฏิบัติคือ ใช้อักขระซิงก์ (Since character)
หรือใช้สัญญาณนาฬิกา (Clock single) การใช้อักขระซิงก์ไว้หน้าบล็อก (block) ของอักขระที่ใหญ่ โดยการใส่อักขระซิงก์ไว้หน้าบล็อกของข้อมูลอักขระซิงก์นี้เป็นบิตจำนวนหนึ่งที่ทางอุปกรณ์
เครื่องรับสามารถใช้ ในการกำหนดอัตราเร็วของข้อมูลให้ตรงกับทางอุปกรณ์เครื่องส่ง การใช้สัญญาณนาฬิกาของด้านส่งและสัญญาณนาฬิกาของด้านรับจะใช้คนละสายหรือคนละช่องสัญญาณในการส่งข่าวสารเกี่ยวกับเวลาของข้อมูลที่จะส่ง โดยทั่วไปการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสจะทำงานภายใต้การควบคุมของโปรโตคอลในระบบนั้น ๆ และนิยมใช้กับเทอร์มินัลฉลาดและเทอร์มินัลอัจฉริยะ การส่งข้อมูลจะนำข้อมูล 1 ไบท์ มาส่งออกไปตามสายไฟฟ้าเรียงกันไปจนครบ 8 บิท ซึ่งเท่ากับ 1 ตัวอักษร
ข้อดี คือ สามารถส่งได้ระยะทางไกลมากกว่า Parallel Transmission
ข้อเสีย คือ ความเร็วในการรับส่งข้อมูลมีจำกัด ต้องคำนึงถึงรายละเอียดในการรับส่งข้อมูล


1.เทคนิคการสื่อสารข้อมูลดิจิตอล
เทคนิคการสื่อสารข้อมูลดิจิตอล มีอยู่ 2 ประเภท คือ การสื่อสารแบบขนาน และ การสื่อสารแบบอนุกรม
1.1การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
เป็นการส่งข้อมูลพร้อม ๆ กัน หลาย ๆ บิต ต่อ 1 รอบสัญญาณนาฬิกา
การส่งข้อมูลแบบขนาน
1.2การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมหรือเรียงลำดับ(SerialTransmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิตต่อ 1 รอบสัญญาณนาฬิกา จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์หนึ่ง ซึ่งการอนุกรมนี้ยังจากส่งได้ 2 แบบ คือ แบบอะซิงโครนัส และแบบซิงโครนัส

2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ
นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)
จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์

http://bc.siam.edu/sriprai/chap12.2.htm
………………………………………………….
นางสาว สุรีวัลย์ กลองชัย ชั้นม 5/4 เลขที่26

Unknown กล่าวว่า...

ความสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ธรรมชาติของมนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม มีความจำเป็นที่จะติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ดังนั้นในยุคปัจจุบัน พัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์จึงต้องตอบสนองต่อความต้องการ
แรกเริ่มมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์แบบศูนย์รวม เช่น มินิคอมพิวเตอร์ หรือเมนเฟรม
คอมพิวเตอร์แบบศูนย์รวม มีลักษณะดังนี้
• มีเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น มินิคอมพิวเตอร์ หรือ เมนเฟรม เป็นเครื่องศูนย์กลาง และต่อจอภาพหลายๆ ตัวเข้ากับเครื่องศูนย์กลาง สำหรับให้ผู้ใช้หลายคนเข้ามาเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน
• ให้ผู้ใช้สามารถใช้งานพร้อมกันได้หลายคน
• ใช้ทรัพยากรร่วมกันที่เครื่องศูนย์กลาง เช่น CPU , หน่วยความจำ
• การประมวลผลจะมีขึ้นที่เครื่องศูนย์กลางเท่านั้น
ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาไมโครคอมพิวเตอร์ หรือ พีซี ขึ้นมา การใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์ก็แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะใช้งานง่าย ราคาไม่สูง
เมื่อมีการใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์มากขึ้น ก็มีการปรับปรุงและพัฒนาให้สามารถทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มในรูปแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะต้องติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างกัน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีลักษณะดังนี้
• มีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น มินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรม มาเป็นเครื่องให้บริการ หรือที่เรียกว่า Server และให้ไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เป็นเครื่องใช้บริการ หรือที่เรียกว่า Client
• หรือ นำเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ มาเป็นเครื่องให้บริการ (Server) และให้ไมโครคอมพิวเตอร์อื่นๆ เป็นเครื่องใช้บริการ (Client) โดยต่อกันเป็นเครือข่าย
• แต่ละเครื่องที่เป็น Client จะมี CPU และ หน่วยความจำ ของตัวเอง
บทบาทสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีต่อหน่วยงานต่างๆ
บทบาทสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีต่อหน่วยงานต่างๆ สรุปได้ดังนี้
• ทำให้สามารถใช้ข้อมูลต่างๆ ร่วมกัน เช่นฐานข้อมูล
• ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่า เช่น ใช้ตัวประมวลผล (CPU)ร่วมกัน ใช้เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์ที่มีราคาแพงร่วมกัน
• ทำให้ลดต้นทุน เพราะการลงทุนสามารถลงทุนให้เหมาะสมกับหน่วยงานได้
• ทำให้เป็นสำนักงานอัตโนมัติได้ โดยสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ทันทีทันใด การสื่อสารส่งงานระหว่างกันใช้สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษได้ สามารถนัดหมาย โอนย้ายแฟ้มข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายได้
ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จำแนกตามระยะทางและพื้นที่ในการเดินทางของข้อมูลจากแหล่งที่ส่ง ไปสู่จุดหมายปลายทาง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1. เครือข่ายแลน (LAN : Local Area Network)
2. เครือข่ายแวน (WAN : Wide Area Network)
เครือข่ายแลน (LAN : Local Area Network)
คุณลักษณะของเครือข่ายแลน คือ
• เป็นเครือข่ายระยะใกล้ หรือเครือข่ายท้องถิ่น
• เป็นเครือข่ายที่ติดตั้งขึ้นเพื่อการใช้งานภายในแผนก หรือองค์กรของตัวเอง เช่น ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบัน หรือในบริษัทแห่งใดแห่งหนึ่ง
• วัตถุประสงค์เพื่อ สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น Hardware , Software , File และเพื่อการติดต่อระหว่างกันภายในองค์กร
• ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย สร้างความสะดวกแก่ผู้ใช้
• คอมพิวเตอร์ที่ต่อกันเป็นเครือข่ายแลน สามารถต่อได้ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป
เทคโนโลยีเครือข่ายแลน (LAN Topology)
เทคโนโลยีเครือข่ายแลน มีรูปแบบการเชื่อมต่อหลายรูปแบบ ดังนี้
1. อีเทอร์เน็ต
• เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่พัฒนามาจากโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบสายสัญญาณร่วมที่เรียกว่า บัส (Bus) ที่คอมฯทุกเครื่องต่อเชื่อมเข้ากับสายสัญญาณเส้นเดียวกัน
• ต่อมามีการพัฒนามาเป็นอีเทอร์เน็ต โดยพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณผ่านอุปกรณ์กลางที่เรียกว่า ฮับ (hub) ที่มีโครงสร้างเป็นจุดร่วมของสายสัญญาณที่จะต่อกระจายไปยังทุกสาย เกิดการชนกันของข้อมูลได้การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบนี้จึงมีลักษณะเป็นแบบดาว
• ความเร็วของการรับส่งสัญญาณตั้งแต่ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที
2. โทเก็นริง
• การเชื่อมโยงเครือข่ายใช้รูปแบบเชื่อมต่อกันเป็นวงแหวน โดยด้านหนึ่งเป็นตัวรับสัญญาณ และอีกด้านหนึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณ
• การส่งข้อมูลถึงกัน จะส่งผ่านไปในทิศทางเดียวกันเหมือนวงแหวน
• มีการจัดลำดับการติดต่อส่งข้อมูลที่แน่นอน สัญญาณข้อมูลจะไม่ชนกัน
• ข้อมูลที่รับส่งกันมีลักษณะเป็นชุดๆ แต่ละชุดระบุตำแหน่งสถานีผู้ส่งและผู้รับ สถานีที่ถูกระบุว่าเป็นผู้รับเท่านั้นจึงจะมีสิทธิรับข้อมูลนั้นเข้ามา
• ความเร็วในการรับส่งสัญญาณประมาณ 16 ล้านบิตต่อวินาที
3. สวิตชิง
• ชุดข้อมูลที่ส่งมาและส่งต่อไปยังสถานีปลายทางจะกระทำที่ชุมสายกลางที่เรียกว่า สวิตชิง ดังนั้นรูปแบบเครือข่ายจึงมีรูปโครงแบบดาว
• การรับส่งข้อมูลระหว่างสถานี ทำได้รวดเร็ว
• อุปกรณ์ที่ใช้ในการสวิชชิง เช่น อีเทอร์เน็ตสวิตช์ และ เอทีเอ็มสวิตช์
3.1 อีเทอร์เน็ตสวิตช์
• เป็นอุปกรณ์สลับสายสัญญาณในเครือข่าย โดยรูปแบบสัญญาณเป็นแบบอีเทอร์เน็ต คือรับส่งสัญญาณข้อมูลทั้งหมดในทีเดียว
• แตกต่างกับอีเทอร์เน็ตที่ใช้ฮับตรงที่ สวิตชิงจะเลือกการสลับสัญญาณไปยังตำแหน่งที่ต้องการเท่านั้น แต่ละสายสัญญาณมีความเป็นอิสระต่อกัน ทำให้ไม่มีปัญหาการชนกันของสัญญาณข้อมูล
• ใช้มาตรฐานความเร็วเหมือนอีเทอร์เน็ต คือ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที
3.2 เอทีเอ็มสวิตช์
• เป็นอุปกรณ์สลับสายสัญญาณในการรับส่งข้อมูลที่มีการรับส่งกันเป็นชุดๆ แต่ละชุดเรียกว่าเซล ซึ่งมีขนาดจำกัด
• การสวิตชิงแบบเอทีเอ็ม ทำให้ข้อมูลจากสถานีหนึ่งไปยังอีกสถานีหนึ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
• กำลังเป็นที่นิยม เพราะมีความเร็วในการสลับสัญญาณสูง
เครือข่ายแวน (WAN : Wide Area Network)
คุณลักษณะของเครือข่ายแวน คือ
• เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะไกล เช่น เชื่อมโยงระหว่างจังหวัด ระหว่างประเทศ
• การสร้างเครือข่ายระยะไกล ต้องพึ่งพาระบบบริการข่ายสาธารณะ เช่น ใช้สายเช่าจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
• องค์กรที่ใช้เครือข่ายแวน ได้แก่ ธนาคาร ซึ่งมีสาขาทั่วประเทศ และมีบริการรับฝากถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม
• เครือข่ายแวน เป็นเครือข่ายที่ทำให้เครือข่ายแลนหลายๆ เครือข่ายเชื่อมถึงกันได้ แวนประกอบด้วนแลนตั้งแต่ 2 วงขึ้นไป เชื่อมต่อกัน
เครือข่ายอินทราเน็ต กับ อินเทอร์เน็ต
อินทราเน็ต เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในองค์กร โดยใช้เครือข่ายท้องถิ่นที่เรียกว่า Lอินเทอร์เน็ต เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับองค์กรเข้ากับเครือข่ายภายนอกอื่นๆ จนกลายเป็นเครือข่ายใหญ่ระดับโลก
อินทราเน็ตจะแตกต่างจากอินเทอร์เน็ตตรงที่ ขอบเขตของการเชื่อมโยง แต่มาตรฐานและวิธีการเชื่อมโยงเครือข่ายยังคงใช้มาตรฐานเดียวกัน
LAN
บริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
บริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
• ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Mail หรือ E-mail) เป็นบริการที่ผู้ใช้บริการสามารถรับส่งข้อความผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้รับ
• การถ่ายโอนแฟ้ม (File Transfer Protocol :FTP) เป็นบริการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูลหรือโปรแกรมต่างๆ จากเครื่องอื่นมาเก็บไว้ยังเครื่องที่ต้องการ
• กลุ่มข่าว (Newsgroup) เป็นบริการที่รวมกลุ่มของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันเพื่อส่งข่าว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่สนใจนั้น
• การเข้าใช้เครื่องระยะไกล (Remote Login) คือการที่ผู้ใช้สามารถติดต่อขอเข้าไปใช้ทรัพยากรหรือขอใช้บริการกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างไกลได้ เสมือนได้นั่งอยู่ที่หน้าเทอร์มินัลของเครื่องนั้นๆ
• การค้นหาแฟ้ม เนื่องจากอินเตอร์เน็ตเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ครองคลุมทั่วโลก ดังนั้นจึงมีการพัฒนาระบบ อาร์คี (Archie) ที่ช่วยในการค้นหาแฟ้มที่เราทราบชื่อแต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่เครื่องใดในอินเตอร์เน็ต
• การสนทนาทางเครือข่าย เป็นบริการหนึ่งในอินเตอร์เน็ตโดยผู้ใช้ฝ่ายหนึ่งสามารถสนทนากับผู้ใช้อีกฝ่ายหนึ่ง มีการโต้ตอบกันทันทีได้โดยการพิมพ์ข้อความหรือใช้เสียง
http://www.ds.ru.ac.th/Test1/Aj_palida/E-learning/Unit8/computer_ITunit8.htm
........................................................................................................................................
ชื่อนางสาวปิยะวรรณ กุลวิเศษ ชั้นม. 5/4 เลขที่ 31

Unknown กล่าวว่า...

การส่งสัญญาณข้อมูล
การส่งสัญญาณข้อมูล หมายถึง การส่งข้อมูลจากเครื่องส่งหรือผู้ส่ง ผ่านสื่อกลางไปยังเครื่องรับส่งหรือผู้รับ สัญญาณที่ใช้ส่งได้แก่ สัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สัญญาณเสียง หรือแสงก็ได้1 รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
1.1. แบบทิศทางเดียวหรือ ซิมเพล็กซ์ ( One – Way หรือ Simplex )
เป็นการส่งข้อมูลในทิศทางเดียว คือ ข้อมูลถูกส่งไปในทางเดียว เช่น สถานีวิทยุกระจายเสียง การแพร่ภาพทางโทรทัศน์

ผู้ส่ง ผู้รับ ผู้รับ

1.2. แบบกึ่งทิศทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ ( Haft – Doplex )
เป็นการสงข้อมูลแบบสลับการส่งและการรับไปมา จะทำในเวลาเดียวกันไม่ได้ เช่น การใช้วิทยุสื่อสาร คือ จะต้องสลับกันพูด เพราะจะต้องกดปุ่มก่อนแล้วจึงจะสามารถพูดได้

ผู้ส่ง ผู้รับ ผู้รับ

2.3. แบบทางคู่หรือดูเพล็กเต็ม (Full – Duplex )
เป็นการส่งข้อมูลแบบที่สามารถส่ง และรับข้อมูลได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งวิธีนี้ทำให้การทำงานเร็วขึ้นมาก เช่น การพูดโทรศัพท์

ผู้ส่ง ผู้รับ ผู้รับ

1.4. แบบสะท้อนสัญญาณหรือ เอ็กโคเพล็กซ์ เป็นการส่งสัญญาณที่รวมทั้ง 2 อย่างไว้รวมกัน
แหล่งที่มา http://freeware.th.gs/web-f/amm/pa2.htm, http://www.ndk.ac.th/E-learnning/webcom/lesson8.htm
………………………………………………
นายเทพผกร อำไธสง ชั้นม.5/4 เลขที่ 6

naruto317@gmail.com กล่าวว่า...

Protocal ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ความสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ธรรมชาติของมนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม มีความจำเป็นที่จะติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ดังนั้นในยุคปัจจุบัน พัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์จึงต้องตอบสนองต่อความต้องการ

แรกเริ่มมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์แบบศูนย์รวม เช่น มินิคอมพิวเตอร์ หรือเมนเฟรม

คอมพิวเตอร์แบบศูนย์รวม มีลักษณะดังนี้

มีเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น มินิคอมพิวเตอร์ หรือ เมนเฟรม เป็นเครื่องศูนย์กลาง และต่อจอภาพหลายๆ ตัวเข้ากับเครื่องศูนย์กลาง สำหรับให้ผู้ใช้หลายคนเข้ามาเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน
ให้ผู้ใช้สามารถใช้งานพร้อมกันได้หลายคน
ใช้ทรัพยากรร่วมกันที่เครื่องศูนย์กลาง เช่น CPU , หน่วยความจำ
การประมวลผลจะมีขึ้นที่เครื่องศูนย์กลางเท่านั้น
ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาไมโครคอมพิวเตอร์ หรือ พีซี ขึ้นมา การใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์ก็แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะใช้งานง่าย ราคาไม่สูง
เมื่อมีการใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์มากขึ้น ก็มีการปรับปรุงและพัฒนาให้สามารถทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มในรูปแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะต้องติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างกัน

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีลักษณะดังนี้

มีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น มินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรม มาเป็นเครื่องให้บริการ หรือที่เรียกว่า Server และให้ไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เป็นเครื่องใช้บริการ หรือที่เรียกว่า Client
หรือ นำเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ มาเป็นเครื่องให้บริการ (Server) และให้ไมโครคอมพิวเตอร์อื่นๆ เป็นเครื่องใช้บริการ (Client) โดยต่อกันเป็นเครือข่าย
แต่ละเครื่องที่เป็น Client จะมี CPU และ หน่วยความจำ ของตัวเอง
บทบาทสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีต่อหน่วยงานต่างๆ สรุปได้ดังนี้

ทำให้สามารถใช้ข้อมูลต่างๆ ร่วมกัน เช่นฐานข้อมูล
ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่า เช่น ใช้ตัวประมวลผล (CPU)ร่วมกัน ใช้เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์ที่มีราคาแพงร่วมกัน
ทำให้ลดต้นทุน เพราะการลงทุนสามารถลงทุนให้เหมาะสมกับหน่วยงานได้
ทำให้เป็นสำนักงานอัตโนมัติได้ โดยสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ทันทีทันใด การสื่อสารส่งงานระหว่างกันใช้สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษได้ สามารถนัดหมาย โอนย้ายแฟ้มข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายได้
ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จำแนกตามระยะทางและพื้นที่ในการเดินทางของข้อมูลจากแหล่งที่ส่ง ไปสู่จุดหมายปลายทาง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

1. เครือข่ายแลน (LAN : Local Area Network)

2. เครือข่ายแวน (WAN : Wide Area Network)

เครือข่ายแลน (LAN : Local Area Network)

คุณลักษณะของเครือข่ายแลน คือ

เป็นเครือข่ายระยะใกล้ หรือเครือข่ายท้องถิ่น
เป็นเครือข่ายที่ติดตั้งขึ้นเพื่อการใช้งานภายในแผนก หรือองค์กรของตัวเอง เช่น ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบัน หรือในบริษัทแห่งใดแห่งหนึ่ง
วัตถุประสงค์เพื่อ สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น Hardware , Software , File และเพื่อการติดต่อระหว่างกันภายในองค์กร
ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย สร้างความสะดวกแก่ผู้ใช้
คอมพิวเตอร์ที่ต่อกันเป็นเครือข่ายแลน สามารถต่อได้ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป
เทคโนโลยีเครือข่ายแลน (LAN Topology)

เทคโนโลยีเครือข่ายแลน มีรูปแบบการเชื่อมต่อหลายรูปแบบ ดังนี้

1. อีเทอร์เน็ต

เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่พัฒนามาจากโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบสายสัญญาณร่วมที่เรียกว่า บัส (Bus) ที่คอมฯทุกเครื่องต่อเชื่อมเข้ากับสายสัญญาณเส้นเดียวกัน
ต่อมามีการพัฒนามาเป็นอีเทอร์เน็ต โดยพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณผ่านอุปกรณ์กลางที่เรียกว่า ฮับ (hub) ที่มีโครงสร้างเป็นจุดร่วมของสายสัญญาณที่จะต่อกระจายไปยังทุกสาย เกิดการชนกันของข้อมูลได้การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบนี้จึงมีลักษณะเป็นแบบดาว
ความเร็วของการรับส่งสัญญาณตั้งแต่ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที

2. โทเก็นริง

การเชื่อมโยงเครือข่ายใช้รูปแบบเชื่อมต่อกันเป็นวงแหวน โดยด้านหนึ่งเป็นตัวรับสัญญาณ และอีกด้านหนึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณ
การส่งข้อมูลถึงกัน จะส่งผ่านไปในทิศทางเดียวกันเหมือนวงแหวน
มีการจัดลำดับการติดต่อส่งข้อมูลที่แน่นอน สัญญาณข้อมูลจะไม่ชนกัน
ข้อมูลที่รับส่งกันมีลักษณะเป็นชุดๆ แต่ละชุดระบุตำแหน่งสถานีผู้ส่งและผู้รับ สถานีที่ถูกระบุว่าเป็นผู้รับเท่านั้นจึงจะมีสิทธิรับข้อมูลนั้นเข้ามา
ความเร็วในการรับส่งสัญญาณประมาณ 16 ล้านบิตต่อวินาที






3. สวิตชิง

ชุดข้อมูลที่ส่งมาและส่งต่อไปยังสถานีปลายทางจะกระทำที่ชุมสายกลางที่เรียกว่า สวิตชิง ดังนั้นรูปแบบเครือข่ายจึงมีรูปโครงแบบดาว
การรับส่งข้อมูลระหว่างสถานี ทำได้รวดเร็ว
อุปกรณ์ที่ใช้ในการสวิชชิง เช่น อีเทอร์เน็ตสวิตช์ และ เอทีเอ็มสวิตช์
3.1 อีเทอร์เน็ตสวิตช์

เป็นอุปกรณ์สลับสายสัญญาณในเครือข่าย โดยรูปแบบสัญญาณเป็นแบบอีเทอร์เน็ต คือรับส่งสัญญาณข้อมูลทั้งหมดในทีเดียว
แตกต่างกับอีเทอร์เน็ตที่ใช้ฮับตรงที่ สวิตชิงจะเลือกการสลับสัญญาณไปยังตำแหน่งที่ต้องการเท่านั้น แต่ละสายสัญญาณมีความเป็นอิสระต่อกัน ทำให้ไม่มีปัญหาการชนกันของสัญญาณข้อมูล
ใช้มาตรฐานความเร็วเหมือนอีเทอร์เน็ต คือ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที
3.2 เอทีเอ็มสวิตช์

เป็นอุปกรณ์สลับสายสัญญาณในการรับส่งข้อมูลที่มีการรับส่งกันเป็นชุดๆ แต่ละชุดเรียกว่าเซล ซึ่งมีขนาดจำกัด
การสวิตชิงแบบเอทีเอ็ม ทำให้ข้อมูลจากสถานีหนึ่งไปยังอีกสถานีหนึ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
กำลังเป็นที่นิยม เพราะมีความเร็วในการสลับสัญญาณสูง


ที่มา http://www.ds.ru.ac.th/Test1/Aj_palida/E-learning/Unit8/computer_ITunit8.htm

Unknown กล่าวว่า...

ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้น
การประยุกต์ใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างกว้างขวางและสามารถใช้ ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งนี้เพราะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสื่อสารข้อมูลระหว่างกันได้

อ้างอิง
http://blog.eduzones.com/banny/3478
นายเกศทัศน์ สาไธสง ม.5/4 เลขที่ 13

Unknown กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
naruto317@gmail.com กล่าวว่า...

Protocal ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ความสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ธรรมชาติ ของมนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม มีความจำเป็นที่จะติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ดังนั้นในยุคปัจจุบัน พัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์จึงต้องตอบสนองต่อความต้องการ

แรกเริ่มมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์แบบศูนย์รวม เช่น มินิคอมพิวเตอร์ หรือเมนเฟรม

คอมพิวเตอร์แบบศูนย์รวม มีลักษณะดังนี้

* มี เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น มินิคอมพิวเตอร์ หรือ เมนเฟรม เป็นเครื่องศูนย์กลาง และต่อจอภาพหลายๆ ตัวเข้ากับเครื่องศูนย์กลาง สำหรับให้ผู้ใช้หลายคนเข้ามาเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน
* ให้ผู้ใช้สามารถใช้งานพร้อมกันได้หลายคน
* ใช้ทรัพยากรร่วมกันที่เครื่องศูนย์กลาง เช่น CPU , หน่วยความจำ
* การประมวลผลจะมีขึ้นที่เครื่องศูนย์กลางเท่านั้น

ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาไมโครคอมพิวเตอร์ หรือ พีซี ขึ้นมา การใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์ก็แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะใช้งานง่าย ราคาไม่สูง
เมื่อมีการใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์มากขึ้น ก็มีการปรับปรุงและพัฒนาให้สามารถทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มในรูปแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะต้องติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างกัน

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีลักษณะดังนี้

* มีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น มินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรม มาเป็นเครื่องให้บริการ หรือที่เรียกว่า Server และให้ไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เป็นเครื่องใช้บริการ หรือที่เรียกว่า Client
* หรือ นำเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ มาเป็นเครื่องให้บริการ (Server) และให้ไมโครคอมพิวเตอร์อื่นๆ เป็นเครื่องใช้บริการ (Client) โดยต่อกันเป็นเครือข่าย
* แต่ละเครื่องที่เป็น Client จะมี CPU และ หน่วยความจำ ของตัวเอง

บทบาทสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีต่อหน่วยงานต่างๆ สรุปได้ดังนี้

* ทำให้สามารถใช้ข้อมูลต่างๆ ร่วมกัน เช่นฐานข้อมูล
* ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่า เช่น ใช้ตัวประมวลผล (CPU)ร่วมกัน ใช้เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์ที่มีราคาแพงร่วมกัน
* ทำให้ลดต้นทุน เพราะการลงทุนสามารถลงทุนให้เหมาะสมกับหน่วยงานได้
* ทำ ให้เป็นสำนักงานอัตโนมัติได้ โดยสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ทันทีทันใด การสื่อสารส่งงานระหว่างกันใช้สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษได้ สามารถนัดหมาย โอนย้ายแฟ้มข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายได้

ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จำแนกตามระยะทางและพื้นที่ในการเดินทางของข้อมูลจากแหล่งที่ส่ง ไปสู่จุดหมายปลายทาง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

1. เครือข่ายแลน (LAN : Local Area Network)

2. เครือข่ายแวน (WAN : Wide Area Network)

เครือข่ายแลน (LAN : Local Area Network)

คุณลักษณะของเครือข่ายแลน คือ

* เป็นเครือข่ายระยะใกล้ หรือเครือข่ายท้องถิ่น
* เป็น เครือข่ายที่ติดตั้งขึ้นเพื่อการใช้งานภายในแผนก หรือองค์กรของตัวเอง เช่น ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบัน หรือในบริษัทแห่งใดแห่งหนึ่ง
* วัตถุประสงค์เพื่อ สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น Hardware , Software , File และเพื่อการติดต่อระหว่างกันภายในองค์กร
* ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย สร้างความสะดวกแก่ผู้ใช้
* คอมพิวเตอร์ที่ต่อกันเป็นเครือข่ายแลน สามารถต่อได้ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป

เทคโนโลยีเครือข่ายแลน (LAN Topology)

เทคโนโลยีเครือข่ายแลน มีรูปแบบการเชื่อมต่อหลายรูปแบบ ดังนี้

1. อีเทอร์เน็ต

* เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่พัฒนามาจากโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบสายสัญญาณร่วมที่เรียกว่า บัส (Bus) ที่คอมฯทุกเครื่องต่อเชื่อมเข้ากับสายสัญญาณเส้นเดียวกัน
* ต่อมามีการพัฒนามาเป็นอีเทอร์เน็ต โดยพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณผ่านอุปกรณ์กลางที่เรียกว่า ฮับ (hub) ที่ มีโครงสร้างเป็นจุดร่วมของสายสัญญาณที่จะต่อกระจายไปยังทุกสาย เกิดการชนกันของข้อมูลได้การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบนี้จึงมีลักษณะเป็นแบบดาว
* ความเร็วของการรับส่งสัญญาณตั้งแต่ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที


2. โทเก็นริง

* การเชื่อมโยงเครือข่ายใช้รูปแบบเชื่อมต่อกันเป็นวงแหวน โดยด้านหนึ่งเป็นตัวรับสัญญาณ และอีกด้านหนึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณ
* การส่งข้อมูลถึงกัน จะส่งผ่านไปในทิศทางเดียวกันเหมือนวงแหวน
* มีการจัดลำดับการติดต่อส่งข้อมูลที่แน่นอน สัญญาณข้อมูลจะไม่ชนกัน
* ข้อมูล ที่รับส่งกันมีลักษณะเป็นชุดๆ แต่ละชุดระบุตำแหน่งสถานีผู้ส่งและผู้รับ สถานีที่ถูกระบุว่าเป็นผู้รับเท่านั้นจึงจะมีสิทธิรับข้อมูลนั้นเข้ามา
* ความเร็วในการรับส่งสัญญาณประมาณ 16 ล้านบิตต่อวินาที





3. สวิตชิง

* ชุดข้อมูลที่ส่งมาและส่งต่อไปยังสถานีปลายทางจะกระทำที่ชุมสายกลางที่เรียกว่า สวิตชิง ดังนั้นรูปแบบเครือข่ายจึงมีรูปโครงแบบดาว
* การรับส่งข้อมูลระหว่างสถานี ทำได้รวดเร็ว
* อุปกรณ์ที่ใช้ในการสวิชชิง เช่น อีเทอร์เน็ตสวิตช์ และ เอทีเอ็มสวิตช์

3.1 อีเทอร์เน็ตสวิตช์

* เป็นอุปกรณ์สลับสายสัญญาณในเครือข่าย โดยรูปแบบสัญญาณเป็นแบบอีเทอร์เน็ต คือรับส่งสัญญาณข้อมูลทั้งหมดในทีเดียว
* แตก ต่างกับอีเทอร์เน็ตที่ใช้ฮับตรงที่ สวิตชิงจะเลือกการสลับสัญญาณไปยังตำแหน่งที่ต้องการเท่านั้น แต่ละสายสัญญาณมีความเป็นอิสระต่อกัน ทำให้ไม่มีปัญหาการชนกันของสัญญาณข้อมูล
* ใช้มาตรฐานความเร็วเหมือนอีเทอร์เน็ต คือ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที

3.2 เอทีเอ็มสวิตช์

* เป็นอุปกรณ์สลับสายสัญญาณในการรับส่งข้อมูลที่มีการรับส่งกันเป็นชุดๆ แต่ละชุดเรียกว่าเซล ซึ่งมีขนาดจำกัด
* การสวิตชิงแบบเอทีเอ็ม ทำให้ข้อมูลจากสถานีหนึ่งไปยังอีกสถานีหนึ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
* กำลังเป็นที่นิยม เพราะมีความเร็วในการสลับสัญญาณสูง



ที่มา http://www.ds.ru.ac.th/Test1/Aj_palida/E-learning/Unit8/computer_ITunit8.htm

Unknown กล่าวว่า...

ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้น
การประยุกต์ใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างกว้างขวางและสามารถใช้ ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งนี้เพราะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และสื่อสารข้อมูลระหว่างกันได้
อ้างอิง
http://blog.eduzones.com/banny/3478
นาย กิตติคุณ สุทธิสาย ม.5/4 เลขที่ 14

naruto317@gmail.com กล่าวว่า...

Protocal ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ความสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ธรรมชาติ ของมนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม มีความจำเป็นที่จะติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ดังนั้นในยุคปัจจุบัน พัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์จึงต้องตอบสนองต่อความต้องการ

แรกเริ่มมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์แบบศูนย์รวม เช่น มินิคอมพิวเตอร์ หรือเมนเฟรม

คอมพิวเตอร์แบบศูนย์รวม มีลักษณะดังนี้

* มี เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น มินิคอมพิวเตอร์ หรือ เมนเฟรม เป็นเครื่องศูนย์กลาง และต่อจอภาพหลายๆ ตัวเข้ากับเครื่องศูนย์กลาง สำหรับให้ผู้ใช้หลายคนเข้ามาเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน
* ให้ผู้ใช้สามารถใช้งานพร้อมกันได้หลายคน
* ใช้ทรัพยากรร่วมกันที่เครื่องศูนย์กลาง เช่น CPU , หน่วยความจำ
* การประมวลผลจะมีขึ้นที่เครื่องศูนย์กลางเท่านั้น

ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาไมโครคอมพิวเตอร์ หรือ พีซี ขึ้นมา การใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์ก็แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะใช้งานง่าย ราคาไม่สูง
เมื่อมีการใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์มากขึ้น ก็มีการปรับปรุงและพัฒนาให้สามารถทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มในรูปแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะต้องติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างกัน

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีลักษณะดังนี้

* มีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น มินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรม มาเป็นเครื่องให้บริการ หรือที่เรียกว่า Server และให้ไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เป็นเครื่องใช้บริการ หรือที่เรียกว่า Client
* หรือ นำเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ มาเป็นเครื่องให้บริการ (Server) และให้ไมโครคอมพิวเตอร์อื่นๆ เป็นเครื่องใช้บริการ (Client) โดยต่อกันเป็นเครือข่าย
* แต่ละเครื่องที่เป็น Client จะมี CPU และ หน่วยความจำ ของตัวเอง

บทบาทสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีต่อหน่วยงานต่างๆ สรุปได้ดังนี้

* ทำให้สามารถใช้ข้อมูลต่างๆ ร่วมกัน เช่นฐานข้อมูล
* ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่า เช่น ใช้ตัวประมวลผล (CPU)ร่วมกัน ใช้เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์ที่มีราคาแพงร่วมกัน
* ทำให้ลดต้นทุน เพราะการลงทุนสามารถลงทุนให้เหมาะสมกับหน่วยงานได้
* ทำ ให้เป็นสำนักงานอัตโนมัติได้ โดยสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ทันทีทันใด การสื่อสารส่งงานระหว่างกันใช้สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษได้ สามารถนัดหมาย โอนย้ายแฟ้มข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายได้

ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จำแนกตามระยะทางและพื้นที่ในการเดินทางของข้อมูลจากแหล่งที่ส่ง ไปสู่จุดหมายปลายทาง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

1. เครือข่ายแลน (LAN : Local Area Network)

2. เครือข่ายแวน (WAN : Wide Area Network)

เครือข่ายแลน (LAN : Local Area Network)

คุณลักษณะของเครือข่ายแลน คือ

* เป็นเครือข่ายระยะใกล้ หรือเครือข่ายท้องถิ่น
* เป็น เครือข่ายที่ติดตั้งขึ้นเพื่อการใช้งานภายในแผนก หรือองค์กรของตัวเอง เช่น ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบัน หรือในบริษัทแห่งใดแห่งหนึ่ง
* วัตถุประสงค์เพื่อ สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น Hardware , Software , File และเพื่อการติดต่อระหว่างกันภายในองค์กร
* ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย สร้างความสะดวกแก่ผู้ใช้
* คอมพิวเตอร์ที่ต่อกันเป็นเครือข่ายแลน สามารถต่อได้ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป

เทคโนโลยีเครือข่ายแลน (LAN Topology)

เทคโนโลยีเครือข่ายแลน มีรูปแบบการเชื่อมต่อหลายรูปแบบ ดังนี้

1. อีเทอร์เน็ต

* เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่พัฒนามาจากโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบสายสัญญาณร่วมที่เรียกว่า บัส (Bus) ที่คอมฯทุกเครื่องต่อเชื่อมเข้ากับสายสัญญาณเส้นเดียวกัน
* ต่อมามีการพัฒนามาเป็นอีเทอร์เน็ต โดยพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณผ่านอุปกรณ์กลางที่เรียกว่า ฮับ (hub) ที่ มีโครงสร้างเป็นจุดร่วมของสายสัญญาณที่จะต่อกระจายไปยังทุกสาย เกิดการชนกันของข้อมูลได้การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบนี้จึงมีลักษณะเป็นแบบดาว
* ความเร็วของการรับส่งสัญญาณตั้งแต่ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที


2. โทเก็นริง

* การเชื่อมโยงเครือข่ายใช้รูปแบบเชื่อมต่อกันเป็นวงแหวน โดยด้านหนึ่งเป็นตัวรับสัญญาณ และอีกด้านหนึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณ
* การส่งข้อมูลถึงกัน จะส่งผ่านไปในทิศทางเดียวกันเหมือนวงแหวน
* มีการจัดลำดับการติดต่อส่งข้อมูลที่แน่นอน สัญญาณข้อมูลจะไม่ชนกัน
* ข้อมูล ที่รับส่งกันมีลักษณะเป็นชุดๆ แต่ละชุดระบุตำแหน่งสถานีผู้ส่งและผู้รับ สถานีที่ถูกระบุว่าเป็นผู้รับเท่านั้นจึงจะมีสิทธิรับข้อมูลนั้นเข้ามา
* ความเร็วในการรับส่งสัญญาณประมาณ 16 ล้านบิตต่อวินาที





3. สวิตชิง

* ชุดข้อมูลที่ส่งมาและส่งต่อไปยังสถานีปลายทางจะกระทำที่ชุมสายกลางที่เรียกว่า สวิตชิง ดังนั้นรูปแบบเครือข่ายจึงมีรูปโครงแบบดาว
* การรับส่งข้อมูลระหว่างสถานี ทำได้รวดเร็ว
* อุปกรณ์ที่ใช้ในการสวิชชิง เช่น อีเทอร์เน็ตสวิตช์ และ เอทีเอ็มสวิตช์

3.1 อีเทอร์เน็ตสวิตช์

* เป็นอุปกรณ์สลับสายสัญญาณในเครือข่าย โดยรูปแบบสัญญาณเป็นแบบอีเทอร์เน็ต คือรับส่งสัญญาณข้อมูลทั้งหมดในทีเดียว
* แตก ต่างกับอีเทอร์เน็ตที่ใช้ฮับตรงที่ สวิตชิงจะเลือกการสลับสัญญาณไปยังตำแหน่งที่ต้องการเท่านั้น แต่ละสายสัญญาณมีความเป็นอิสระต่อกัน ทำให้ไม่มีปัญหาการชนกันของสัญญาณข้อมูล
* ใช้มาตรฐานความเร็วเหมือนอีเทอร์เน็ต คือ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที

3.2 เอทีเอ็มสวิตช์

* เป็นอุปกรณ์สลับสายสัญญาณในการรับส่งข้อมูลที่มีการรับส่งกันเป็นชุดๆ แต่ละชุดเรียกว่าเซล ซึ่งมีขนาดจำกัด
* การสวิตชิงแบบเอทีเอ็ม ทำให้ข้อมูลจากสถานีหนึ่งไปยังอีกสถานีหนึ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
* กำลังเป็นที่นิยม เพราะมีความเร็วในการสลับสัญญาณสูง



ที่มา http://www.ds.ru.ac.th/Test1/Aj_palida/E-learning/Unit8/computer_ITunit8.htm


.............
นายสุวิทย์ ไวไธสง ชั้นม.5/4 เลขที่ 8

Unknown กล่าวว่า...

การสื่อสารข้อมูลมีองค์ประกอบ 5 อย่าง ได้แก่

1. ผู้ส่ง (Sender) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร (Message) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูลมีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล เช่น ผู้พูด โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น
2. ผู้รับ (Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสาร มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ เช่น ผู้ฟัง เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
3. สื่อกลาง (Medium) หรือตัวกลาง เป็นเส้นทางการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง สื่อส่งข้อมูลอาจเป็นสายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล สายใยแก้วนำแสง หรือคลื่นที่ส่งผ่านทางอากาศ เช่น เลเซอร์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุภาคพื้นดิน หรือคลื่นวิทยุผ่านดาวเทียม
4. ข้อมูลข่าวสาร (Message) คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร ซึ่งอาจถูกเรียกว่า สารสนเทศ (Information) โดยแบ่งเป็น 5รูปแบบ ดังนี้
4.1 ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่าง ๆ ซึ่งจะแทนด้วยรหัสต่าง ๆ เช่น รหัสแอสกี เป็นต้น
4.2 ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอสกีแต่จะถูกแปลงเป็นเลขฐานสองโดยตรง
4.3 รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาดของรูปภาพ
4.4 เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพเพราะข้อมูลเสียงจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป
4.5 วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการรวมกันของรูปภาพหลาย ๆ รูป
5. โปรโตคอล (Protocol) คือ วิธีการหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้รับและผู้ส่ง สามารถเข้าใจกันหรือคุยกันรู้เรื่อง โดยทั้งสองฝั่งทั้งผู้รับและผู้ส่งได้ตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ในคอมพิวเตอร์โปรโตคอลอยู่ในส่วนของซอฟต์แวร์ที่มีหน้าที่ทำให้การดำเนินงาน ในการสื่อสารข้อมูลเป็นไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น X.25, SDLC, HDLC, และ TCP/IP เป็นต้น

อ้างอิง http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom2.htm

นายกิตติศักดิ์ กิ่งวงษา ม.5/4 เลขที่ 15

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ชนิดของสัญญาณข้อมูล สามารถจำแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. สัญญาณอนาล็อก (analog signal)เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (sine wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถีและความเข้มของสัญญาณที่แตกต่างกัน เมื่อนำสัญญาณ ข้อมูลเหล่านี้มาผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณ ก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการได้ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลที่มีสัญญาณแบบแอนะล็อกคือ การส่งข้อมูลผ่านระบบโทรศัพท์11เฮิรตซ์ (hertz) คือ หน่วยวัดความถี่ของสัญญาณข้อมูลแบบแอนะล็อก วิธีวัดความถี่จะนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายใน 1 วินาที เช่น สัญญาณข้อมูลที่มีความถี่ 60 Hz หมายถึงใน 1 วินาที สัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณ 60 รอบ (ขึ้นและลงนับเป็น 1 รอบ)
2. สัญญาณดิจิตอล (digital signal)
สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง รูปแบบของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปะติดปะต่ออย่างสัญญาณแอนะล็อก ในการสื่อสาร ด้วยสัญญาณดิจิตอล ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเลขฐานสอง (0 และ 1) จะถูกแทนด้วยสัญญาณดิจิตอล การแทนข้อมูลดิจิตอลด้วยสัญญาณดิจิตอล มีหลายแบบ แบบที่แสดงไว้ในรูปที่ เรียกว่า Unipolar เป็นวิธีที่แทนบิตข้อมูล 0 ด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นกลาง และบิตข้อมูล 1 ด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นบวก
Bit rate เป็นอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิตอล วิธีวัดความเร็วจะนับจำนวนบิตข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที เช่น 14,400 bps หมายถึง มีความเร็วในการส่งข้อมูลจำนวน 14,400 บิต ในระยะเวลา 1 วินาที

อ้างอิง http://61.19.33.60/web40201/unit2.htm

นางสาวกนกอร เทนไธสง ม.5/4 เลขที่ 20

chaiwat กล่าวว่า...

1. แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex)
ในการส่งสัญญาณข้อมูล แบบซิมเพล็กซ์ข้อมูลจะถูกส่งไปในทิศทางเดียว เท่านั้นหมายถึงว่าผู้ส่ง สามารถส่งข้อมูลหรือข่าวสารไปให้แก่ผู้รับได้เพียง ฝ่ายเดียว ส่วนผู้รับไม่สามารถจะโต้ตอบกลับไปได้ ตัวอย่างเช่น การกระจาย เสียงของสถานีวิทยุ หรือการแพร่ภาพทางโทรทัศน์

2. แบบกึ่งทางคู่หรือครึ่งเพล็กซ์ (Either-Way of Two Ways หรือ Half Duplex)
การสื่อสารแบบครึ่งดูเพล็กซ์ เราสามารถส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับ กันส่งจะทำในเวลาเดียวกันไม่ได้ ตัวอย่างเช่นวิทยุสื่อสาร ของตำรวจแบบ วอล์กกี้- ทอล์กกี้ ซึ่งต้อง อาศัยการสลับสวิตช์ เพื่อแสดงการเป็นผู้ส่งสัญญาณ และให้ทาง อีกด้านหนึ่งเป็นผู้รับสัญญาณคือต้องผลัดกันพูด บางครั้งเราเรียก การสื่อแบบ ครึ่งดูเพล็กช์ว่า แบบสายคู่ (Two-Wire Line)

3. แบบทางคู่หรือดูเพล็กซ์เต็ม (Both-way หรือ Full-Duplex)
ในแบบนี้เราสามารถส่ง ข้อมูลได้พร้อม ๆ กันทั้งสอง ทาง ตัวอย่างเช่น ในการพูด โทรศัพท์ ท่าน สามารถพูด พร้อมกันกับคู่สนทนาได้ (เช่น ในกรณี แย่งกันพูดหรือ ทะเลาะ กัน) การทำงานจะเป็นดู เพล็กซ์เต็ม แต่ในการใช้งาน จริง ๆ แล้วจะเป็น แบบครึ่งดูเพล็กซ์คือผลัดกันพูด ดังนั้น โทรศัพท์จึงเป็น อุปกรณ์แบบดูเพล็กซ์เต็ม ที่มีการใช้งานแบบครึ่งดูเพล็กซ์บางครั้งเราเรียก การสื่อสารแบบดูเพล็กซ์ เต็มว่า Four-Wire Lineประโยชน์การใช้งานของการ ส่งสัญญาณ แบบดูเพล็กซ์เต็มย่อมให้ประโยชน์ใช้สอยได้ดีกว่ารวมทั้งลด เวลาในการส่งสัญญาณ เพื่อสลับการเป็นผู้ส่งในแบบครึ่งดูเพล็กซ์อย่างไร ก็ตามค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและอุปกรณ์ของระบบการส่ง สัญญาณแบบ ดูเพล็กซ์เต็มย่อมแพงกว่าและยุ่งยากกว่าเช่นกัน

4. แบบสะท้อนสัญญาณหรือเอ็กโคเพล็กซ์ (Echo-Plex)
บางคนใช้คำว่าครึ่งดูเพล็กซ์ หรือดูเพล็กซ์เต็มมาอธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างคีย์บอร์ด และจอภาพ ของเทอร์มินัลของเมนเฟรมหรือโฮสต์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งที่จริงแล้วควรใช้คำว่า เอ็กโคเพล็กซ์มากกว่าในระหว่าง การคีย์ข้อความ หรือคำสั่งที่คีย์บอร์ดเพื่อให้โฮสต์คอมพิวเตอร์ รับข้อความ หรือ ทำตามคำสั่ง ข้อความหรือ คำสั่งก็จะปรากฏขึ้นที่ จอภาพของเทอร์มินัล ด้วยเช่นกัน เนื่องจากขณะที่สัญญาณตัวอักขระที่ถูกส่งจากคีย์บอร์ดไปยัง โฮลต์ ซึ่งเป็น แบบดูเพล็กซ์เต็มจะถูกสะท้อนสัญญาณให้กลับมาปรากฏ ที่จอภาพของเทอร์มินัลเองด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถรู้สึกไป พร้อม ๆ กันกับ ที่โฮลต์ทำงาน

อ้างอิงhttp://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/datacomm/unit2_2.html

ชื่อ นายชัยวัฒน์ สวัสดี ชั้น ม.5/4 เลขที่ 10

สถาพร สรสิทธิ์ กล่าวว่า...

องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูลมีองค์ประกอบ 5 อย่าง ได้แก่

1. ผู้ส่ง (Sender) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร (Message) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูลมีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล เช่น ผู้พูด โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น
2. ผู้รับ (Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสาร มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ เช่น ผู้ฟัง เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
3. สื่อกลาง (Medium) หรือตัวกลาง เป็นเส้นทางการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง สื่อส่งข้อมูลอาจเป็นสายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล สายใยแก้วนำแสง หรือคลื่นที่ส่งผ่านทางอากาศ เช่น เลเซอร์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุภาคพื้นดิน หรือคลื่นวิทยุผ่านดาวเทียม
4. ข้อมูลข่าวสาร (Message) คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร ซึ่งอาจถูกเรียกว่า สารสนเทศ (Information) โดยแบ่งเป็น 5รูปแบบ ดังนี้
4.1 ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่าง ๆ ซึ่งจะแทนด้วยรหัสต่าง ๆ เช่น รหัสแอสกี เป็นต้น
4.2 ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอสกีแต่จะถูกแปลงเป็นเลขฐานสองโดยตรง
4.3 รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาดของรูปภาพ
4.4 เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพเพราะข้อมูลเสียงจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป
4.5 วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการรวมกันของรูปภาพหลาย ๆ รูป
5. โปรโตคอล (Protocol) คือ วิธีการหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งสามารถเข้าใจกันหรือคุยกันรู้เรื่อง โดยทั้งสองฝั่งทั้งผู้รับและผู้ส่งได้ตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ในคอมพิวเตอร์โปรโตคอลอยู่ในส่วนของซอฟต์แวร์ที่มีหน้าที่ทำให้การดำเนินงาน ในการสื่อสารข้อมูลเป็นไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น X.25, SDLC, HDLC, และ TCP/IP เป็นต้น

http://www.ipst.ac.th/research/asse
ts/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom2.htm

นายสถาพร สรสิทธิ์ เลขที่ 4 ม.5/4

สถาพร สรสิทธิ์ กล่าวว่า...

องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูลมีองค์ประกอบ 5 อย่าง ได้แก่
1. ผู้ส่ง (Sender) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร (Message) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูลมีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล เช่น ผู้พูด โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น
2. ผู้รับ (Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสาร มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ เช่น ผู้ฟัง เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
3. สื่อกลาง (Medium) หรือตัวกลาง เป็นเส้นทางการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง สื่อส่งข้อมูลอาจเป็นสายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล สายใยแก้วนำแสง หรือคลื่นที่ส่งผ่านทางอากาศ เช่น เลเซอร์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุภาคพื้นดิน หรือคลื่นวิทยุผ่านดาวเทียม
4. ข้อมูลข่าวสาร (Message) คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร ซึ่งอาจถูกเรียกว่า สารสนเทศ (Information) โดยแบ่งเป็น 5รูปแบบ ดังนี้
4.1 ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่าง ๆ ซึ่งจะแทนด้วยรหัสต่าง ๆ เช่น รหัสแอสกี เป็นต้น
4.2 ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอสกีแต่จะถูกแปลงเป็นเลขฐานสองโดยตรง
4.3 รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาดของรูปภาพ
4.4 เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพเพราะข้อมูลเสียงจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป
4.5 วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการรวมกันของรูปภาพหลาย ๆ รูป
5. โปรโตคอล (Protocol) คือ วิธีการหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งสามารถเข้าใจกันหรือคุยกันรู้เรื่อง โดยทั้งสองฝั่งทั้งผู้รับและผู้ส่งได้ตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ในคอมพิวเตอร์โปรโตคอลอยู่ในส่วนของซอฟต์แวร์ที่มีหน้าที่ทำให้การดำเนินงาน ในการสื่อสารข้อมูลเป็นไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น X.25, SDLC, HDLC, และ TCP/IP เป็นต้น

อ้างอิง
http://www.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom2.htm

นายสถาพร สรสิทธิ์ ม.5/4 เลขที่ 4

วีณา มงคลศรี กล่าวว่า...

ประเภทของ server
ประเภทของเซิร์ฟเวอร์ ต้องการนำมานำเซิร์ฟเวอร์ประเภท โดยปกติจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ File Server , Print Server , Database Server , Application Server การแบ่งออกเป็น 4 ประะเภทนั้น แบ่งตามลักษณะการใช้งาน คือ เก็บ-บริการไฟล์ บริการ/บริหาร งานพิมพ์ เก็บและบริการฐานข้อมูล และบริการ/บริหารซอฟต์แวร์ประยุกต์ ส่วน Mail Server, Internet Server หรือประเภทอื่นๆที่มีการเรียกชื่อนั้น เกิดจากการนำเอาเซิร์ฟเวอร์มากกว่า 2 ประเภทมารวมกันในตัวเดียว
File Server
เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว เพราะควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูล การ Restore ง่าย ข้อมูลดังกล่าวสามารถ Shared ให้กับ Client ได้ โดยส่วนมากข้อมูลที่อยู่ใน File Server คือ โปรแกรมและข้อมูล (Personal Data File) โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล กล่าวง่ายๆ ก็คือ File Server ทำหน้าเสมือน Input/Output สำหรับไฟล์
การทำงานของเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น File Server นั้น ในทางเทคนิคแล้วยังไม่เรียกว่าเป็น "Client/Server" เพราะไม่มีการแบ่งโหลดการทำงานระหว่างไคลเอ็นต์กับเซิร์ฟเวอร์ แต่หน้าที่ที่ File Server จะต้องจัดการคือ มี NOS (Network Operating System) ที่ดูแลเกี่ยวกับการ "เข้าถึง" ไฟล์ ต้องมีกระบวน "Lock" ไว้ ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการแก้ไขไฟล์ เช่น ขณะที่ผู้ใช้งานคนที่ 1 เปิด ไฟล์ A และกำลังแก้ไข (edit) อยู่ ผู้ใช้งานคนที่สองจะเปิดไฟล์ A เพื่อแก้ไขไม่ได้ (แต่เปิดเพื่ออ่าน Read Only ได้) แต่ถ้าหากข้อมูลนั้นเป็น Database แทนที่ไฟล์หรือฐานข้อมูลทั้งฐานข้อมูลจะถูก Lock กระบวนการ Lock ก็อาจจะเกิดเฉพาะ Record (Row) นี้เป็นหน้าที่ของ NOS และ Application ที่ใช้งาน
Print Server
หนึ่งเหตุผลที่ต้องมี Print Server ก็คือ เพื่อแบ่งให้พรินเตอร์ราคาแพงบางรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ เช่น HP Laser 5000 พิมพ์ได้ 10 - 24 แผ่นต่อนาที พรินเตอร์ประเภทนี้ ความสามารถในการทำงานสูง ถ้าหากซื้อมาเพื่อใช้งานเพียงคนเดียว แต่ละวันพิมพ์ 50 แผ่น ก็ไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการแบ่งปันพรินเตอร์ดังกล่าวให้กับผู้ใช้ทุกๆคนในสำนักงาน หน้าที่ในการแบ่งปัน ก็ประกอบด้วย การจัดคิว ใครสั่งพิมพ์ก่อน การจัดการเรื่อง File Spooling เป็นของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีชื่อว่า Print Server
โดยส่วนใหญ่ในองค์กร น้อยองค์กรที่จะซื้อเซิร์ฟเวอร์มาเพื่อใช้สำหรับเป็น Print Server โดยเฉพาะ แต่จะใช้วิธีเอาเซิร์ฟเวอร์ที่ซื้อมาเพื่อเป็น File Server , Data Base server ทำเป็น Print Server ไปด้วย
Database Server
Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) เช่น SQL , Informix เป็นต้น โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์
Application Server
Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server (รัน MS Exchange Server) Proxy Server (รัน Proxy Server) หรือ Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache' )

น.ส.วีณา มงคลศรี ชั้นม.5/5

ณัฐวุธ นินทะราช กล่าวว่า...

ประเภทของ server
ประเภทของเซิร์ฟเวอร์ ต้องการนำมานำเซิร์ฟเวอร์ประเภท โดยปกติจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ File Server , Print Server , Database Server , Application Server การแบ่งออกเป็น 4 ประะเภทนั้น แบ่งตามลักษณะการใช้งาน คือ เก็บ-บริการไฟล์ บริการ/บริหาร งานพิมพ์ เก็บและบริการฐานข้อมูล และบริการ/บริหารซอฟต์แวร์ประยุกต์ ส่วน Mail Server, Internet Server หรือประเภทอื่นๆที่มีการเรียกชื่อนั้น เกิดจากการนำเอาเซิร์ฟเวอร์มากกว่า 2 ประเภทมารวมกันในตัวเดียว
File Server
เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว เพราะควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูล การ Restore ง่าย ข้อมูลดังกล่าวสามารถ Shared ให้กับ Client ได้ โดยส่วนมากข้อมูลที่อยู่ใน File Server คือ โปรแกรมและข้อมูล (Personal Data File) โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล กล่าวง่ายๆ ก็คือ File Server ทำหน้าเสมือน Input/Output สำหรับไฟล์
การทำงานของเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น File Server นั้น ในทางเทคนิคแล้วยังไม่เรียกว่าเป็น "Client/Server" เพราะไม่มีการแบ่งโหลดการทำงานระหว่างไคลเอ็นต์กับเซิร์ฟเวอร์ แต่หน้าที่ที่ File Server จะต้องจัดการคือ มี NOS (Network Operating System) ที่ดูแลเกี่ยวกับการ "เข้าถึง" ไฟล์ ต้องมีกระบวน "Lock" ไว้ ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการแก้ไขไฟล์ เช่น ขณะที่ผู้ใช้งานคนที่ 1 เปิด ไฟล์ A และกำลังแก้ไข (edit) อยู่ ผู้ใช้งานคนที่สองจะเปิดไฟล์ A เพื่อแก้ไขไม่ได้ (แต่เปิดเพื่ออ่าน Read Only ได้) แต่ถ้าหากข้อมูลนั้นเป็น Database แทนที่ไฟล์หรือฐานข้อมูลทั้งฐานข้อมูลจะถูก Lock กระบวนการ Lock ก็อาจจะเกิดเฉพาะ Record (Row) นี้เป็นหน้าที่ของ NOS และ Application ที่ใช้งาน
Print Server
หนึ่งเหตุผลที่ต้องมี Print Server ก็คือ เพื่อแบ่งให้พรินเตอร์ราคาแพงบางรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ เช่น HP Laser 5000 พิมพ์ได้ 10 - 24 แผ่นต่อนาที พรินเตอร์ประเภทนี้ ความสามารถในการทำงานสูง ถ้าหากซื้อมาเพื่อใช้งานเพียงคนเดียว แต่ละวันพิมพ์ 50 แผ่น ก็ไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการแบ่งปันพรินเตอร์ดังกล่าวให้กับผู้ใช้ทุกๆคนในสำนักงาน หน้าที่ในการแบ่งปัน ก็ประกอบด้วย การจัดคิว ใครสั่งพิมพ์ก่อน การจัดการเรื่อง File Spooling เป็นของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีชื่อว่า Print Server
โดยส่วนใหญ่ในองค์กร น้อยองค์กรที่จะซื้อเซิร์ฟเวอร์มาเพื่อใช้สำหรับเป็น Print Server โดยเฉพาะ แต่จะใช้วิธีเอาเซิร์ฟเวอร์ที่ซื้อมาเพื่อเป็น File Server , Data Base server ทำเป็น Print Server ไปด้วย
Database Server
Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) เช่น SQL , Informix เป็นต้น โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์
Application Server
Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server (รัน MS Exchange Server) Proxy Server (รัน Proxy Server) หรือ Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache' )

นายณัฐวุธ นินทะราช ชั้น ม.5/5

วรรณฤดี สว่างไธสง กล่าวว่า...

รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล
สามารถจัดรูปแบบได้เป็น 4 รูปแบบ (หนังสือบางเล่มจะไม่พูดเรื่องของ Echo-plex) ดังนี้
1. แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-Way หรือ Simplex ) ในการส่งสัญญาณข้อมูลแบบ simplex ข้อมูลจะถูกส่งไปในทางเดียวเท่านั้น และตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การกระจายเสียงของ สถานี วิทยุ หรือ การแพร่ภาพทางโทรทัศน์ เป็นต้น
2. แบบงกึ่งทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ (Either-Way of Two Waysหรือ Half Duplex) การสื่อสารแบบ Half Duplex เราสามารถส่งข้อมูลสวนทางกันได้แต่ต้องสลับกันส่ง จะทำในเวลาเดียวกันไม่ได้ ตัวอย่างเช่น วิทยุสื่อสารของตำรวจแบบ Walkly-Talkly ซึ่งต้องอาศัยการ สลับสวิตซ์ เพื่อแสดงการเป็นผู้ส่งสัญญาณคือต้องผลัดกันพูด บางครั้งเราเรียกการสื่อสารแบบ Haft Duplex ว่า แบบสายคู่ ( Two-Wire Line)
3.แบบทางคู่ (Full-Duplex) ในแบบนี้เราสามารถส่งข้อมูลได้พร้อมๆ กันทั้งสองทาง ตัวอย่างเช่น การพูดคุยโทรศัพท์ โดยสามารถสื่อสารพร้อมกันได้ทั้งสองฝ่าย บางครั้งเรียกการสื่อสารแบบทางคูว่า Four-Wire Line
4.แบบสะท้อนสัญญาณหรือ เอ๊กโคเพล๊กซ์ (Echo-Plex) เป็นการส่งสัญญาณที่รวมทั้ง Half-Duplex และ Full-Duplex ไว้รวมกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคีย์บอร์ด และจอภาพของเครื่อง Terminal ของ Main Frame หรือ Host คอมพิวเตอร์ ในระหว่างการคีย์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดเพื่อให้ Host คอมพิวเตอร์รับข้อความหรือทำตามคำสั่งข้อความหรือคำสั่งจะปรากฏบนจอภาพคอมพิวเตอร์ของ เครื่อง Terminal ด้วยเช่นกัน เนื่องจากขณะที่สัญญาณตัวอักขระที่ถูกส่งจากคีย์บอร์ดไปยัง Host ซึ่ง เป็นแบบ Full-Duplex จะสะท้อนกลับมาปรากฏที่จอภาพเครื่อง Terminal ด้วย
น.ส.วรรณฤดี สว่างไธสง ชั้น ม.5/5 เลขที่ 24

Unknown กล่าวว่า...

ระบบเครือข่ายแบบ Client Server
ระบบเครือข่ายแบบ Client / Server มีการใช้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเป็นเครื่องหลัก ทำหน้าที่ให้บริการเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งจัดแบ่งปันแฟ้มข้อมูลแก่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นลูกข่าย คอมพิวเตอร์เครื่องหลักนี้ เรียกว่า File Server สำหรับอุปกรณ์ที่จำเป็นในการติดต่อระบบเครือข่าย คือ สายเคเบิล และการ์ดเครือข่าย (LAN Card) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการไหล ของข้อมูล นอกจากนี้ยังต้องมี HUB ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการกระจายสัญญาณไปตาม Work Station ต่าง ๆ

ข้อดีระบบเครือข่ายแบบ Client Server คือ
-สามารถแชร์ข้อมูลเครื่องพิมพ์ของแต่ละเครื่องได้
-มีระบบ Security ที่ดีมาก
-รับส่งข่าวสารในลักษณะของ E-mail ได้ดี
-สามารถจัดสรร แบ่งปันการใช้ทรัพยากรได้จากจุดศูนย์กลาง

ข้อเสียของระบบเครือข่ายแบบ Client Server คือ
-มีความยุ่งยากในการติดตั้งมากกว่าระบบ Peer-to-Peer รวมทั้งต้องการบุคลากรเพื่อการบริหารจัดการระบบโดยเฉพาะอีกด้วย

http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/com_network/sheet/ch1_2_47.htm

น.ส.มณีญา สาไธสง ชั้น ม.5/4 เลขที่ 28

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส(Bus Network)
เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ในพื้นที่เดียวกันโดยใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ ซึ่งเรียกว่า “บัส(Bus)” เป็นทางเดินของข้อมูลร่วมกันระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยสัญญาณจะถูกกระจายไปตลอดเส้นทาง
ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
1.การใช้สายส่งข้อมูลจะใช้สายส่งข้อมูลร่วมกันทำให้ใช้สายส่งข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการบำรุงรักษา
2.เครือข่ายแบบบัสมีโครงสร้างที่ง่ายและมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากใช้สายส่งข้อมูลเพียงเส้นเดียว
3.การเพิ่มจุดใช้บริการใหม่เข้าไปในเครือข่ายสามารถทำได้ง่าย เนื่องจากจุดใหม่จะใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้

ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
1.การหาข้อผิดพลาดทำได้ยาก เนื่องจากในเครือข่าย จะไม่มีศูนย์กลางในการควบคุมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้นการตรวจสอบข้อผิดพลาดจึงต้องทำจากหลายๆ จุดในเครือข่าย
2.ในกรณีที่เกิดการเสียหายในสายส่งข้อมูล จะทำให้ทั้งเครือข่ายไม่สามารถทำงานได้
3.เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลเมื่อมีการรับส่งข้อมูล




น.ส.ศิริลักษณ์ นิมิตรไธสง ชั้น ม.5/4 เลขที่ 24
ที่มา: http://ssnet.doae.go.th/ssnet2/IT_Mobile/download/NetworkDoae.doc

นายเอกพจน์ เหลาสา กล่าวว่า...

เซิร์ฟเวอร์แบ่งเป็นกี่ประเภท
ประเภทของเซิร์ฟเวอร์ ต้องการนำมานำเซิร์ฟเวอร์ประเภท โดยปกติจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ File Server , Print Server , Database Server , Application Server การแบ่งออกเป็น 4 ประะเภทนั้น แบ่งตามลักษณะการใช้งาน คือ เก็บ-บริการไฟล์ บริการ/บริหาร งานพิมพ์ เก็บและบริการฐานข้อมูล และบริการ/บริหารซอฟต์แวร์ประยุกต์ ส่วน Mail Server, Internet Server หรือประเภทอื่นๆที่มีการเรียกชื่อนั้น เกิดจากการนำเอาเซิร์ฟเวอร์มากกว่า 2 ประเภทมารวมกันในตัวเดียว

File Server
เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว เพราะควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูล การ Restore ง่าย ข้อมูลดังกล่าวสามารถ Shared ให้กับ Client ได้ โดยส่วนมากข้อมูลที่อยู่ใน File Server คือ โปรแกรมและข้อมูล (Personal Data File) โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล กล่าวง่ายๆ ก็คือ File Server ทำหน้าเสมือน Input/Output สำหรับไฟล์
การทำงานของเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น File Server นั้น ในทางเทคนิคแล้วยังไม่เรียกว่าเป็น "Client/Server" เพราะไม่มีการแบ่งโหลดการทำงานระหว่างไคลเอ็นต์กับเซิร์ฟเวอร์ แต่หน้าที่ที่ File Server จะต้องจัดการคือ มี NOS (Network Operating System) ที่ดูแลเกี่ยวกับการ "เข้าถึง" ไฟล์ ต้องมีกระบวน "Lock" ไว้ ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการแก้ไขไฟล์ เช่น ขณะที่ผู้ใช้งานคนที่ 1 เปิด ไฟล์ A และกำลังแก้ไข (edit) อยู่ ผู้ใช้งานคนที่สองจะเปิดไฟล์ A เพื่อแก้ไขไม่ได้ (แต่เปิดเพื่ออ่าน Read Only ได้) แต่ถ้าหากข้อมูลนั้นเป็น Database แทนที่ไฟล์หรือฐานข้อมูลทั้งฐานข้อมูลจะถูก Lock กระบวนการ Lock ก็อาจจะเกิดเฉพาะ Record (Row) นี้เป็นหน้าที่ของ NOS และ Application ที่ใช้งาน

Print Server
หนึ่งเหตุผลที่ต้องมี Print Server ก็คือ เพื่อแบ่งให้พรินเตอร์ราคาแพงบางรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ เช่น HP Laser 5000 พิมพ์ได้ 10 - 24 แผ่นต่อนาที พรินเตอร์ประเภทนี้ ความสามารถในการทำงานสูง ถ้าหากซื้อมาเพื่อใช้งานเพียงคนเดียว แต่ละวันพิมพ์ 50 แผ่น ก็ไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการแบ่งปันพรินเตอร์ดังกล่าวให้กับผู้ใช้ทุกๆคนในสำนักงาน หน้าที่ในการแบ่งปัน ก็ประกอบด้วย การจัดคิว ใครสั่งพิมพ์ก่อน การจัดการเรื่อง File Spooling เป็นของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีชื่อว่า Print Server
โดยส่วนใหญ่ในองค์กร น้อยองค์กรที่จะซื้อเซิร์ฟเวอร์มาเพื่อใช้สำหรับเป็น Print Server โดยเฉพาะ แต่จะใช้วิธีเอาเซิร์ฟเวอร์ที่ซื้อมาเพื่อเป็น File Server , Data Base server ทำเป็น Print Server ไปด้วย

Database Server
Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) เช่น SQL , Informix เป็นต้น โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์

Application Server
Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server (รัน MS Exchange Server) Proxy Server (รัน Proxy Server) หรือ Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache' )
นายเอกพจน์ เหลาสา ชั้น ม5/5 เลขที่ 7

นายณัฐพล ทนเหมาะ กล่าวว่า...

ประเภทของserver

เซิร์ฟเวอร์แบ่งเป็นกี่ประเภท

ประเภทของเซิร์ฟเวอร์ ต้องการนำมานำเซิร์ฟเวอร์ประเภท โดยปกติจะแบ่งตามการใช้งานได้เป็น 4 ประเภท คือ File Server , Print Server , Database Server , Application Server หรือ เก็บ-บริการไฟล์ บริการ/บริหาร งานพิมพ์ เก็บและบริการฐานข้อมูล และบริการ/บริหารซอฟต์แวร์ประยุกต์

ส่วน Mail Server, Internet Server หรือประเภทอื่นๆที่มีการเรียกชื่อนั้น เกิดจากการนำเอาเซิร์ฟเวอร์มากกว่า 2 ประเภทมารวมกันในตัวเดียว

File Server

เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว เพราะควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูล การ Restore ง่าย ข้อมูลดังกล่าวสามารถ Shared ให้กับ Client ได้ โดยส่วนมากข้อมูลที่อยู่ใน File Server คือ โปรแกรมและข้อมูล (Personal Data File) โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล กล่าวง่ายๆ ก็คือ File Server ทำหน้าเสมือน Input/Output สำหรับไฟล์

การทำงานของเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น File Server นั้น ในทางเทคนิคแล้วยังไม่เรียกว่าเป็น “Client/Server” เพราะไม่มีการแบ่งโหลดการทำงานระหว่างไคลเอ็นต์กับเซิร์ฟเวอร์ แต่หน้าที่ที่ File Server จะต้องจัดการคือ มี NOS (Network Operating System) ที่ดูแลเกี่ยวกับการ “เข้าถึง” ไฟล์ ต้องมีกระบวน “Lock” ไว้ ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการแก้ไขไฟล์ เช่น ขณะที่ผู้ใช้งานคนที่ 1 เปิด ไฟล์ A และกำลังแก้ไข (edit) อยู่ ผู้ใช้งานคนที่สองจะเปิดไฟล์ A เพื่อแก้ไขไม่ได้ (แต่เปิดเพื่ออ่าน Read Only ได้) แต่ถ้าหากข้อมูลนั้นเป็น Database แทนที่ไฟล์หรือฐานข้อมูลทั้งฐานข้อมูลจะถูก Lock กระบวนการ Lock ก็อาจจะเกิดเฉพาะ Record (Row) นี้เป็นหน้าที่ของ NOS และ Application ที่ใช้งาน

Print Server

หนึ่งเหตุผลที่ต้องมี Print Server ก็คือ เพื่อแบ่งให้พรินเตอร์ราคาแพงบางรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานมากๆ เช่น HP Laser 5000 พิมพ์ได้ 10 - 24 แผ่นต่อนาที พรินเตอร์ประเภทนี้ ความสามารถในการทำงานสูง ถ้าหากซื้อมาเพื่อใช้งานเพียงคนเดียว แต่ละวันพิมพ์ 50 แผ่น ก็ไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการแบ่งปันพรินเตอร์ดังกล่าวให้กับผู้ใช้ทุกๆ คนในสำนักงาน หน้าที่ในการแบ่งปัน ก็ประกอบด้วย การจัดคิว ใครสั่งพิมพ์ก่อน การจัดการเรื่อง File Spooling เป็นของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีชื่อว่า Print Server

โดยส่วนใหญ่ในองค์กร น้อยองค์กรที่จะซื้อเซิร์ฟเวอร์มาเพื่อใช้สำหรับเป็น Print Server โดยเฉพาะ แต่จะใช้วิธีเอาเซิร์ฟเวอร์ที่ซื้อมาเพื่อเป็น File Server , Data Base server ทำเป็น Print Server ไปด้วย

Database Server

Database Server หมายถึง เซิร์ฟเวอร์ที่มีไว้เพื่อรันระบบที่เป็นฐานข้อมูล DBMS (DataBase Managment System ) เช่น SQL , Informix เป็นต้น โดยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่มีทั้งฐานข้อมูลและตัวจัดการฐานข้อมูล ตัวจัดการฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง มีการแบ่งปัน การประมวลผล โดยผ่านทางไคลเอ็นต์

Application Server

ส่วนใหญ่ process ที่ถูกรันเป็น server จะเรียกว่า Daemon แล้วเวลารันชื่อ process จะตามด้วย อักษร d เช่น

httpd

sshd

mysqld

นี่เป็น process ที่ได้รับความนิยมและเห็นกันบ่อยๆครับ

Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์ได้ด้วย โดยการทำงานสอดคล้องกับไคลเอ็นต์ เช่น Mail Server (รัน MS Exchange Server) Proxy Server (รัน Proxy Server) หรือ Web Server (รัน Web Server Program เช่น Xitami , Apache’ )

Application ที่ได้รับความนิยมและเห้นการใช้งานได้บ่อยๆ คือ

web server
นายณัฐพล ทนเหมาะ ชั้น ม5/5 เลขที่ 3

Unknown กล่าวว่า...

ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างเช่นในสำนักงานหนึ่งมีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ จะเห็นว่าต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5 - 10 เครื่อง มาใช้งาน แต่ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก้อ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องพิมพ์ประมาณ 2-3 เครื่องก็พอต่อการใช้งานแล้ว เพราะว่าทุกเครื่องสามารถเข้าใช้เครื่องพิมพ์เครื่องใดก็ได้ ผ่านเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน
นับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ ถ้าทำงานได้เร็วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ทำระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที ดิฉันก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายเป็นอย่างมากสำหรับบุคคลที่ได้ใช้ประโยชน์รวมทั้งทำให้เราทันโลกทันเหตุการณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่
น.ส.วรรณพร สุริยะคุปต์ ม.5/5 เลขที่ 47
อ้างอิงจาก
http://blog.eduzones.com/banny/3478

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างเช่นในสำนักงานหนึ่งมีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ จะเห็นว่าต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5 - 10 เครื่อง มาใช้งาน แต่ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก้อ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ เพราะว่าทุกเครื่องสามารถเข้าใช้เครื่องพิมพ์เครื่องใดก็ได้ ผ่านเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน
นับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ ถ้าทำงานได้เร็วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ทำระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที ดิฉันก็คิดว่ามันมีประโยชน์รวมทั้งทำให้เราทันโลกทันเหตุการณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งทางตรงและทางอ้อม

นส.สุนันทา ทูลไธสง ม.5/5 เลขที่21
อ้างอิง
http://blog.eduzones.com/banny/3478

ชิรนันท์ ชุมไธสง กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ชิรนันท์ ชุมไธสง กล่าวว่า...

ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบ่งตามลักษณะการเชื่อมต่อทางภูมิศาสตร์ หรือระยะทางการเชื่อมต่อ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

- ระบบเครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network : LAN) หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระยะใกล้ภายในสำนักงาน หรืออาคารเดียวกัน หรืออาคารที่อยู่ใกล้กันโดยใช้ สายสัญญาณ ได้แก่ สายโทรศัพท์ สายโคแอกเชียล หรือ สายใยแก้วนำแสง

- ระบบเครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network : MAN) หมายถึง การเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีระยะทางการเชื่อมต่อไกลกว่า ระบบเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) แต่ระยะทางยังคงใกล้กว่าระบบ WAN (Wide Area Network) ได้แก่เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อกันภายในเมืองเดียวกันหรือจังหวัดเดียวกัน ในเขตเดียวกัน เป็นต้น

- ระบบเครือข่ายระยะไกล (Wide Area Network : WAN) หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ระยะไกล เช่น ระหว่างประเทศ การเชื่อมต่อเครือข่ายทั่วโลก

ที่มา http://72.14.235.132/search?q=cache:Z1BwIAtMCbAJ:www.bloggang.com/

น.ส.ชิรนันท์ ชุมไธสง ม.5/1 เลขที่17

«เก่าที่สุด ‹เก่ากว่า   201 – 251 จาก 251   ใหม่กว่า› ใหม่ที่สุด»